สถานะ พ่อ ในอุษาคเนย์
  • Social
  • Dec 4, 2019

“มีการกล่าวขานมาเป็นเวลาช้านานว่าอุษาคเนย์เป็นดินแดนที่ผู้หญิงมีบทบาทและสถานภาพสูง ทั้งๆ ที่ทุกสังคมตั้งแต่พม่าจนจรดหมู่เกาะอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ล้วนถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมและประเพณีที่มีลักษณะตรงกันข้ามที่ยกย่องเพศชายเป็นใหญ่จากจีนและอินเดีย”

แต่ว่าจะมีบทบาทสูงส่งหรือมีอำนาจมากกว่าผู้ชายแค่ไหนนั้น ไม่รู้ได้

ที่แน่ๆ คือ ในภาษาไทยเมื่อต้องการให้หมายถึงผู้เป็นหลักหรือประธานของกลุ่มหรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว มักใช้เพศหญิงคือคำว่า “แม่” นำหน้านามนั้น เช่น แม่น้ำ, แม่เหล็ก, แม่แรง ฯลฯ  แม้แต่กระทั่งผู้เป็นใหญ่ในกองทหารซึ่งเป็นผู้ชายทั้งแท่งก็ยังเรียกว่า “แม่ทัพ" ขณะที่การใช้คำว่า “พ่อ” นำหน้ากลุ่มหรือเป็นประธานนั้น เป็นคำที่พบในสมัยหลังๆ เช่น พ่อบ้าน, พ่อเมือง, พ่อครัว ฯลฯ

นักประวัติศาสตร์อธิบายเทอมของคำว่า “แม่” หมายถึง ผู้เป็นใหญ่, หัวหน้า, ประธาน ฯลฯ อย่างในภาษาตระกูลไทย-ลาว ก็ยกย่องลำน้ำใหญ่เป็น “แม่”  และในภาษาไทยเองนั้นคำว่า แม่ยังใช้เป็นคำนำหน้าในความหมายที่เกี่ยวกับเพศหญิงและความเป็นใหญ่ เช่น ใช้เรียกผู้หญิงที่มาอายุน้อยกว่าด้วยความสนิทสนม

ใช้นำหน้านามเพศหญิงผู้เป็นหัวหน้าหรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แม่ยก  ใช้เรียกคนที่เป็นหัวหน้าหรือเป็นนายโดยไม่จำกัดเพศ เช่น แม่กอง ใช้เรียกสิ่งที่เป็นประธานหรือเป็นหลักใหญ่สำคัญของสิ่งต่างๆ ในพวกเดียวกัน เช่น แม่สี,  แม่แบบ, แม่แรง  หรือใช้เรียกสิ่งที่เป็นชิ้นใหญ่กว่าในของที่เป็นคู่ เช่น แม่กุญแจ – ลูกกุญแจ

ในอุษาคเนย์มีตำนานโบราณหลายเรื่องแสดงว่าเทพเจ้าสตรีและผู้หญิงมีความสำคัญกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบการผลิต เพราะผู้หญิงมีส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในฐานะเป็นแรงงาน รวมทั้งสำคัญต่อระบบพิธีกรรมและความเชื่ออันเกี่ยวข้องกับธรรมชาติในฐานะผู้ประกอบพิธีกรรม

อย่าง ตำนานสุวรรณโคมคำ กล่าวถึง นางนาคสามตนได้ไปลักข้าวของชายเข็ญใจ เมื่อบิดาของนางนาคทั้งสามทราบเรื่องจึงสั่งให้นางนาคสามพี่น้องไปหาเลี้ยงมานพเข็ญใจ ด้วยการประกอบอาชีพค้าขาย แล่นเรือสำเภาขายสินค้าผ้าแพรต่างๆ  นางนาคทั้งสามมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ออกอุบายช่วยเหนือมานพผู้มีแต่ความเชื่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้นให้เขารอดพ้นจากความยากจนเข็ญใจ และภัยพิบัติจากศัตรูได้

แม้แต่ในงานวิจัยใหม่ๆ ของตะวันตก เกี่ยวกับจิตวิทยาครอบครัวและการเติบโตของเด็ก พบว่า งานวิจัยเกือบครึ่งหรือมากว่ากว่าครึ่งไม่มีพ่ออยู่ในสารบบงานวิจัยเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวมักเป็นที่สนใจของการศึกษามากกว่าครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวและพ่อมักจะหายไปจากครอบครัวในลักษณะนี้มากกว่าแม่

หน้าที่ของพ่อตามนิยามความหมายสมัยใหม่ คือ การหาเลี้ยงและคอยเป็นแบ็คให้กับครอบครัวจะมีความจำเป็นอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่าผู้ชายกลับมีอิทธิพลน้อยมากในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสุขภาวะทางจิตวิทยาของเด็กๆ  หน้าที่ส่วนใหญ่ตกเป็นของแม่ ผู้ที่สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกๆ ได้มากกว่า

ทุกวันนี้เราพบกระแสที่ว่า ผู้หญิงมีความพร้อมต่อการเป็น แม่เลี้ยงเดี่ยว มากกว่า ผู้ชายที่จะเป็น พ่อเลี้ยงเดี่ยว ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายชิ้นต่างก็สนับสนุนประเด็นนี้กันมาก เนื่องจากว่าทุกวันนี้กระแสโลกเปลี่ยนไป มีรายงานว่า ผู้หญิงกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 เป็นต้นมา ผู้หญิงออกทำงานนอกบ้านได้ทัดเทียมความสามารถกับผู้ชาย กระแสดังกล่าวอาจมองดูว่าเป็นกระแสใหม่เพราะที่ผ่านมาเคยรับรู้กันมาว่าในประวัติศาสตร์โลกมีระบบวิธีคิดแบบผู้ชายเป็นใหญ่ (ปิตาธิปไตย) สังคมแบบดังกล่าวจะวางศูนย์กลางแห่งรักของครอบครัวให้เป็นภาระหน้าที่ของผู้หญิงหรือแม่  ส่วนพ่อจะทำหน้าที่เป็นเพียงเจ้านายหรือผู้แสดงอำนาจในบ้าน

