โลกร้อนสะเทือนอ่าวเพชรบุรี
  • Explicit
  • Nov 19, 2019

โลกร้อนสะเทือนอ่าวไทยชั้นใน! พบอุณหภูมิน้ำทะเลเพชรบุรีพุ่ง 32 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ย 6 องศาฯ แถมทำคลื่นลมแปรปรวนกัดเซาะหาดไปแล้ว 5.6 กม.รอบ 10 ปีหลัง ซ้ำน้ำทะเลเป็นกรด ‘เต่าทะเล-วาฬ-โลมา’ สัตว์ชี้วัดนิเวศสมดุลหาย รัฐผุดแผนลดก๊าซเรือนกระจกรับมือ

ทุกเดือนสิงหาคม-ธันวาคม ที่อ่าวบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจะพากันมาขอให้ชาวประมงที่นี่พาพวกเขานั่งเรือออกไปชมฝูงวาฬโอมุระซึ่งพวกมันว่ายตามฝูงปลาเล็ก ๆ เข้ามาเพื่อกินเป็นอาหาร ทำให้ จรูญ พงศ์พิทักษ์ วัย 65 ปี ชาวบ้านที่นี่ ตัดสินใจเปิดกิจการล่องเรือชมวาฬเป็นเจ้าแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ควบคู่ไปกับทำประมงพื้นบ้าน

เขาบอกว่า ความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทยชั้นในซึ่งกินพื้นที่มาถึงชายทะเลเพชรบุรี ยังพาโลมาปากชวด โลมาหัวบาตรหลังเรียบ และโลมาเผือก มาตั้งถิ่นฐานที่นี่

แต่หลังจากเปิดกิจการไม่ถึงปี จู่ ๆ โลมาเหล่านี้ก็ย้ายถิ่นฐานลงใต้ แม้อ่าวไทยชั้นในที่รู้จักในนาม อ่าวรูปตัว ก จะมีสมาชิกใหม่คือ โลมาอิรวดี เข้ามาแทน แต่พบได้น้อยครั้งและมีไม่กี่ฝูง ซ้ำอีก 10 ปีถัดมา วาฬโอมุระ หรือที่ชาวประมงที่นี่เรียกว่า วาฬแกลบ ก็ได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปเช่นกัน แม้จะมีวาฬบรูด้าเข้ามาอาศัย แต่ขณะนี้ทั้งคู่กำลังจะหายไป

"สาเหตุที่วาฬแกลบและพวกโลมาหายไปอาจเป็นเพราะทะเลแถวนี้ไม่เหมือนเดิม ระบบนิเวศในท้องทะเลเริ่มเปลี่ยน และแหล่งอาหารไม่พอสำหรับพวกมัน พวกมันจึงต้องไปหาที่อยู่ใหม่" ชาวประมงหลายคนที่อ่าวบางตะบูน บอก

หากดูข้อมูลสภาพแวดล้อมชายฝั่งย้อนหลังช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจากรายงานข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) พบว่า น้ำทะเลชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรีมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5 องศาเซลเซียสในรอบทศวรรษ

รายงานล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ยังระบุว่า ปี 2561 อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณนี้แปรปรวนสูง โดยพุ่งสูงถึง 32 องศาเซลเซียส ยาวนานเกือบ 2 สัปดาห์ เป็นแบบนี้หลายครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลอ่าวไทยปกติจะอยู่ที่ 26-28 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงโดดขึ้นก็จะเป็นช่วงสั้น ๆ แค่ 1-2 วัน

โลกร้อนทำอุณหภูมิน้ำแปรปรวน-คลื่นแรง

สมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากภาวะโลกร้อน และยังทำให้ระดับน้ำทะเลสูงมากขึ้นเพราะน้ำแข็งและหิมะละลายมากขึ้น ผลที่ตามมาคือ คลื่นลมแรงขึ้นและกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น

หลังจากตรวจสอบสถานการณ์การกัดเซาะชายหาดจากระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า ข้อมูลล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2561 ชายฝั่งเพชรบุรีถูกกัดเซาะไปแล้วกว่า 5.6 กิโลเมตร ในช่วงปี 2550-2560 สถานการณ์รุนแรงสุดเกิดขึ้นที่ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม กินความยาวกว่า 2.39 กิโลเมตร

ฐานข้อมูลดังกล่าวยังระบุว่า หาดทรายเป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล เป็นตัวสะท้อนระบบนิเวศหาดทรายซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร หากมันผุกร่อนจากคลื่นลมแรงมากกว่าปกติ สายใยอาหารที่สำคัญก็หายไป

