เมื่อ แกมเบีย ฟ้อง เมียนมา
  • Social
  • Nov 25, 2019

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อปี 2017 ชาวโรฮิงญากว่า 700,000 คน หนีออกจากเมียนมาเพื่อหลบหนีการปราบปรามอย่างโหดร้ายของทหาร ซึ่งองค์การสหประชาชาติเรียกกรณีที่เกิดขึ้นว่า การปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม หรือ กรณีการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ตามนิยามในตำรา (textbook case of ethnic cleansing)

นิยามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

สหประชาชาติ เคยนิยามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรกไว้เมื่อ ค.ศ.1948 โดยระบุไว้ใน อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Convention on the Prevention and Punishment of the Crime of Genocide) 5 ข้อที่กระทำโดยมีเจตนาทำลายชาติพันธุ์, สัญชาติ, เชื้อชาติ หรือกลุ่มศาสนา ดังนี้

1.สังหารสมาชิกของกลุ่มคนนั้นๆ

2. สร้างความเสียหายต่อร่างกายหรือจิตใจอย่างรุนแรง

3. มีการกระทำการแบบคำนวณให้สภาพชีวิตของกลุ่มคนถูกทำลายทางกายโดยบางส่วนหรือโดยทั้งหมด ซึ่งมีการไตร่ตรองไว้ก่อน

4. ออกมาตรการห้ามไม่ให้กลุ่มคนให้กำเนิด

5. บีบบังคับให้มีการย้ายเด็กจากกลุ่มนั้นๆ

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือ genocide นั้นต้องมีเจตนาที่จะกำจัดกลุ่มคนนั้นๆ ทั้งกลุ่ม โดยถึงแม้ว่าจะพิสูจน์เจตนาไม่ได้แต่อาชญากรรมเช่นนี้ก็ยังถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือเข้าข่าย การกวาดล้างเผ่าพันธุ์ได้แต่ไม่ถึงขั้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีการพยายามวางเกณฑ์ทางกฎหมายมาโดยตลอดว่าจะวัดเจตนากันอย่างไร ทำให้มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นในประวัติศาสตร์ที่ถูกตัดสินว่าเป็น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หนึ่งในนั้นคือระบอบนาซี และอีกรายหนึ่งคืออดีตนายกเทศมนตรีทาบคอมมูนในรวันดาที่ถูกตัดสินให้มีความผิดเพราะเขารับรู้หรือควรจะรับรู้ว่าการกระทำของเขาจะส่งผลให้เกิดการทำลายกลุ่มคนบางส่วนหรือทั้งหมด

เมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหา

เมียนมาซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ากองกำลังของรัฐบาลได้ปฏิบัติการทำลายล้างเชื้อชาติ และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา พร้อมประกาศว่าขณะนี้พร้อมรับผู้อพยพลี้ภัยเหล่านี้กลับประเทศ

แต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2019  ความพยายามครั้งที่ 2 ในการรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากลับประเทศต้องล้มเหลว เนื่องจากไม่มีชาวโรฮิงญาคนไหนในจำนวนกว่า 3,000 คนที่ทางการเมียนมาอนุมัติให้กลับประเทศได้ ยอมเดินทางกลับ  ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขาอ้างเรื่องที่ยังไม่มีการเอาผิดกับผู้ก่อเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2017 อีกทั้งยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาจะมีอิสระในการเดินทาง หรือจะได้รับสถานะพลเมืองเมียนมาหรือไม่

จากรายงานของหลายองค์กรที่กล่าวโทษว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นำมาสู่การที่อาบูบาคาร์ มารี แทมบาโด อัยการสูงสุดและรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของแกมเบีย ในนามขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งมีประเทศมุสลิม 57 ประเทศเป็นสมาชิก ยื่นฟ้องรัฐบาลเมียนมาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา

ในคำฟ้องระบุว่าเมียนมาได้สังหาร ทำร้ายร่างกายและจิตใจ สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการทำลายล้าง ออกมาตรการคุมกำเนิด รวมทั้งบีบบังคับให้ชาวโรฮิงญาอพยพย้ายถิ่น ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะตั้งใจทำลายชาวโรฮิงญาไม่ว่าจะทั้งกลุ่มหรือบางส่วน ทั้งยังมีคำร้องขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศออกมาตรการชั่วคราวสั่งให้เมียนมายุติพฤติกรรมดังกล่าวโดยทันที

