NATURAL FOOTPRINTS (12) : สงครามแย่งน้ำกำลังจะเกิด
  • Social
  • Jan 27, 2020

นอกจากข่าวฝุ่นละออง PM 1.5 แล้ว ตอนนี้ก็เห็นจะเป็นข่าวภัยแล้งที่ออกมาเขย่าขวัญคนในสังคม   ภาพของแม่น้ำสายสำคัญหลายสายที่แห้งขอด

ข่าวของอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ที่ลดลง และมีกำหนดว่าจะมีน้ำใช้ไปได้อีกแค่ไหน

ข่าวของน้ำประปาที่กร่อยไม่จืดสนิทเหมือนเช่นเคย เพราะแหล่งสูบน้ำดิบนั้นถูกน้ำทะเลรุกเข้ามา และไม่มีน้ำจืดมาผลักดันน้ำเค็ม

ข่าวที่ทางการต้องขนน้ำไปแจกจ่าย

ข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรีแนะให้ขุดบ่อน้ำไว้กักเก็บ

ข่าวชาวนาออกมาโอดครวญถึงการลงทุนทำนารอบใหม่ แล้วไม่มีน้ำทำนาต้นข้าวแห้งตายเป็นหนี้เป็นสิน และตามสูตรสำเร็จคือ ให้ทางราชการเยียวยา

ปนเปกับข่าวปลอมเรื่องการขุดน้ำบาดาลบ่อละหกล้าน ก็ยิ่งตอกย้ำความแห้งแล้งมากขึ้น

เหล่านี้... ล้วนแล้วแต่มีมูลเหตุมาจากปัญหาเดียวคือ น้ำ ที่มีปริมาณน้อยลง ถึงแม้ว่าเราจะคุ้นชินกับข่าวภัยแล้งมาแทบทุกปี แต่ปีนี้ภัยแล้งแสดงตัวตนเร็วตั้งแต่เดือนมกราคม แล้วทุกปี เราจะเห็นการแก้ไขปัญหาแบบการสงเคราะห์ คือ พอมีภัยแล้ว ก็ส่งรถน้ำเอาน้ำไปให้ แล้วรอฝนในฤดูกาลใหม่ เป็นแบบนี้ตลอด เราไม่เคยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเลย

ทั่วโลกเขาตื่นตัว เตรียมรับมือกับปัญหาสภาวะการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่แปรปรวนไปทั่วโลก น้ำท่าไม่ตกตามฤดู ประเทศเคยแล้งก็มีหิมะตก ประเทศที่เคยชุ่มฉ่ำก็ไฟไหม้ป่าจนแห้งแล้ง บ้านเราที่ได้รับผลกระทบคือ ปีนี้ปริมาณน้ำน้อยลง แม้กระทั่งน้ำในป่า แต่ดูเหมือนว่าทั้งภาครัฐ และประชาชนคนไทย ก็ไม่ได้ตื่นตัวอะไรเลย ยังคงสำเริงสำราญ พอเจอปัญหาก็แก้แบบพอให้ผ่านๆ ไป แล้วปีหน้าฟ้าใหม่ปัญหาเดิมก็วนมาอีก ปริมาณน้ำลง แต่ความต้องการดูเหมือนไม่ลด กลับจะเกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้น เพราะใครก็ต้องการน้ำ

ในช่วง 2-3 ปีนี้ ผมมีโอกาสได้ไปตระเวนดูน้ำตกในอุทยานแห่งชาติต่างๆ ทั่วประเทศ และปีนี้อุทยานแห่งชาติทั้งหลายที่ผมไปบอกเกือบเหมือนกันว่าน้ำตกในอุทยานฯ ของเขา มีปริมาณน้ำที่ลดลง หนึ่งเหตุผลอาจจะเพราะฝนตกมาในปริมาณที่ไม่มากเพียงพอ แม้ต้นไม้ยังทำหน้าที่เป็นสะพานน้ำนำส่งผ่านให้ซึมไปใต้ดินได้เหมือนเดิม แต่ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะน้ำมีมาน้อย ป่ายังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำไม่ว่าจะเป็นป่าประเภทไหนก็ตาม