มนู อรัญพันธ์ กรรมการจังหวัดเพชรบุรีด้านสิ่งแวดล้อม หัวหน้าชมรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อำเภอแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล กล่าวว่า รัฐสร้างกำแพงกันคลื่นกัดเซาะชายหาด ทำให้เต่าทะเลอย่างเต่ากระ เต่ามะเฟือง เต่าตนุซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สงวนและคุ่มครองสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2535 เข้ามาวางไข่ไม่ได้ ต้องไปวางไข่ในทะเล ประชากรเต่าจึงลดลง

ทะเลเป็นกรดมากขึ้นเสี่ยงสัตว์อยู่ไม่ได้

เมื่อตรวจสอบต่อไปถึงสภาพน้ำในทะเล โดย เว็บไซต์เอ็นไวรอนเน็ต ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ปกติมหาสมุทรจะมีค่าแสดงความเป็นกรด-เบส (pH) ประมาณ 8.0-8.1 ซึ่งมีความเป็นเบสเล็กน้อย ทั้งนี้ถ้าค่าความเป็นกรด-เบส น้อยกว่า 7 สารชนิดนั้นก็จะมีฤทธิ์เป็นกรด แต่เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559 เว็บไซต์องค์กรว่าด้วยสิ่งแวดล้อมแห่งสหภาพยุโรป (European Environment Agency หรือ EEA) เผยแพร่ผลสำรวจค่าความเป็นกรด-เบสของพื้นผิวมหาสมุทรว่า จากที่ค่าความเป็นกรด-เบสอยู่ที่ 8.04 ในปี 2531 แต่ 24 ปีต่อมา คือปี 2557 พื้นผิวมหาสมุทรมีค่าเข้าใกล้ความเป็นกรดมากขึ้น คืออยู่ที่ 8.0

“แม้ตัวเลขจะลดลงเพียง 0.04 แต่ผลที่เกิดขึ้นยิ่งใหญ่และเกี่ยวข้องกับสัตว์หลายชนิด หากตัวเลขลดลงมากกว่านี้อาจหมายความว่า ออกซิเจนในทะเลจะหมดไปจนทำให้สิ่งมีชีวิตที่หายใจด้วยเหงือกไม่สามารถอาศัยอยู่ได้” รายงานระบุ

กราฟิก: จุลวรรณ เกิดแย้ม 

เต่า-วาฬ-โลมา หายสะท้อนนิเวศพัง

มีรายงานการประเมินสุขภาพวาฬบรูด้าที่สำรวจพบบริเวณอ่าวไทยตอนบนจากภาพถ่ายและการสังเกต ในเดือนตุลาคม 2561 โดย สพ.ญ. ราชาวดี จันทรา นายสุรศักดิ์ ทองสุกดี นายสุรชัย ภาสดา นายธีรวัตร เปรมปรี และนางสาวพัชราภรณ์ เยาวสุต สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ระบุว่า วาฬบรูด้า 39 ตัว มีความผิดปกติ โดยพบรอยโรค 1 ลักษณะจำนวน 23 ตัว พบรอยโรค 2 ลักษณะ 3 ตัว และรอยโรค 3 ลักษณะ 3 ตัว การแสดงรอยโรคเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพของวาฬและบ่งชี้การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ขณะที่เต่าทะเลมีสาเหตุการตายจากการป่วยเป็นอันดับ 1

สพ.ญ. ราชาวดี ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้สัตว์ทะเลหายากอย่างวาฬ โลมา เต่าทะเลป่วย ได้แก่ ความเครียดอันเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อม เช่น เมื่อเกิดคลื่นลมแปรปรวนทำให้หาดตื้นเขิน เต่าทะเลก็วางไข่ไม่ได้ หรือทำให้คู่แม่ลูกสัตว์ทะเลหายากที่เลี้ยงลูกด้วยนมพลัดพราก หรือเกยตื้นตายบนชายหาดหรือตายในทะเล การป่วยยังเกิดจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อราที่อยู่ในน้ำทะเลปนเปื้อนส่งผลให้สัตว์ทะเลหายากท้องแก่ป่วย

“ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ทิศทางคลื่นเปลี่ยน ส่งผลให้ระบบนิเวศเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม แหล่งอาหารของสัตว์ทะเลลดลง เกิดโรคต่าง ๆ สภาพการณ์สัตว์ทะเลหายากเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า ตอนนี้ระบบนิเวศและท้องทะเลมีความอุดมสมบูรณ์หรือเสื่อมโทรม” สพ.ญ. ราชาวดี กล่าว