เมื่อปีที่แล้ว ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ซึ่งปกติรับพิจารณาคดีอาชญากรรมสงคราม ได้เปิดการสอบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการกวาดล้างชาวโรฮิงญาของเมียนมา แต่เนื่องจากเมียนมาไม่ได้เป็นสมาชิกของ ICC ทำให้การดำเนินคดีค่อนข้างซับซ้อนและจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

เดอะ การ์เดียนรายงานว่า นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา และรัฐมนตรีต่างประเทศ เตรียมนำทีมกฎหมายเดินทางไปขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากที่รัฐบาลเมียนมา ถูกทางการแกมเบียกล่าวหาในประเด็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

ในคำฟ้องจำนวน 46 หน้า ที่แกมเบียซึ่งเป็นประเทศมุสลิม ยื่นฟ้องต่อรัฐบาลเมียนมานั้น ได้อ้างหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ทางการเมียนมามีส่วนรู้เห็นต่อการสังหารหมู่ รวมถึงการข่มขืนและทำลายชุมชนชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ โดย ICJ มีกำหนดการไต่สวนคดีระหว่าง 10-12 ธันวาคมนี้

งานนี้ซูจีจะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนทางกฎหมายของเมียนมา ในการต่อสู้คดีที่ศาลโลก พร้อมกับทนายความที่มีชื่อเสียงหลายคนรวมทีมเพื่อ "ปกป้องผลประโยชน์" ของเมียนมา  ที่ผ่านมาซูจีถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย รวมถึงเธอถูกริบรางวัลที่เคยได้รับไปแล้วหลายรางวัล จากการที่หลายองค์กรมองว่า"เธอ" ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ละเลยกับปัญหาโรฮิงญาในประเทศ

อย่างที่ทราบกันว่า การอพยพโยกย้ายถิ่นอย่างผิดปกติของชาวโรฮิงญาในศตวรรษที่ 21 กลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญในประชาคมอาเซียนและในประชาคมโลก  วิกฤตโรฮิงญามีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งต่อระบบประชาคมโลก ซึ่งพฤติกรรมของรัฐชาติและองค์กรที่มิใช่รัฐอื่นๆ ต่างสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวคิดสัจนิยม เสรีนิยม ภารกิจนิยม พหุนิยม หรือแนวคิดที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ได้เข้ามาโลดแล่นบทบาทต่อรูปแบบการแก้ปัญหาโรฮิงญาบนเวทีระหว่างประเทศ

นอกจากนั้น แรงกดดันจากปรากฏการณ์อพยพย้ายถิ่นที่เต็มไปด้วยปัจจัยผลักดันและปัจจัยดึงดูดอันซับซ้อนได้กระตุ้นให้รัฐต่าง ๆ ก้าวเข้ามาพัวพันหรือแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาโรฮิงญาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ด้วยสภาวะเกี่ยวพันระหว่างปัจจัยภายในกับปัจจัยภายนอกประเทศ รัฐต่างๆ จึงมีปฏิกิริยาตอบโต้หรือการแสดงท่าทีต่อปัญหาโรฮิงญาในระดับที่แตกต่างกันออกไป

ในกรณีของเมียนมาซึ่งเป็นรัฐต้นทางของวิกฤตโรฮิงญาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยการออกมาปฏิเสธและยืนกรานเสียงแข็งว่าชาวโรฮิงญาไม่ได้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่รัฐบาลเมียนมารับรองอย่างเป็นทางการ  หากแต่เป็นผู้อพยพที่เข้ามาจากฝั่งบังคลาเทศหรือเป็นแขกเบงกาลี  จึงทำให้รัฐเมียนมาไม่ให้ความสนใจและเบียดขับผลักไสคนกลุ่มนี้ให้ออกไปจากบ้านของตนเอง  ท่ามกลางภาวะทัดทานและเสียงประณามพฤติกรรมขับไล่ชาวโรฮิงญาจากประชาคมโลก

