NATURAL FOOTPRINTS (3) : กระดุมเม็ด 5 ...ไม่น่าใช่
  • Social
  • Aug 13, 2019

สืบมาจากการที่ สส.พิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคอนาคตใหม่ ท่านอภิปรายถึงปัญหาของเกษตรกรไทย เป็นกระดุม 5 เม็ดที่ติดผิด แล้วก็มีสำนักข่าวหนึ่งทำอินโฟกราฟฟิคสรุปประเด็นแต่ละเรื่องให้

ข้ออื่นๆ ผมก็เห็นด้วยกับท่าน แต่พอมาข้อที่ 5 ที่ท่านบอกว่า เกษตรกรทำท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม่ได้ เพราะไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง และติดขัดในข้อกฎหมาย สะดุดใจว่า ใช่เหรอ  

สวนองุ่น ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวให้ชม มีมากทั้งทางปากช่องและลพบุรี

เลยตามมาดูคลิปการอภิปรายฉบับเต็มว่าท่านพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร ก็เลยถึงบางอ้อ แล้วคิดในใจเลยว่า ท่าน สส.พิธา มองเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนี่แคบไปนิด มองด้านเดียว เพราะท่านไปคิดแค่ว่า ปัญหาของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เกษตรกรทำไม่ได้ เพราะเกษตรกรทำรีสอร์ท ทำที่พักไม่ได้เพราะมันผิดเงื่อนไขการได้มาซึ่งที่ดิน แล้วท่านยกตัวอย่างม่อนแจ่มขึ้นมา ผมก็เลยอยากแลกเปลี่ยนในเม็ดที่ 5 นี้

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร หน่วยงานที่ปลุกปั้นมาคือ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร ที่อยู่ในเกษตรศาสตร์ เขาใช้ชื่อว่า ท่องเที่ยววิถีเกษตร มีหลายรูปแบบนะครับที่เขาส่งเสริม แล้วเขาทำมานาน บางที่ก็ติดตลาด บางที่ก็ไม่โอเค ซึ่งก็ขึ้นกับรสนิยมของนักท่องเที่ยว

แต่เท่าที่ผมเข้าไปดูแล้วสรุปได้แบบนี้ครับ

เกษตรกรเขาทำการเกษตร เป็นเรื่องหลักอยู่แล้ว ทีนี้ในเรื่องการท่องเที่ยวนั้นน่าจะเป็นรายได้เสริม ซึ่งแน่นอนว่า ระบบการจัดการอะไรก็คงไม่ได้ไปเน้นการท่องเที่ยวมาก แต่เน้นการเกษตรเป็นหลัก

ยกตัวอย่างเช่น การนั่งเรือไปดูนาบัวหลวงที่คลองมหาสวัสดิ์ อันนี้ค่อนข้างถูกจริตนักท่องเที่ยวหน่อย เพราะมีดอกไม้ ได้นั่งเรือถ่ายรูปมาโพสต์อวดกันได้ แต่วัตถุประสงค์เลยคือ ชาวบ้านทำนาบัวอยู่แล้วเก็บดอกบัว ตัดใบบัว ขายเม็ดบัว เขาจัดโปรแกรมไม่ไปดูนาบัวอย่างเดียว แต่ไปดูสวนมะพร้าว ดูสวนผลไม้ ขึ้นไปบ้านขนมไทย ดื่มน้ำดื่มสมุนไพร ซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน วันเดียว  นักท่องเที่ยวไม่ต้องค้างคืน

หรือโปรแกรมนั่งเรือเข้าไปในคลองร้อยสายที่สุราษฎร์ธานี ดูวิถีชุมชน ดูสวนผลไม้ ดูโรงเรียนฝึกลง เก็บผลไม้จากสวน ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน 

แปลงดอกดาวเรือง ที่ภูเตย  เมืองกาญจน์ เข้าไปเที่ยวชมได้ ไม่มีใครห้าม

ทางอีสานก็มีเหมือนจะมีเที่ยวชมสวนอินผาลัม (น่าจะแถวมหาสารคามนะ) หรือชมสวนองุ่นที่โคราช-ชัยภูมิ มีเที่ยวชมวิถีเกษตรลุ่มน้ำปากพนัง ทางน่านก็ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางกาแฟ อะไรนี่แหละ(เส้นทางกาแฟนี้มีหน่วยงานเชิญผมไปดูหลายครั้งแล้ว แต่ผมก็ยังหาเวลาว่างไม่ได้สักที)

ที่เห็นได้รับความนิยมคือช่วงผลไม้ตะวันออกที่มีเข้าไปเที่ยวสวน ให้เก็บผลไม้ในสวนได้ โดยการเก็บค่าหัว นี่ก็เป็นการท่องเที่ยวชิงเกษตรแบบหนึ่ง หรือสวนกุหลาบที่พบพระ จ.ตาก นักท่องเที่ยวจะเข้าไปชื่นชมสวนกุหลาบที่ออกดอกสะพรั่ง ไปดูการเก็บกุหลาบ การคัดเลือกขนาดแล้วส่งขาย เขาก็ไม่ห้าม

ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ท่องเที่ยวไปในพื้นที่ที่เขาทำการเกษตรแบบพอเพียงทั้งหลาย ทั้งที่มาบเอี้ยง ระยอง หรืออย่าง สวนศรียา บ้านลุงไสวที่นครนายก ที่บ้านแกปลูกพืชสารพัดอย่างแล้วมีการปลูกแบบแปลกๆ ถ้าได้ลุงแกพาชมจะยิ่งสนุก เพลินเชียวแหละ แล้วแกให้เพื่อนบ้าน เอาผลิตผลทางการเกษตร เอาขนมพื้นบ้าน ทำสดๆ มาขายที่บ้านแกได้ วันหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันเต็ม  

จากตัวอย่างที่ผมยกมาจะเห็นว่า ท่องเที่ยวทางการเกษตร ไม่จำเป็นว่าเกษตรกรจะต้องเป็นเจ้าของที่ดินหรือเปล่า เช่าเขาก็ได้ แล้วข้อกฎหมายก็ไม่ห้ามว่า ใครทำสวนผลไม้ห้ามคนเข้ามาดู ไม่มีนะครับ

สวนศรียา  แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ขึ้นชื่อ

กฎหมายไม่เคยห้าม แล้วพื้นที่ที่ทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ผมบอกมานี้ก็ไม่เคยมีปัญหา ทางการไม่เคยมาห้าม กลับส่งเสริมด้วยซ้ำ แต่ปัญหาของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่รัฐควรเข้าไปช่วยคือ การร้อยเรียงแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปในเส้นทางเดียวกันที่น่าสนใจ มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวและช่วยเขาประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจะเห็นว่า ปัญหาของเกษตรกรที่ที่ทำท่องเที่ยวทางการเกษตร มีแค่การบริหารจัดการและการประชาสัมพันธ์เท่านั้น

ท่าน สส.พิธายกกรณีม่อนแจ่ม ที่ทางกรมป่าไม้เข้าไปตรวจสอบแล้วจะดำเนินการทางกฎหมาย สุดท้ายคือ รื้อถอนนั่นแหละ ท่าน สส.บอกว่า นี่คือความไม่แน่นอนที่เกษตรกรทำไม่ได้ในที่ดินที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ (ในกรณีม่อนแจ่ม เป็นเรื่องของพื้นที่โครงการหลวง ที่กันที่ดินส่วนหนึ่งเป็นโครงการ คทช.)  หรืออย่างภูทับเบิก ที่กรมประชาสงเคราะห์ขอใช้พื้นที่มาให้เกษตรกรทำกินในเรื่องเกษตร แต่ไม่ใช่ว่าทางการเขาขึงตึงเปรี๊ยะ เขาก็ยืดหยุ่นให้ทำโฮมสเตย์ได้ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นรายเดิมไม่ใช่ไปขายสิทธิให้นายทุนที่อื่นมาสร้างรีสอร์ท อย่างกรณีวังน้ำเขียวที่เขาจะรื้อรีสอร์ตนี่ก็เป็นเรื่องของ สปก. ซึ่งระบุวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนว่า เขาให้ที่ดินมาทำอะไรบ้างแต่ก็ยืดหยุ่นภายใต้เงื่อนไขอย่างที่บอก

ท่าน สส.อาจจะคิดว่า เพราะกฎหมายคุมกำเนิดแบบนี้ไงจึงทำให้เกษตรกรไม่มีรายได้เพิ่ม เกิดเป็นหนี้สินมากมาย ดังที่สรุปว่า มีเพราะไม่ได้เป็นจ้าของที่ดินและมีข้อติดขัดทางกฎหมายนั่นแหละ ซึ่งจริงๆ ตอนขอใช้ที่ดินแล้วเกษตรกรบอกว่าผมจะขอที่ดินมาทำรีสอร์ท หรือขอมาเพื่อขายสิทธิ์ต่อให้นายทุน เขาก็คงไม่ให้แต่แรก จริงไหม

จากพื้นที่เกษตรบนม่อนแจ่ม กลายเป็นโรงแรม รีสอร์ตขนาดใหญ่

แล้วกรณีของม่อนแจ่ม มันไม่ใช่แค่มีรีสอร์ทผุดขึ้นมานอกเหนือข้อตกลง แต่เกิดกรณีไปบุกรุกที่ดินป่าสงวนทิ้งขยะ อันมาจากสถานประกอบการที่เป็นรีสอร์ททั้งหลายนี่เอง นี่คือปัญหาที่มันลาม ปัญหาที่มีต่อเนื่องมา

ท่าน สส.ยกตัวอย่างมาแค่เรื่องการรื้อรีสอร์ทในพื้นที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ว่า เป็นปัญหาของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ผมจึงคิดว่า ท่าน สส.มองเห็นแค่ด้านเดียว ถ้าจะมองให้รอบด้านกว่านี้ ท่านก็จะกลัดกระดุมถูก

ทำไมทำมา เมื่อเราเห็นโจทย์ที่ตั้งผิด คำตอบที่จะออกมาก็จะต้องผิดแน่นอน มันไม่ใช่แค่กลัดกระดุมผิดแล้วทรงเสื้อมันโย้เย้ แต่มันกลายเป็นเอาเสื้อมาใส่เป็นกางเกง เอากางเกงในมาครอบหัวแทนหมวก มันมั่วกันไปใหญ่นะแบบนี้

                                               

  

               

           

ท่องเที่ยวทางการเกษตร ไม่จำเป็นว่าเกษตรกรจะต้องเป็นเจ้าของที่ดินหรือเปล่า เช่าเขาก็ได้ แล้วข้อกฎหมายก็ไม่ห้ามว่า ใครทำสวนผลไม้ห้ามคนเข้ามาดู

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์