อย่ากังวลว่ากังวล
  • Lifestyle
  • Nov 15, 2019

"พรุ่งนี้ต้องไปหาลูกค้าแล้ว ยังเตรียมงานนี้ไม่เสร็จเลย"

"เมื่อวานพูดแบบนี้ไปมันโอเคมั้ยนะ มันจะทำให้เราดูแย่หรือเปล่า"

"ทำไงดี ต้องรีบโทรหาคนนี้ ไม่งั้นไม่ทันแน่ แต่นี่มันตี 1 จะโทรได้ไง เมื่อไหร่จะเช้าสักที"

สารพัดความกังวลที่ใครๆ ก็เคยเจอ ล้วนทำให้เกิดความเครียด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ วิตกจริต คิดวนเวียนไปล่วงหน้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี บางคนไม่ถึงขนาดนั้น แค่กังวลบางเบา แต่ก็ทำให้ไม่สบายใจ เหมือนถูกรบกวนอยู่ลึกๆ

เรามักได้ยินแง่มุมลบของความกังวล แต่จริงๆ แล้วความกังวลมีมุมดีของมันอยู่

มันคือการคัดสรรตามธรรมชาติ ตามทฤษฎีวิวัฒนาการ

โดยสัญชาตญาณพื้นฐานในการมีชีวิตของมนุษย์มี 2 จุดประสงค์เท่านั้น คือ เอาชีวิตให้รอด และสืบต่อเผ่าพันธุ์

สำหรับการมีชีวิตรอดให้ได้ ในบรรพกาลที่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอันเสี่ยงภัย ธรรมชาติจึงสร้างความกลัวขึ้นมา ให้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยในสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิต (วิ่งหนีสิงโต เผชิญหน้าหมี) ซึ่งมีหลายระดับ เช่นเดียวกับปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ ล้วนปรับตัวขึ้นมารับมือกับสถานการณ์ที่ต่างกันในชีวิต

ในโลกสมัยใหม่ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป มนุษย์ไม่ต้องหนีเสือปะจรเข้ (จริงๆ) แล้ว แต่นอกจากอันตรายที่ถึงชีวิตแล้ว เรายังถูกคุกความด้วยความกดดันต่างๆ ทั้งการงาน สังคม ครอบครัว ความคาดหวังที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จึงเหมือนเราต้องเผชิญหน้ากับอันตรายในอีกรูปแบบหนึ่ง

สังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ ความกังวลจะออกอาการคล้ายกับความกลัว แต่ในระดับที่เข้มข้นไม่เท่า ความกังวลก็เหมือนกับสัญญาณเตือนในระดับที่เบากว่า ให้เราออกจากสถานการณ์อันตราย

ดร. แรนดอล์ฟ แนซเซ (Dr.Randolph Nesse) จิตแพทย์ซึ่งทำงานรักษาผู้ป่วยโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) มากว่า 40 ปีที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนบอกว่า เท่าที่เขารักษาและวิจัยเกี่ยวกับโรควิตกกังวลมา เขาได้ค้นพบเมื่อ 20 ปีที่แล้วว่า ที่จริงความกังวลนั้นเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลด้านดี

เพราะมันคือผลลัพธ์ของการคัดสรรตามธรรมชาติ ซึ่งทำหน้าที่ค่อยๆ ปรับทั้งอวัยวะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต รวมถึงสัญชาตญาณที่เป็นประโยชน์กับการมีชีิวิตรอด ฉะนั้น ความกังวลซึ่งติดตัวมนุษย์มา คือสิ่งที่ธรรมชาติเลือกให้แล้วว่าดี มีประโยชน์

เขาเปรียบเทียบความกลัว เป็นเครื่องตรวจจับควัน ที่เตือนให้เราหนีได้ทันถ้ามีไฟไหม้ แต่กับความกังวล ก็เหมือนเวลาที่เราปิ้งขนมปังไหม้ควันขึ้น แล้วเครื่องตรวจจับควันก็ดัง คือความกังวลไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่สัญญาณดังขึ้นเพื่อเป็นการเตือนเบาๆ ล่วงหน้า ฉะนั้น ความกังวล คือการทำงานตามปกติของเครื่อง ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น เมื่อผู้ป่วยโรควิตกกังวลยอมรับได้ ก็จะผ่อนคลายมากขึ้น

และอย่างที่บอก ในยุคปัจจุบัน สถานการณ์ที่ต่อมความกังวลของเราเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่อาจหมายถึงความท้าทายบางอย่าง ในมุมหนึ่งความกลัวและความกังวลก็มีแง่ดีของมันอยู่

เคยอ่านโพสต์ในเพจเฟสบุ๊คของคุณ เกตุวดี Marumura ที่เล่าถึงเชฟเทมปุระ โซโทเมะ ทัตสึยะ แห่งร้าน Zezankyo ซึ่งเทพเจ้าซูชิ อย่างคุณจิโร่ยกย่องว่า

“ถ้าไปทานเทมปุระร้านนี้แล้ว จะไม่สามารถทานเทมปุระร้านอื่นได้เลย”

คนเก่งขนาดนั้น ทอดเทมปุระมาร่วม 20 ล้านครั้ง ก็ยังกลัวสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับงาน แต่ทุกอย่างล้วนเป็นความกังวลว่าจะไม่สำเร็จ เมื่อเขายอมรับความกลัวได้ ก็ทำให้เป็นความมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จ

ความกังวลคือธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริง

ถ้าเรายอมรับได้ว่าธรรมชาติก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ พยายามส่งสัญญาณต่างๆ ออกมาให้มนุษย์ปกป้องรักษาชีวิตให้ดี เราก็น่าจะอยู่กับมันได้

โดยไม่ต้องกังวลว่ากังวล

 

อ้างอิง:

https://joo.gl/zZMx

https://joo.gl/2q1roA

https://joo.gl/WuZq


 

ความกังวลจะออกอาการคล้ายกับความกลัว แต่ในระดับที่เข้มข้นไม่เท่า ความกังวลก็เหมือนกับสัญญาณเตือนในระดับที่เบากว่า ให้เราออกจากสถานการณ์อันตราย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์