ชะตากรรมบนเส้นด้ายของนกชนหินที่เสี่ยงสูญพันธุ์จากน้ำมือพราน
  • Social
  • Sep 25, 2019

“วิวัฒนาการกว่า 45 ล้านปีจะต้องมาสิ้นสุดในยุคสมัยเรา คุณว่ามันน่าเสียใจไหมล่ะ”

ความตายของ นกชนหิน ที่เทือกบูโดถูกถ่ายทอดอย่างเงียบเชียบ และหดหู่ ในวันที่วาระสิ่งแวดล้อมกลับขึ้นมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งจากวิวาทะของ เกรต้า ธุนเบิร์ก

 

ราว 4 ทุ่มของวันที่ 25 กันยายน 2562 ปรีดา เทียนส่งรัศมี นักวิจัยโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเล่าถึงความอัดอั้นตันใจผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Preeda Budo ถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับนกชนหินในค่ำคืนนั้น 

เขาเขียนว่า...

ขณะที่พิมพ์ข้อความอยู่นี้.ผมนอนอยู่ในเปลบนเขาตะโหนด​ อ.รือเสาะ​ ใจสับสนและกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้มาว่า​ ตอนนี้มีพรานจากรือเสาะและยะลากำลังขึ้นเขามาล่าสัตว์​ และสัตว์ที่เขามาล่าคือหัวนกชนหิน.. มีตลาดรับซื้ออยู่ในเมืองนราเขาให้ราคาถึงหัวละหมื่น​ ชาวบ้านมาบอกว่าสองวันก่อนเขาเจอพรานมาซุ่มยิงนกเงือกที่ต้นไทรสุก..พบยิงนกชนหินถึง​ 4​ ตัว​ใจหายและรู้สึกโกรธจะทำอย่างไรกันดี?สิ่งที่เราช่วยกันดูแลรักษากำลังถูกทำลาย​ และผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย​ เพียงแค่บันทึกบอกกล่าวและได้ระบายอะไรบ้าง​ ชาวบ้านที่ให้ข้อมูลเขาก็กลัวเพราะพวกมันมีปืน

ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า “ผมเคยเตือนเขาแล้วว่าอย่ายิงนกเงือก​ เขาอนุรักษ์กัน​ มันกลับท้ายิงผมอีก”

................หลายปีที่ผ่านมาสำหรับผมคือความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง..หากปล่อยให้เหตุการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป.. จะมีประโยชน์อะไรสำหรับงานอนุรักษ์นกเงือกที่บูโด

ขอพื้นที่ตรงนี้ได้บอกเล่าความจริงเผื่อว่าจะมีทางออกที่ดีกว่าและมาช่วยกันหาทางแก้ไขต่อไป..

ซึ่งเวลานี้ผมก็เพียงแค่ภาวนาต่อเจ้าป่าเจ้าเขาบูโดขอให้คุ้มครองพวกมันด้วยเถิด..

การพูดคุยผ่านระบบสื่อสารท่ามกลางสายฝนกลางคืนในเทือกบูโด แม้สัญญาณจะติดขัด และขาดหายเป็นบางช่วง แต่ก็จับน้ำเสียงความโกรธของเขาได้อย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

“ตอนนี้มันลามมาถึงบูโดแล้วครับ” เขาตอบเสียงสั่นด้วยความโกรธ

เป็นที่รู้กันดีในวงการอนุรักษ์ว่า นกชนหิน หรือ Helmeted Hornbill สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 และจัดเอาไว้ในบัญชีที่ 1 ของอนุสัญญาไซเตสกำลังถูกคุกคาม และล่าอย่างเป็นล่ำเป็นสันเพื่อเอา “สัน” บนจะงอยปากบน หรือ โหนก ไปแกะสลักทำเป็นเครื่องใช้ และเครื่องประดับราคาสูง มันจึงมีสถานะไม่ต่างจาก “งาเลือด” ที่แม้จะมีการตรวจจับอย่างเข้มงวด แต่บริเวณคาบสมุทรมลายูก็ยังถือเป็นแหล่งล่านกชนหินขนาดใหญ่ 

