ซุปหูฉลาม เมนูแห่งความทารุณ
  • Social
  • Dec 4, 2019

"ข่าวงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาล ที่ 1 ในเมนูอาหารค่ำคือ ซุปหูฉลามตุ๋นหม้อดิน ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ดีว่าความพยายามในการรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของการเลิกบริโภคหูฉลาม อาจยังไปไม่ถึงบรรดาผู้นำในรัฐบาล ท่านจึงกลายเป็นผู้บริโภคเสียเอง"

ข้อความจากเพจของ องค์กรช่วยสัตว์ป่า หรือ WILDAID ที่ทวงถามถึง "งานเลี้ยงร่วมโต๊ะรัฐบาล" เมื่อค่ำคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมาได้กลายมาเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และค่อนข้างสวนทางกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในงานวันสิ่งแวดล้อมโลก “Go Wild For Life: หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์” เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2559 ว่า "กินแล้วได้อะไร หากได้เห็นตอนถูกเชือดจะกินไม่ลง"

ถึงจะมีการรณรงค์เรื่องหูฉลามตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ถึงวันนี้ การล่าเพื่อหูฉลามก็ยังคงเป็นสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของฉลามอยู่ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยความพิถีพิถันตั้งแต่การจัดเตรียมวัตถุดิบ การนำไปปรุงกับน้ำซุปทำให้เมนูอายุวัฒนะตามความเชื่อของชาวจีนโบราณยิ่งทวีมูลค่าให้ หูฉลาม มากขึ้นไปอีก แต่ใครจะรู้ว่า ก้านครีบสีนวลตาฉ่ำน้ำซุปใสในถ้วยกระเบื้องเขียนลายบนโต๊ะจัดเลี้ยงนั้นมีอะไรใต้ท้องน้ำที่ทะเลต้อง “แลก” ไปบ้าง 

  • หูฉลามกว่าร้อยละ 72 ถูกเสริฟ์ในงานแต่งงาน
  • อีกราวร้อยละ 61 จัดขึ้นโต๊ะในวันรวมญาติ
  • ขณะที่อีกร้อยละ 47 วางไว้ระหว่างมื้อเจรจาธุรกิจ

แนวโน้มความนิยมในการบริโภคหูฉลามของคนไทยเป็นไปอย่างแพร่หลาย และคนส่วนใหญ่ยังอยากลิ้มรสหูฉลามสักครั้งในชีวิต

จากรายงาน ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย โดย องค์กรช่วยสัตว์ป่า ระบุว่า แต่ละปี มีฉลามกว่า 100 ล้านตัว ถูกฆ่าอย่างโหดร้ายเพื่อเอาครีบของมัน โดยกว่าร้อยละ 73 ถูกนำมาทำเป็น ซุปหูฉลาม ซึ่งประเทศไทยถูกจัดได้ว่าเป็นตลาดค้าครีบฉลามรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยมีสถิติการนำเข้าสูงถึง 136 ตัน ในระหว่างปี 2550 ถึง 2555 

ยิ่งไปกว่านั้น การจับที่เกินศักยภาพการรองรับ ก็ยิ่งทำให้ฉลามเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะ ฉลามขนาดใหญ่ส่วนมากใช้เวลาในการอุ้มท้องประมาณ 8-12 เดือน มีลูกครั้งละประมาณ 10 - 40 ตัวเท่านั้น และกว่าจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์อาจใช้เวลา 4-5 ปีเป็นอย่างน้อย 

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ประชากรฉลามลดลงถึงร้อยละ 98 ภายในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดย 1 ใน 3 ของชนิดพันธุ์ฉลามที่อาศัยบริเวณผิวน้ำถูกระบุว่าเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยเฉพาะ ฉลามสีน้ำเงิน (Prionace glauca) ฉลามซิลค์กี้ หรือฉลามเทา (Carcharinus falciformis) ฉลามเสือ (Galeocerdo cuvier) และฉลามหัวบาตร (Carcharinus leucaas) 

นอกจากฉลามจะถูกนับเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมหาสมุทร (ไม่นับรวมวาฬซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) และอยู่คู่กับท้องทะเลมากว่า 400 ล้านปีแล้ว ความเป็น “นักล่า” ที่อยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหารที่คอยควบคุมประชากรสัตว์น้ำยังถือเป็นบทบาททางธรรมชาติที่มอบมาให้ติดตัวพวกมันด้วย 