แกมเบียกับโรฮิงญา

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแกมเบียจึงยื่นฟ้องศาลโลกขึ้นมาได้  ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2015 เดอะ การ์เดียนรายงานจากกรุงบันจูล ประเทศแกมเบีย ว่าทางการแกมเบีย ออกแถลงการณ์ แก้วิกฤตโรฮิงญาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ประกาศให้ที่พักพิงให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาทั้งหมด โดยระบุว่า พันธกิจดังกล่าวเป็น “หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวมุสลิม จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหลีกหนีการถูกกดขี่ข่มเหง พร้อมกันนี้ รัฐบาลแกมเบียเรียกร้อง ให้ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยส่งผู้อพยพมายังชายฝั่งประเทศแกมเบีย ซึ่งทางการแกมเบียจะทำการจัดตั้งค่ายผู้ลี้ภัยไว้รองรับ รวมไปถึงทางการแกมเบีย ยังได้แสดงความห่วงใยเชิงประณามต่อสถานการณ์ที่อ้างว่าไร้มนุษยธรรม ที่ผู้อพยพชาวโรฮิงญาต้องเผชิญในดินแดนประเทศเมียนมาอีกด้วย

ขณะที่ พระสันตะปาปา ฟรังซิส ได้ออกมาพูดถึงชะตากรรมของชาวโรฮิงญา พร้อมทั้งยกชนกลุ่มน้อยชาวยาซิดี ซึ่งเป็นชาวคริสเตียนที่อาศัยอยู่ในประเทศแถบตะวันออก หรือประเทศแถบอาหรับ ซึ่งเป็นดินแดนของชาวมุสลิม ที่ต้องเผชิญกับความเลวร้าย ของกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือกลุ่มไอเอส ซึ่งนับได้ว่า เป็นชะตะกรรมที่โหดร้ายทารุณอย่างมาก

เดอะ การ์เดียนระบุว่า จุดยืนของรัฐบาลแกมเบียที่มีต่อผู้อพยพชาวโรฮิงญา น่าจะมาจากปัญหาในลักษณะเดียวกัน ที่ประธานาธิบดียาห์ยา แจมเมห์ ผู้นำแกมเบีย ที่มีปมในกรณีที่ผู้อพยพทางเรือชาวแกมเบียกว่า 5,000 ราย พยายามเดินทางไปยังทวีปยุโรป เพื่อหลีกหนีพิษการเมือง และความแร้นแค้นในประเทศแถบแอฟริกา ซึ่งนายแจมเมห์ ยังไม่ได้ระบุมาตรการในการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติทางน่านน้ำ ที่ตกเป็นภาระของสหภาพยุโรป (EU)

จุดยืนของทางการเมียนมา

เมื่อกล่าวถึงประเด็นโรฮิงญา  ผู้คนไม่ว่าในไทยรวมถึงทั่วโลกมักจะได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อค่ายชาติตะวันตก อังกฤษบ้าง สหรัฐอเมริกาบ้าง หรือสื่อจากประเทศตะวันออกกลางบ้าง แต่ไม่ค่อยจะได้รับฟังมุมมองจากฝั่งเมียนมาเท่าใดนัก ดังนั้นภาพโรฮิงญาที่มักเห็นกันคือ ภาพที่พวกเขาเป็นผู้ถูกกระทำ ถูกบังคับขับไล่ให้ออกจากบ้านตัวเอง

ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ของรัฐบาล สื่อท้องถิ่น และสื่อเอกชนสำนักต่างๆ ของเมียนมาต่างก็รายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า โรฮิงญามิได้มีต้นรากที่เก่าแก่ในดินแดนเมียนมาที่จะสืบย้อนไปในประวัติศาสตร์เมียนมาได้  อย่างเช่น ในหนังสือ Diaspora ของ หม่อง ไข่ง์ อ่อง (ซิตตเหว่) (Maung Khaing Aung , Sittwe) ปฏิเสธชาวโรฮิงญา โดยตอบโต้ว่า มุสลิมโรฮิงญามิได้มีถิ่นฐานมาตุภูมิอยู่ในรัฐยะไข่ของเมียนมา เป็นเพียงแค่คนอพยพจากเบงกอลในยุคอาณานิคมอังกฤษ ซึ่งมิได้มีความเก่าแก่หรือโดดเด่นอะไรเลยในประวัติศาสตร์เมียนมา เป็นเพียงกลุ่มคนอพยพที่ขยายดินแดนเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ทำกิน และบ่อนเซาะทำลายในสมัยอาณานิคมที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษนำเข้ามา