ขณะที่ นิเวศนกเงือกในประเทศไทยนั้นถือเป็นนิเวศที่สมบูรณ์อีกแห่งหนึ่งของภูมิภาค โดยมีพื้นที่ศึกษาวิจัยอย่างเข้มข้นอยู่ 3 พื้นที่ คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ซึ่งพื้นที่ทั้ง 3 แห่งนี้มี นกเงือกได้ครอบคลุมทั้ง 13 สายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย

สำหรับสถานการณ์นกเงือก ปี 2559 นั้นค่อนข้างมีปัญหา เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ทำให้อาหารขาดแคลน นกเงือกจึงไม่ค่อยเข้ารัง ส่งผลให้มีอัตราการขยายพันธุ์น้อย แต่ในปี 2560 สถานการณ์ดีขึ้นมาก

จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ ปากกระบอกปืน และใบสั่งนั้นก็หันมาเล็งใส่นกบนเทือกบูโดในที่สุด

จากการสำรวจของโครงการคุ้มครองนกเงือกฯ ในพื้นที่นั้น พวกเขามีนกเงือกอยู่ในความดูแลราว 200 โพรงรัง ขณะที่นกชนหินที่เจ้าหน้าที่สำรวจพบมีอยู่ประมาณ 20 โพรงรัง ซึ่งตลอดทั้งปีนี้ นกชนหินเพิ่งเข้ามาเพียง 1 โพรงรังเท่านั้น

เมื่อย่างเข้าฤดูฝน ก็เป็นเหมือนสัญญาณที่จะต้องเฝ้าระวังการล่าหัวนกเงือก และนกชนหิน เนื่องจากจะเป็นช่วงเวลาที่พ่อนก แม่นกออกจากโพรงรังไปหากินลูกไทร พรานก็ไปดักซุ่มยิงเอาบนต้นไทรอย่างง่ายดาย 

“ชาวบ้านที่ทำงานกับโครงการของเราเขาบอกว่า โพรงรังเบอร์ 10 ที่เป็นนกชนหินนั้น ตัวผู้ไม่เข้ารังมาสักพักแล้ว คาดว่าพ่อนกน่าจะโดนยิงไปแล้ว เพราะนกชนหินทั้ง 4 ตัวที่ชาวบ้านเจอในมือพรานก็น่าจะมาจากที่บูโดนี่แหละ”

ปรีดาประเมินปริมาณประชากรนกชนหินในเทือกบูโดว่า น่าจะมีอยู่ราว 20 คู่ (อย่างมาก) หากเป็นดังคำบอกเล่าของชาวบ้านที่เจอพรานจริงๆ เท่ากับว่า บ้านหลังสุดท้ายของนกชนหินที่นราธิวาส (หรืออาจจะประเทศไทย) กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง เพราะข่าวที่มาทำให้ทุกอย่างดูแย่ลงไปอีกก็คือ พรานกลุ่มนี้ น่าจะเป็นอดีตทหารพรานเก่า ที่มีความเจนจัดในพื้นที่อย่างดี สังเกตได้จากการพกปืนผ่านเข้านอก-ออกในพื้นที่ได้อย่างสะดวก ทั้งๆ ที่บริเวณนี้ เต็มไปด้วยด่าน และป้อมของเจ้าหน้าที่ 

ขณะที่ ราคาของโหนกนกชนหินก็ดูจะยั่วยวนเป็นอย่างมาก เพราะสนนราคาตัวละกว่า 1 หมื่นบาท และมีแหล่งรับซื้ออยู่ในตัวเมืองนราธิวาสเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งความซับซ้อนของขบวนการลักลอบค้านกเงือกนั้นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น 

ป่าดิบแดนใต้ในช่วงนี้ถือเป็นช่วงเฝ้าระวังที่เข้มข้น และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ต้องทำงานหนักที่สุดอีกช่วงของปีในการเฝ้าระวังไม่ให้มีผู้มาลักลอบล้วงลูกนกเงือกจากรัง ให้หายหน้าจากผืนป่าไปปรากฏอยู่ในลิสต์รายชื่อสินค้าบนโลกออนไลน์