ถ้าทะเลขาดนักล่าอย่างฉลามแล้ว ปริมาณของปลาใหญ่ที่กินปลาอื่นในทะเลก็จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปลาขนาดเล็กหมดไปทะเลก็จะเสียสมดุล ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณปลาในทะเลลดจำนวนลง และส่งผลต่อปลาบนโต๊ะอาหารของคนเราก็จะน้อยลง และมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

แน่นอนว่า หากไม่มีการทำอะไรปรากฏการณ์ "ทะเลเสียสมดุล" ก็จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป

ไม่ว่าจะเป็น “มูลค่า” หรือ “ความเสี่ยง” ที่เกิดกับฉลามในอัตราส่วน “มหาศาล” มันยังเป็นภาพสะท้อนผลกระทบที่ต่อไปยังจิ๊กซอว์ตัวอื่นๆ ของวิกฤตที่เกิดขึ้นกับทะเลในปัจจุบันนี้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาณาเขตกว่า 323 ล้านไร่ของทะเลไทย

อย่างที่รู้กันดีว่า ทะเลคือแหล่งทรัพยากรอันมีค่าของบ้านเรา ในรายงานเรื่อง เศรษฐกิจสีคราม : ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล โดย ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ประเมินมูลค่าผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยทั้งทางตรง และทางอ้อมในปีพ.ศ. 2559 นั้นมีไม่ต่ำกว่า 221 ล้านล้านบาท หรือ 1.55 เท่าของจีดีพี 

ขณะที่ สินค้าสัตว์น้ำจากทะเล และประมงชายฝั่งที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมมีมากกว่า 1.22 ล้านตัน และเป็นแหล่งรายได้ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี 

ด้านการท่องเที่ยว ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ชี้ชัดว่า ยอดนักท่องเที่ยวทะเลเพิ่มขึ้นชนิดก้าวกระโดดภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี จากนักท่องเที่ยว 15 ล้านคนในปี 2553 วันนี้ ตัวเลข “ดีด” มาอยู่ที่ 36.5 ล้านคนเมื่อปี 2559 ทำให้มีเงินสะพัดถึง 1,800 ล้านบาท

 

เมื่อโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เม็ดเงิน “มหาศาล” ที่ได้มาก็ต้องแลกกับความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทะเล และชายฝั่ง “มหาศาล” เหมือนกัน   

วันนี้ ปะการังใต้ทะเล เสื่อมโทรมลงไปแล้วกว่า ร้อยละ 80 และถ้านับนิ้วกันจริงๆ แนวปะการังสมบูรณ์ของไทยก็เหลืออยู่เพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

แม้กระทั่งรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเองก็ตามยังระบุเอาไว้ชัดเจนว่า กิจกรรมทางทะเลอย่างอุตสาหกรรมประมงที่ทำประมงมากเกินไป ทำให้ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ความสมบูรณ์ของทรัพยากรและสัตว์น้ำของไทยลดลงไปอย่างรวดเร็ว และยังรุกลามไปถึงการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย การลักลอบทำประมงในเขตอนุรักษ์ แรงงานผิดกฎหมาย และไร้การควบคุม นำไปสู่การได้ใบเหลือง IUU จากสหภาพยุโรปในที่สุด 

นอกจากนั้น ยังรวมไปถึง นิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งทั้ง 29 แห่ง แท่นขุดเจาะปิโตเลียมอีก 436 แท่น ท่าเรืออีกกว่า 440 ท่าทั่วประเทศ รวมทั้งการขยายตัวของชุมชนชายฝั่งล้วนส่งผลกระทบต่อทะเลทั้งทางตรง และทางอ้อม  

เมื่อทุกสิ่งในธรรมชาติล้วนเชื่อมโยงกัน การเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อระบบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ถ้าทะเลขาดนักล่าอย่างฉลามแล้ว ปริมาณของปลาใหญ่ที่กินปลาอื่นในทะเลก็จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปลาขนาดเล็กหมดไปทะเลก็จะเสียสมดุล

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?