นาเกลือ ลานนิเวศอันหลากหลาย 
  • Social
  • Oct 25, 2019

เงาแดดสะท้อนผิวน้ำเกลือมลังเมลือง นำสายตาด้วยคันนาเป็นแนวสี่เหลี่ยมผืนผ้า แซมไม้พุ่มสีเข้ม เป็นสภาพแวดล้อมเฉพาะที่พบเจอได้บริเวณรอยต่อแผ่นดิน และชายฝั่งทะเล  

เกลือทะเล เป็นอาหารธรรมชาติ ที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ปรุงอาหาร ถนอมอาหาร และใช้เป็นยารักษาโรค ขณะเดียวกัน เกลือทะเล หรือ เกลือสมุทร ถือเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญสร้างรายได้ให้เกษตรกรนาเกลือได้ปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท 

ปัจจุบัน ท้องนาที่ชุ่มไปด้วยน้ำที่รอวันระเหยกลายเป็นผลึกเกลือทั่วประเทศมีราว 8.4 หมื่นไร่ในความดูแลของครอบครัวชาวนาเกลือกว่า 1,200 ครัวเรือน โดยร้อยละ 90 ของผลผลิตทั้งประเทศ อยู่ที่ 3 จังหวัดภาคกลาง คือ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม และกลุ่มที่มีการผลิตเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 10 อยู่ที่ 4 จังหวัดในภาคกลาง และภาคใต้ คือ จังหวัดชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และปัตตานี ในแต่ละปีจะมีผลผลิตเกลือทะเลทั่วประเทศประมาณเกือบ 1 ล้านตัน 

วิถีนาเกลือยังคงพึ่งพิงธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เสมอมา

ส่วนใหญ่ฤดูการผลิตเกลือทะเลการทำนาเกลือในภาคกลางจะเริ่มในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน ถึงประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป ระยะเวลาประมาณ 6-7เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและจะเริ่มเก็บผลผลิตเกลือได้ประมาณกลางเดือนมกราคม เป็นต้นไป

นับตั้งแต่ฝนห่าสุดท้ายปลายฤดูสิ้นสุดลง ก็ถือเป็นต้นฤดูทำนาของชาวนาเกลือด้วยการเตรียมนา กำจัดสิ่งสกปรก ปรับดิน และกลิ้งนาให้แน่นเรียบ จากนั้นจึงปล่อยน้ำเข้านากักกเก็บจนได้ระดับความเค็มที่เหมาะสม 

น้ำทะเลที่ผันมาตามคลองส่งน้ำจะถูกสูบเข้าไปเก็บที่ วังน้ำ จากนั้นจึงจะถูกผันเข้า นาประเทียบ และ นาตาก เพื่อตากแดดให้น้ำระเหยออก ถัดไปเป็น นาเชื้อ ซึ่งเตรียมน้ำให้มีความเค็มจัดในระดับที่เหมาะสมจะทำเป็นเกลือ และสุดท้ายจะปล่อยน้ำเข้า นาปลง ซึ่งเป็นพื้นที่ตกผลึกเกลือ กระบวนการตกผลึก หรือ การปลง ใช้เวลา 15 วัน ก็จะสามารถรื้อเกลือไปขายได้ เกลือรุ่นแรกของปีจะออกช่วงเดือนมกราคม และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในฤดูแล้งที่มีแดดจัด 

นอกจากนาเกลือจะเป็นแหล่งเพาะปลูกเกลือที่ถูกส่งไปทั่วประเทศ และต่างประเทศ นาเกลือยังเป็นระบบนิเวศเฉพาะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงอีกแหล่งหนึ่งด้วย ข้อมูลจาก สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ระบุว่า ที่นี่กลายเป็นบ้านของบรรดานกชายเลน อย่าง นกทะเลขาเขียวลายจุด นกน็อตใหญ่ นกอีก๋อยตะโพกสีน้ำตาล นกซ่อมทะเลอกแดง นกตีนเทียน และนกยางหลายชนิด หรือแม้แต่ นกชายเลนปากช้อน ที่ขณะนี้ทั่วโลกมีประชากรไม่ถึง 400 ตัวก็สามารถพบได้บริเวณดังกล่าว ตั้งแต่เดือน สิงหาคมเป็นต้นมา 

นกชายเลนหลายชนิดมีพฤติกรรมชอบอยู่อาศัยในพื้นที่เปิด ชอบสภาพน้ำที่มีความเค็มมากกว่าปกติเล็กน้อย จึงมักอยู่ในนาตาก ซึ่งเป็นนาที่มีธาตุอาหารและสิ่งมีชีวิตปะปนมากับน้ำทะเลมากที่สุดในขั้นตอนของการทำนาเกลือ รวมถึงระบบคูคันที่ควบคุมระดับน้ำได้ ทำให้นาเกลือตอบโจทย์ความต้องการของนกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ราคาเกลือที่ตกต่ำ ต้นทุนด้านค่าแรงที่สูงขึ้น อีกทั้งลูกหลานไม่อยากสานต่ออาชีพนี้ ทำให้ที่ดินถูกขายและปรับเปลี่ยนการใช้งาน ซึ่งอาจส่งผลให้ถิ่นพำนักและแหล่งอาหารของนก 

หลายคนมองว่า หากไม่มีนาเกลือ นกก็จะกลับไปอยู่พื้นที่ตามธรรมชาติได้ แต่อธิบายถึงสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีต ด้วยพื้นที่ธรรมชาติถูกบีบให้แคบลงมากขึ้นทุกที ทั้งจากการกระทำโดยมนุษย์และการกัดเซาะชายฝั่งตามธรรมชาติ

การสร้างคุณค่าต่อผู้ประกอบอาชีพทำนาเกลือ ในฐานะภูมิปัญญาท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อรักษาระบบนิเวศเฉพาะทางอย่างนี้เอาไว้จึงกลายเป็นทั้งความคาดหวัง และความท้าทายอย่างแท้จริง 

นอกจากนาเกลือจะเป็นแหล่งเพาะปลูกเกลือที่ถูกส่งไปทั่วประเทศ และต่างประเทศ นาเกลือยังเป็นระบบนิเวศเฉพาะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงอีกแหล่งหนึ่งด้วย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์