“ตัวหลักจะเป็นนกเงือกหัวแรด จะโดนค่อนข้างเยอะ ทุกปี” สรยุทธ ไชยเขียว หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าโคกไม้เรือ จ.นราธิวาส เคยเล่าถึงสภาพการล้วงลูกนกในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นแหล่งใหญ่ในการอยู่อาศัย ของบรรดานักแพร่เมล็ดพันธุ์แห่งธรรมชาติ

มูลค่านกเงือกตัวหนึ่ง จะมีการซื้อขายกันตั้งแต่หนึ่งถึงสองพันบาท ไปจนถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับใบสั่ง โดยมีแหล่งรับซื้อใหญ่ๆ อยู่ที่บริเวณพื้นที่รอยต่อ จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส ก่อนจะถูกส่งต่อไปตามเส้นทาง จนถึงตัวผู้ที่อยากเลี้ยง สวนสัตว์ต่างๆ ทั้งใน และต่างประเทศ

สำหรับตลาดต่างประเทศนั้น จะมีประเทศจีน และสิงคโปร์ แหล่งรับซื้อสำคัญของลูกนกเหล่านี้ ซึ่งข้อมูลในตลาดมืดระบุว่า เฉพาะหัวนกชนหินนั้นหากส่งไปถึงมือผู้ซื้อได้จะมีราคาสูงถึงหัวละ 30,000 บาทเลยทีเดียว

ขณะที่การลักลอบค้าสัตว์ผิดกฎหมายในพื้นที่ปลายด้ามขวานตามรายงานการจับกุมการลักลอบค้าสัตว์ป่า ผิดกฎหมายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น การประกาศซื้อขายลูกนกเหล่านี้ผ่านเว็บไซต์ หรือเครือข่ายออนไลน์อย่างโจ่งแจ้ง ยิ่งตอกย้ำถึงวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับผืนป่าธรรมชาติบ้านเราในวันนี้

ด้วยพฤติกรรมการหากินที่หลากหลาย ทำให้นกเงือกได้ชื่อว่า เป็นนักปลูกป่า ซึ่งข้อมูลจาก มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า ลูกนกเงือกที่มีการสำรวจพบเกือบ 4,000 ตัวในปี 2559 นั้นจะสามารถปลูกต้นไม้ได้มากถึง 72,000 ต้น การหายไปของนกเงือกจึงหมายถึงป่าที่จะหายไปด้วย

"วิวัฒนาการกว่า 45 ล้านปีจะต้องมาสิ้นสุดในยุคสมัยเรา คุณว่ามันน่าเสียใจไหมล่ะ มันสำคัญมากนะ นกชนหินนี่ถือเป็นสัญลักษณ์ของนราธิวาสก็ว่าได้ อย่างที่เรารู้กันนั่นแหละว่า นกเงือกเป็นดัชนี้ชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า หรือแค่คิดว่าการล่านกเงือกที่ยังมีอยู่มันก็เท่ากับว่าสิ่งที่พวกเราพยายามอนุรักษ์กันมาตลอดหลายปีนั้นสูญเปล่าไปแล้ว"

เขาก็ได้แต่หวังลึกๆ ว่า จะมีผู้ใหญ่สักคนมองเห็น และเข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด เมื่อพรานยังวนเวียนอยู่ในป่า เท่ากับว่าความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียนกชนหิน หรือนกเงือกตัวอื่นๆ ก็ยิ่งมีสูงขึ้นเท่านั้น 

“หรือถ้าไม่มีใครสนใจ ผมกับชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ นี่แหละจะช่วยกันดูแลเอง!”

ประชากรนกชนหินในเทือกบูโดว่า น่าจะมีอยู่ราว 20 คู่ (อย่างมาก) หากเป็นดังคำบอกเล่าของชาวบ้านที่เจอพรานจริงๆ เท่ากับว่า บ้านหลังสุดท้ายของนกชนหินที่นราธิวาส (หรืออาจจะประเทศไทย) กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?