นักสตรีนิยมเสนอว่า อำนาจของพ่อในบ้านในหลายสังคมน่าจะเป็นผลมาจากแนวคิดสังคมพ่อเป็นใหญ่ในสังคมยุควิกตอเรียน (ช่วงศตวรรษที่ 19) และส่งต่อความคิดดังกล่าวสู่สถาบันศาสนา การปกครอง สาธารณสุข เป็นต้น ทำให้เกิดคำนิยามความเป็นพ่อและความเป็นแม่สมัยใหม่ โดยวางอยู่บนฐานความคิดว่าแม่ควรเป็นผู้ดูแลและอบรมลูกตั้งแต่เล็กจนโต

ในภูมิภาคอุษาคเนย์สมัยดึกดำบรรพ์พบข้อมูลว่า ไม่ใช่สังคมแบบพ่อเป็นใหญ่ การศึกษาของนักประวัติศาสตร์ และนักมานุษยวิทยาพบว่า ผู้ชายอุษาคเนย์เมื่อต้องแต่งงานมีเกณฑ์ว่าจะต้องไปอยู่กับครอบครัวของฝ่ายหญิง อย่างพวกผู้ไท (ไทดำ-ไทขาว) ในเวียดนามเหนือมีข้อกำหนดให้ผู้ชายคือ “บ่าว” ไปทำงานรับใช้ในบ้านฝ่ายผู้หญิงคือ “สาว” เป็นระยะเวลาหนึ่ง (นับเป็นปีๆ ) เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าขยันทำมาหากินจึงจะเป็นที่ยอมรับแล้วสามารถแยกครัวไปอยู่กินกันตามประสาผัว-เมียได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการยอมรับก็ถูกขับไล่แล้วฝ่ายหญิงก็เลือกผู้ชายหรือพ่อคนใหม่เข้ามาเป็น “บ่าว” ทดลองอีก

นัยยะดังกล่าวยังคงซ่อนอยู่ในคำว่า “บ่าว” แปลว่า ขี้ข้า มักใช้คู่กับไพร่ คือ บ่าวไพร่ ในงานแต่งจึงเรียกผู้ชายว่า “เจ้าบ่าว”  และภาษาในชีวิตประจำวันของประชาชนลุ่มแม่น้ำโขงเรียกผู้ชายว่า “ผู้บ่าว” เพราะผู้หญิงคือ “เจ้าสาว” หรือ “ผู้สาว เป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน ผู้ชายต้องไปเป็นขี้ข้าของผู้หญิงคือ “บ่าว” ของ “สาว”  ในขณะที่ในภาษาพม่า ศัพท์คำว่า “ครอบครัว” ไม่มีคำว่า “พ่อ” รวมอยู่ด้วย มีแต่คำว่าแม่และลูก

คลิฟฟอร์ด เกียร์ตซ์ ทำวิจัยภาคสนามที่บาหลีพบว่า ความแตกต่างระหว่างเพศแสดงออกทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจนในกิจกรรมส่วนใหญ่ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ งานต่างๆ ผู้ชาย และผู้หญิงจะกระทำร่วมกันเหมือนเป็นคู่ติดกัน เช่น กิจกรรมทางศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ จนถึงการแต่งกาย แม้บริบทบางอย่างผู้หญิงจะไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก เช่น งานจิตรกรรม ดนตรีและศิลปะ ก็เป็นเพียงความไม่ถนัดของผู้หญิงมากกว่าถูกบีบจากสังคมไม่ให้กระทำ

ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เป็นนักวิชาการคนแรกที่ตั้งข้อสังเกตถึงความสำคัญของผู้หญิงในอุษาคเนย์ บทสรุปของเขามักถูกหยิบยกมาโดยนักวิชาการสายสตรีนิยมรุ่นหลังๆ ทำให้ชาวตะวันตกมองว่า ผู้หญิงในอุษาคเนย์มีสถานะสูง และยังเป็นผู้ควบคุมทรัพยากรและระบบการผลิต ผู้หญิงเป็นผู้จัดการ ดูแล และบริหารการเงินของครอบครัวและมักทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ เช่น ค้าขาย มีชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาในล้านนา และพม่าเคยกล่าวไว้ว่า ไม่พบผู้ชายในตลาดที่นั่นเลย คนขายของมีแต่ผู้หญิง ผู้ชายมักขอเงินจากภรรยา สภาพความเป็นอยู่ของผู้หญิงแถบนี้จึงดีกว่าผู้หญิงในที่อื่น เช่น อินเดีย ปากีสถาน แม้กระทั่งจีน

ต่อมาสถานภาพของผู้ชายและพ่อเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่สูงขึ้น สถานะของผู้หญิงในภูมิภาคนี้เริ่มสั่นคลอนเมื่ออารยธรรมอินเดียเข้ามามีอิทธิพลเหนือระบบความเชื่อท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสอนทางศาสนา จนส่งผลให้เกิดคติในสมัยหลังๆ ว่า ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน

 

อ้างอิงข้อมูล:

silpa-mag.com

scientificamerican.com

ความแตกต่างระหว่างเพศแสดงออกทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจนในกิจกรรมส่วนใหญ่ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?