เพรียกนกเงือกเทือกเขาบูโด (5) : รู้จักนกเงือก
  • Social
  • Oct 5, 2019

นกเงือกถือกำเนิดมาเมื่อ 50 ล้านปี

ในโลกมีนกเงือกทั้งสิ้น 57 สายพันธุ์ พบเฉพาะในป่าเขตร้อนของทวีปแอฟริกาและเอเชียเท่านั้น ประเทศไทยมีนกเงือก 13 สายพันธุ์ อาศัยอยู่ในป่าที่สมบูรณ์และทำรังในโพรงไม้ เมื่อกางปีกออกอาจมีขนาดถึง 2 เมตร นับว่าเป็นสัตว์ปีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของป่าดงดิบ

แม้ว่า นกเงือกจะมีปากที่ใหญ่และยาว แต่ก็ไม่แข็งแรงพอที่จะเจาะต้นไม้ทำรังได้ มันต้องอาศัยโพรงในธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้หักแล้วเชื้อราเข้าไปทำปฏิกิริยาจนเกิดเป็นโรคใส้เน่า หรือบางครั้งก็เกิดจากหมีที่ปีนขึ้นไปเปิดปากโพรงกินน้ำหวานของผึ้ง เมื่อเนื้อไม้งอกซ่อมแซมตัวเองก็อาจใช้เป็นโพรงได้ บางครั้งก็ต้องอาศัยโพรงจากนกหัวขวานที่เจาะทิ้งไว้

นกเงือกมักมีหนังเปลือยสีฉูดฉาดบริเวณรอบดวงตา หรือส่วนใต้คอบางชนิดอาจมีสีฟ้าสดใส สีเหลืองหรือแดงเข้ม

สังเกตว่า นกชนหินที่มีโหนกตันจะมีหนังเปลือยบริเวณคอมากกว่านกกกที่มีโหนกใหญ่แต่กลวงด้านใน ดังนั้นโหนกของมันจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการระบายอากาศ นกเงือกมักมีขนตายาวเพื่อใช้สำหรับบังแดด มีลิ้นสั้นจึงต้องจัดเรียงอาหารไว้ที่ปลายปากโยนขึ้นแล้วงับกิน มันชอบกระโดดเพราะขาสั้น บินเสียงดังเพราะไม่มีขนคลุมใต้ปีกทำให้อากาศลอดผ่านช่องปีกนั้น

แม่นกเงือกทำรังในโพรงไม้ และปิดปากโพรขังตัวเองอยู่ในนั้นเเป็นระยะเวลา 3 - 4เดือน ด้วยเศษอาหารที่ขย้อนออกมาผสมกับมูลของมันเองคล้ายกับการฉาบปูน เมื่อวัสดุในการปิดปากโพรงนั้นแห้งจึงดูกลมกลืนไปกับต้นไม้ เหลือเพียงช่องเล็กๆ สำหรับถ่ายมูลและรับอาหารจากพ่อนก ขณะเดียวกันแม่นกก็ถือโอกาสผลัดขนไปด้วย

ที่รูแคบๆ นี้จึงดูคล้ายอะไรผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่ามีงูอยู่ในโพรงไม้ จึงปีนขึ้นไปเพื่อหวังจะจับงูมากิน แต่เมื่อเปิดปากโพรงออก ฮ้า.. นกนี่นา..มันมุดเข้าไปในโพรงเล็กๆ นั้นได้อย่างไร?

ตั้งแต่นั้นมา ชื่อนกเงือกจึงถือกำเนิดขึ้น (เงือกในภาษาอีสานแปลว่า งู) ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Hornbill ที่แปลว่านกที่มีเขาอยู่บนปากอันหมายถึง นกเงือกหัวแรด ส่วนภาษายาวีเรียกนกเงือกว่า บูรงออรัง แปลว่า นกคน หรือ นกที่มีพฤติกรรมคล้ายคน ซึ่งเมื่อจับคู่กันแล้วจะอยู่กินกันจนตายไปข้างหนึ่งนกเงือกจึงจัดเป็นพวก Monogamus และมีอายุยืนถึง 30 - 40 ปีเลยทีเดียว

การเรียกชื่อนกเงือกแต่ละชนิดบางครั้งมาจากเสียงร้องเช่น นกกกร้อง กก กก นกแก๊กก็จะส่งเสียงร้องแก๊กๆๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ บางทีก็เรียกตามลักษณะของสีขน เช่น นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว นกเงือกดำ เป็นต้น

หรือเรียกตามลักษณะทางกายภาพ เช่น นกเงือกปากดำที่ปากของตัวผู้มีสีดำ นกเงือกกรามช้างที่มีโหนกคล้ายกรามของช้าง นกเงือกคอแดงที่มีถุงใต้คอสีแดง นกเงือกหัวหงอกที่มีขนบนหัวเป็นพู่สีขาวคล้ายคนผมหงอก นกเงือกหัวแรดที่มีโหนกโค้งงอนคล้ายแรด หรือนกเงือกปากย่นที่บริเวณโคนปากด้านล่างมีรอยย่น

ส่วน นกชนหิน นั้นที่มาของชื่อไม่ธรรมดา คือ เมื่อเวลาต่อสู้กันมันจะใช้โหนกบินชนกันกลางอากาศทำให้เกิดเสียงดังคล้ายหินกระทบกันจึงเป็นที่มาของชื่อ "ชนหิน" และเป็นนกเงือกชนิดเดียวที่มีโหนกตันส่งผลให้มันถูกล่าอย่างหนักจนเกือบจะสูญพันธุ์เพื่อเอาโหนกของมันมาแกะสลักเป็นรูปต่างๆไว้อวดบารมี และบางแห่งนำมาทำเครื่องรางของขลัง นับเป็น 1 ใน 3 งาที่มีราคาแพงที่สุดเรียกว่า "งาแดง" ส่วน งาดำ คือ นอแรด และ งาขาว หรือ งาช้าง ก็มีราคาลดหลั่นลงไป

สำหรับตลาดรับซื้อส่วนใหญ่อยู่ในจีน เวียตนาม และลาว ในประเทศไทยเริ่มจะมานิยมบ้างแต่ไม่แพร่หลายมากนัก

สถานการณ์ปัจจุบันของนกเงือกยังน่าเป็นห่วง นอกจากการล้วงลูกนกไปขายก็ยังมีการล่าเพื่อเอาโหนกของมัน การบุกรุกทำลายป่านั้นคือสาเหตุสำคัญของการลดจำนวนประชากรนกเงือกลงอย่างรวดเร็วจนแทบจะสูญพันธุ์หรือบางแห่่งก็สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่นพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย

จำนวนนกเงือกค่อยๆ ลดลง พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรมนุษย์
 

โหนกของนกชนหินนับเป็น 1 ใน 3 งาที่มีราคาแพงที่สุดเรียกว่า "งาแดง" ส่วน งาดำ คือ นอแรด และ งาขาว หรือ งาช้าง ก็มีราคาลดหลั่นลงไป

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์