เราอาจจะคิดว่า ป่าที่ต้นไม้ผลัดใบจนแห้งโกร๋นจะเป็นแหล่งต้นน้ำได้อย่างไร แต่ในคลองแม่วงก์ที่ป่าต้นน้ำเป็นป่าเบญจพรรณ ผลัดใบเมื่อหน้าแล้ง คลองแม่วงก์ก็ยังมีน้ำมากมายใสสะอาด

ดังนั้น ป่าจะไม่ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำด้วยสาเหตุเดียวคือ ป่ามีขนาดพื้นที่ที่ลดน้อยลง

น้ำตกหลายแห่งในอุทยานแห่งชาติ เริ่มหมดน้ำตั้งแต่ต้นปี ปริมาณน้ำน้อยลง แต่เมื่อได้ลองเดินขึ้นไปดูแหล่งต้นน้ำของน้ำตก สายน้ำในป่าต้นน้ำยังคงมีปริมาณเท่าเดิม ลำห้วยลำคลองในป่า น้ำยังคงไหลแม้จะลดลงบ้าง แต่ที่น้ำมีปรากฏออกมาให้เห็นผ่านหน้าน้ำตกต่างๆ ลดลง เพราะ มีการไปต่อท่อน้ำจากเหนือหน้าน้ำตกมากขึ้น

เราคงคุ้นชินว่าชุมชนที่ไหนๆ ที่อยู่ใกล้ลำห้วยน้ำตกในอุทยานฯ ส่วนใหญ่ก็จะมาขอต่อน้ำจากในป่า ไปทำน้ำประปาหมู่บ้านเพราะไม่ต้องซื้อหา ไม่ต้องใส่คลอรีนมาก น้ำจากในป่าใสสะอาด มาตามท่อแล้วแจกจ่ายเลย ที่ไหนๆ ก็เป็นกัน แต่มาตอนหลัง การต้องการใช้น้ำมีมากขึ้น ชาวบ้านมาต่อท่อน้ำของตัวเองถึงหน้าน้ำตก แล้วเอาไปใช้ในไร่นาห่างไปกี่กิโลก็ยอมต่อ

ถ้าว่ากันตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติแล้ว การกระทำเหล่านี้ผิดแน่นอน แต่โดยความเป็นจริง ทางอุทยานฯเขาก็ได้ใจจืดใจดำขนาดนั้น ถือว่าเป็นแหล่งน้ำของชุมชน แต่แทนที่ทุกคน จะมาต่อเอาเมื่อน้ำมันตกลงมาด้านล่างแล้ว ตกลงมาผ่านหน้าน้ำตกแล้ว จึงค่อยต่อเอาไปใช้

เปล่า.... ทุกคนจะขึ้นไปทางต้นน้ำ กั้นฝาย ต่อท่อเอาไปใช้กันตั้งแต่ต้นน้ำ ยิ่งไร่นาที่ต้องการน้ำอยู่ไกล ยิ่งต้องขึ้นไปต่อสูงๆจะได้มีแรงดันน้ำมากๆ ส่งน้ำไปได้ไกลๆ

