ข้อเท็จจริงระหว่างบรรทัดถึง เขื่อนไซยะบุรี
  • Social
  • Oct 29, 2019

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 นอกจากจะเป็นวันที่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี เริ่มผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กผฟ.) แล้ว ยังมีการทุ่มซื้อโฆษณาลงเนื้อหา และภาพเป็นปกหุ้มหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ท่ามกลางความเห็นอันหลากหลายในสังคม

 

โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรี ใช้เงินลงทุน 1.35 แสนล้านบาท ผลิตไฟฟ้าได้ 7.6 พันล้านหน่วยต่อปี ทำสัญญาขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. 29 ปี ในราคา 2 บาทต่อหน่วย ทำให้เป็น จุดแข็งของโครงการนี้ ซึ่งจะช่วย ลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประเทศไทยในระยะยาว เพราะต้นทุนไฟฟ้าพลังน้ำ มีราคาต่ำสุด อีกทั้งยังถือเป็นเขื่อนแห่งแรก ที่มีการวางแผนและพัฒนาโครงการในตอนล่างของแม่น้ำโขงสายหลัก 

นับแต่เริ่มต้น เขื่อนไซยะบุรี เป็นโครงการที่อื้อฉาวมาก เนื่องจากมีข้อกังวลอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับระบบแม่น้ำ รวมทั้งผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของโครงการนี้ประกอบด้วย การทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอพยพในแม่น้ำโขง และการดักจับตะกอน ทำให้ตะกอนไม่ไหลลงไปด้านท้ายน้ำ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเขื่อนยังคุกคามต่ออาหาร อาชีพ และระบบทางสังคม-วัฒนธรรมของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำ

เมื่อเดือนมกราคม 2562 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ตีพิมพ์เผยแพร่ รายงานการทบทวนการออกแบบเพื่อปรับปรุงโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี หรือ MRC Review ซึ่งใช้ข้อมูลที่ได้มาจากรัฐบาลลาว และผู้พัฒนาโครงการในส่วนที่เกี่ยวกับการออกแบบโครงการใหม่ในระหว่างกระบวนการก่อสร้าง ทั้งนี้รวมถึงข้อมูลว่าด้วยการออกแบบโครงการใหม่ ซึ่งมอบให้กับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง แต่ไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชน รวมทั้งมีการจัดทำการนำเสนอเป็นพาวเวอร์พอยต์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการออกแบบเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งมอบให้กับรัฐบาลลาวในระหว่างจัดการประชุมว่าด้วยเขื่อนไซยะบุรี ในเดือนกรกฎาคม 2558

เอกสาร MRC Review พบข้อบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับข้อมูลจากการออกแบบโครงการใหม่ ทั้งในแง่ของเงื่อนไขและความสมบูรณ์ของมาตรการลดผลกระทบเอง รวมทั้งความรอบด้านของข้อมูลดิบที่มอบให้กับคณะทำงานเพื่อทบทวนโครงการ ทั้งนี้เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าว โดยมีผู้เชี่ยวชาญแม่น้ำโขงได้ให้ “ข้อสังเกต” เอาไว้หลายแง่มุม โดยเฉพาะ "การประมง" และ "ทางผ่านของตะกอน" 

การนำเสนอของผู้พัฒนาโครงการระบุว่า มีการดำเนินงานค่อนข้างมาก เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณลักษณะพื้นฐานของการประมง แต่เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลดิบ และวิธีการเก็บข้อมูล ทำให้ เอกสาร MRC Review แทบไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพของมาตรการลดผลกระทบได้ เท่ากับว่า ผู้พัฒนาโครงการกำลังบอกให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ยอมรับข้อมูลของพวกเขาราวกับมีการศึกษามาแล้วจริง และยอมรับว่าการออกแบบทางปลาผ่านจะใช้ได้ผลจริง 

หรือแม้จะประเมินได้ยากว่า การดัดแปลงเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการออกแบบทางปลาผ่านอย่างไร แต่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้พัฒนาโครงการให้ความสำคัญกับการปั่นไฟให้ได้มากสุด โดยการอพยพของสัตว์น้ำเป็นเพียงข้อกังวลระดับรอง อีกทั้ง ไม่มีการให้รายละเอียด หรือไม่มีการจัดงบประมาณเพื่อจัดทำมาตรการอย่างเข้มแข็ง เพื่อติดตามการอพยพของปลาและสัตว์น้ำขึ้นไปทางเหนือน้ำ รวมทั้งที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำ หรือที่อพยพไปด้านท้ายน้ำ

ขณะที่มากกว่าร้อยละ 80 ของตะกอนที่ถูกพัดมา จะถูกดักจับเป็นเวลาหลายปีถึงหลายทศวรรษของการเดินเครื่องเขื่อนจากเขื่อนไซยะบุรีนี้เพียงแห่งเดียว

กรณีที่เป็นเขื่อนขั้นบันได ย่อมมีผลกระทบเชิงสะสมมากขึ้น และย่อมทำให้การไหลของตะกอนไปยังเขื่อนที่ต่ำกว่าน้อยลง และส่งผลกระทบต่อสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม

จึงจำเป็นที่สัญญาสัมปทานและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับเขื่อนในแม่น้ำโขงแห่งอื่น ๆ ต้องกำหนดให้มีเงื่อนไขการปรับกระแสการไหล/หลักเกณฑ์การเดินเครื่องของเขื่อน แต่ในขณะเดียวกัน ต้องกำหนดให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นในการจัดทำสัญญาเหล่านี้ เนื่องจากเขื่อนในแม่น้ำโขงสายประธาน รวมทั้งเขื่อนไซยะบุรีเป็นโครงการพัฒนาของเอกชน ย่อมทำให้สัญญาที่จัดทำขึ้นมีการปกปิดรายละเอียดเนื่องจากเป็นสัญญาทางการค้า

ปัญหาท้าทายต่อความร่วมมือระดับภูมิภาค ซับซ้อนยิ่งขึ้นเนื่องจากต้องมีการประสานงานระหว่างภาคส่วน ดังที่ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการและการพัฒนาการประมงระดับลุ่มน้ำโขง (2561-2565) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ระบุไว้ว่า 

แม้ว่าเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจะสร้างผลกระทบที่หลากหลายต่อระบบการผลิตขั้นปฐมภูมิ ทั้งการทำเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และวนเกษตร แต่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ปริมาณการประมงจากแม่น้ำโขงจะได้รับผลกระทบมากสุด

เขื่อนขนาดใหญ่ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตพลังงาน หากส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระบบสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งบางครั้งส่งผลดีขึ้น และบางครั้งก็เลวร้ายลง โดยเฉพาะผลกระทบต่อชุมชนที่มีความเสี่ยง เช่น กลุ่มชนพื้นเมือง หรือชาวประมงและเกษตรกรแบบพึ่งตนเอง และอาจยิ่งส่งเสริมการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมมากยิ่งขึ้น โดยทำให้เมืองต่างๆ ร่ำรวยมากขึ้น ส่วนพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากเขื่อนจะยากจนลง และขาดแคลนความมั่นคงด้านน้ำและอาหาร

เขื่อนขนาดใหญ่ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตพลังงาน หากส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระบบสังคมและวัฒนธรรม

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์