ทางรัฐบาล และกองทัพชี้แจงเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน แคว้นยะไข่ หรือ อาระกัน ทางตะวันตกของเมียนมาที่ติดกับบังกลาเทศ  มาจากการกระทำของ ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) อันเป็น กลุ่มก่อความไม่สงบ-ก่อการร้ายของชาวเบงกาลี กลุ่ม ARSA เคลื่อนไหวอยู่ตามแนวชายแดนเมียนมา- บังกลาเทศ  หาแนวร่วมเป็นชาวเบงกาลีที่อยู่ในพื้นที่ของทั้ง 2 ประเทศ โดยมีแกนนำย่อยๆ ลงไปเป็นผู้นำศาสนาอิสลาม และมีรายงานว่าได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มก่อการร้ายระดับโลกอย่าง กลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) ที่เคลื่อนไหวอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ยุทธวิธีกลุ่ม ARSA เกิดขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคม 2017 คือปฏิบัติการโจมตีป้อมตำรวจหลายแห่ง โดยมีการบุกเข้าไปฆ่าคนในหมู่บ้านแล้วป้ายสีว่าเป็นฝีมือกองทัพเมียนมา พร้อมกับลักพาตัวผู้หญิงในหมู่บ้านจำนวน 8 คน ข้ามฝั่งไปยังบังกลาเทศเพื่อบังคับให้เปลี่ยนศาสนา กระทั่งทั้ง 8 คนได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มผู้นับถือศาสนาฮินดู และพากลับมาส่งยังฝั่งเมียนมาในเวลาต่อมา ซึ่งคนเหล่านี้สามารถชี้จุดฝั่งศพเหยื่อได้ถูกต้อง ซึ่งการที่กองทัพปฏิบัติการตอบโต้กลับมันก็เป็นเหตุผลเรื่องความมั่นคง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์เมียนมาจะพบว่าชาวเมียนมาตั้งอาณาจักรอยู่บริเวณเมียนมาตอนบนถูกปิดล้อมด้วยกลุ่มชาติพันธุ์รายรอบด้านไม่ว่าจะเป็นไทใหญ่  มอญ  ยะไข่  กะฉิ่น กะเหรี่ยง  แล้วลองนึกดูว่าเมียนมาอยู่ตรงกลาง จึงทำให้ประวัติศาสตร์เมียนมาเต็มไปด้วยการรบรากระทบกระทั่งกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ล้อมรอบ อย่างสงครามเมียนมา-มอญ ที่เป็นสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่า 40 ปี หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อเรื่องราชาธิราชนั่นแหละ

ถึง ค.ศ.1948 ที่เมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษ มีความพยายามแบ่งแยกดินแดนในแคว้นยะไข่ออกไปจากเมียนมาแต่ไม่สำเร็จ โดยในช่วงแรกๆ นั้นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเรียกตนเองว่าชาวเบงกาลีที่อาศัยในแคว้นยะไข่ ยังไม่ใช้คำว่าโรฮิงญา  กระทั่งมาปรากฏอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้จากฝีมือกลุ่ม ARSA ดังนั้นรัฐบาลและกองทัพเมียนมาจึงต้องทำอย่างเต็มที่ทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ประเทศถูกแบ่งแยก

คำชี้แจงจากกองทัพและรัฐบาลเมียนมาซึ่งก็เป็นอีกมุมมองที่ต้องรับฟัง โดยเฉพาะประเด็นที่เหตุใดทางการเมียนมารวมถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาหรือเบงกาลี ซึ่งก็คงต้องรอดูต่อว่าทางคณะของออง ซาน ซู จี จะให้การต่อศาลว่าอย่างไรบ้าง

 

อ้างอิง:

theguardian

bbc Burmese

news-eleven

 

 

มุสลิมโรฮิงญามิได้มีถิ่นฐานมาตุภูมิอยู่ในรัฐยะไข่ของเมียนมา เป็นเพียงแค่คนอพยพจากเบงกอลในยุคอาณานิคมอังกฤษ ซึ่งมิได้มีความเก่าแก่หรือโดดเด่นอะไรเลยในประวัติศาสตร์เมียนมา

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์