ผลก็คือ น้ำตกต่างๆ แทบไม่มีน้ำตกลงมาให้เห็น เพราะน้ำถูกเอาไปหมดก่อนจะตกลงมาเป็นน้ำตก แค่นั้นยังไม่พอ ที่มันมีปัญหาคือ คนที่อยู่ปลายน้ำที่อยู่ห่างออกมาเคยมีน้ำที่ไหลมาตามลำห้วยแล้วสูบเอาไปใช้ได้ พอมีคนที่อื่นมาต่อท่อเอาน้ำไปใช้เสียตั้งแต่ต้นน้ำ จนน้ำไม่พอเหลือให้ไหลไปตามลำห้วย คนปลายน้ำก็มาโวยวายทางอุทยานฯ ว่า ปล่อยให้คนมาต่อน้ำตั้งแต่ต้นน้ำได้อย่างไร แล้วแบบนี้คนปลายน้ำจะอยู่ยังไง อุทยานฯ ควรจะไปรื้อท่อพวกนั้นออกแล้วปล่อยให้น้ำมันไหลตามธรรมชาติ ถ้าอุยานฯ ไม่แก้ไข ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ตอนนี้กลายเป็นคนปลายน้ำ ขัดแย้งกับคนที่มาต่อน้ำจากต้นน้ำไปใช้ แล้วดึงอุทยานแห่งชาติ คนดูแลสายน้ำ ดูแลต้นน้ำ ให้เข้าไปเป็นคนกลาง

แล้วทางอุทยานฯ แก้ไขปัญหาอย่างไร ในการถูกดึงให้เข้าไปเป็นพวก ส่วนใหญ่จะให้ไปพูดคุยกันเอง ระหว่างคนที่ต้องการใช้น้ำสองกลุ่ม เพราะอุทยานฯมีหน้าที่ดูแลป่าต้นน้ำให้สมบูรณ์เท่านั้น แล้วไม่เคยมีที่ไหนที่ชาวบ้านจะตกลงกันได้เอง ยังคงแก่งแย่ง ขัดแย้งกันมาตลอด

ปัญหานี้เราคนในกรุงเทพอาจไม่เคยได้ยิน แต่ในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ เกิดปัญหานี้ขึ้นแล้ว จนเรื่องไปถึงระดับอำเภอ ระดับจังหวัด แต่ก็แก้ไม่ได้ เพราะหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ แล้วไม่ได้มีที่เดียว เจอเกือบทุกที่ที่มีชุมชนอยู่รอบป่า

กลายเป็นในหน้าแล้ง ใครก็ต้องการน้ำที่ไหลออกไปจากป่า แต่ก็ไม่ห้าม ไม่ดูแลกันไม่ห้ามปรามกันเวลาที่ใครเผาป่าต้นน้ำ เวลาที่ใครบุกรุกป่า เวลาได้ประโยชน์จากป่าอย่างการให้ป่าเป็นแหล่งให้น้ำในหน้าแล้ง กลับจะเอาอย่างเดียว แต่ไม่เคยตอบแทนป่าเลย เจ้าหน้าที่อุทยานฯ หลายพื้นที่จะประกาศพื้นที่ให้เป็นอุทยานฯ ก็ขัดขวาง จะผนวกป่าบางพื้นที่ให้เข้ามารวมเป็นผืนเดียวกัน ให้ผืนมันใหญ่มันจะได้ผลิตน้ำได้ ก็ไม่ยอม อ้างเหตุผลว่ากลัวจะเข้าไปทำประโยชน์จากในพื้นที่ไม่ได้

สรุปคือเห็นแก่ตัวทั้งขึ้นทั้งล่อง แล้วผมรับรองเลยว่าอีกไม่นาน จะต้องเกิดการใช้กำลังกันในการแย่งน้ำนี่แน่นอน

ครั้งหน้าผมจะเล่าให้ฟังอีกว่า เพราะอะไรป่าจึงขยายพื้นที่ไม่ได้ ในขณะที่คนต้องการน้ำมากขึ้นแต่พื้นที่ต้นน้ำขยายได้ นี่แหละคือหายนะของบ้านเรา คราวหน้าขอต่ออีกครั้ง...

 

เรื่อง : คมฉาน ตะวันฉาย

             

ป่าจะไม่ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำด้วยสาเหตุเดียวคือ ป่ามีขนาดพื้นที่ที่ลดน้อยลง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์