รัฐรับโลกร้อนกระทบไทย

ณรงค์ เลิศเกษตรวิทยา นักวิชาการประมงชำนาญการ หัวหน้างานระบบนิเวศ ศูนย์วิจัยทะเลอ่าวไทยตอนบน กรมประมง กล่าวว่า การทำวิจัยภาวะโลกร้อนค่อนข้างใช้เวลาและปัจจุบันยังไม่เห็นผลชัดเจน ดังนั้นผลกระทบโลกร้อนต่อระบบนิเวศเพชรบุรีจึงยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด

“แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดแล้วในการการวิจัยคือ อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นซึ่งมีผลทำให้สัตว์น้ำและสัตว์ทะเลหายากแพร่พันธุ์เร็วขึ้นแต่ช่วงชีวิตสั้นลง ซึ่งเป็นกลไกการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของพวกมัน รวมถึงการย้ายถิ่นฐานด้วย” นายณรงค์ กล่าว

ผุดแผนลดก๊าซเรือนกระจก 30 ปี

ด้านแผนรับมือสถานการณ์โลกร้อนนั้น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 ในแผนระบุว่า รัฐวางเป้าหมายแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมทุกชนิดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณต่ำลง เพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนเมือง และเพิ่มระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสีย

นอกจากนี้ ยังพบแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2562 ระบุว่า ในปี 2563 คาดว่า ไทยจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 367.44 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ จึงตั้งเป้าหมายว่า จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 20 หรือ 73.48 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งล่าสุดเมื่อปี 2559 สามารถลดได้แล้วร้อยละ 12 คิดเป็น 45.69  ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์

อุกกฤต สตภูมินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่า ภาวะโลกร้อนมีผลกระทบต่อทะเลไทย โดยทำให้เกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว และเต่าทะเลลดลง รัฐจึงต้องพยามยามควบคุมพฤติกรรมที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งไทยก็ได้จับมือกับอีกหลายประเทศทำข้อตกลงว่าด้วยการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในพิธีสารเกียวโตเมื่อปี 2540 และสัญญาปารีสเมื่อปี 2558 แล้ว

ไทยอยู่ตรงไหน ในผลกระทบโลกร้อน

  • รายงาน Global Climate Risk Index 2019 ซึ่งรวบรวมผลกระทบของแต่ละประเทศที่ได้รับความเสียหายจากผล

ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2017 โดยรวบรวมสถิติภัยพิบัติทุกครั้งทั้งน้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน แล้วนำผลมาจัดอันดับโดยใช้จำนวนผู้เสียชีวิตและความสูญเสียที่เป็นตัวเงิน ระบุว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติมากกว่า 526,000 คน จากผลของการเปลี่ยนแปลงอากาศแบบสุดขั้วถึงมากกว่า 11,500 เหตุการณ์ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจช่วงปี 1998-2017 มูลค่าราว 3.47 ล้านล้านดอลลาร์

  • รายงานระบุว่า ประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบและความเสียหายมากที่สุดจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น โดย 10

อันดับของประเทศที่ได้รับผลกระทบมากสุดในโลกมีประเทศในเอเชียรวมอยู่ถึง 5 ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกาอยู่อันดับ 2 เนปาลอยู่อันดับ 4 เวียดนามอยู่อันดับ 6 บังกลาเทศอยู่อันดับ 9 และไทยอยู่อันดับ 10 โดยไทยเลื่อนขึ้นมาจากอันดับที่ 20 ในปี 2016 ส่วนประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดอันดับ 1 คือ เปอร์โตริโก

  • รายงานระบุอีกว่า ประเทศไทยฝนเริ่มตกหนักตั้งแต่ต้นปี 2017 ต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนทำให้ประชาชนในภาคใต้

ได้รับผลกระทบกว่า 1.6 ล้านคน จากเส้นทางรถยนต์และรถไฟถูกตัดขาด มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 คน ในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว นอกจากนี้ยังน้ำท่วมส่งผลให้เกิดคลื่นแรงคร่าชีวิตคนไป 18 คนและยังเอ่อล้นท่วมหลายหมู่บ้าน โรงเรียนกว่า 1,500 แห่งต้องปิดการเรียนการสอน ความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยรวมมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์

ที่มา: The Germanwatch Climate Risk Index 2019

วิกฤตปะการัง แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำแห่งทะเลไทย

ปะการังถือเป็นแหล่งผลิตอาหารให้ท้องทะเล สิ่งมีชีวิตในทะเลประมาณ 25% ใช้ประโยชน์จากปะการัง ทั้งเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และที่หลบภัยของสัตว์ทะเล

เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้ปะการังมีสีซีดจางลง หรือที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ ปะการังฟอกขาว เพราะมันสูญเสียสาหร่ายขนาดเล็กซึ่งดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในปะการัง จนอาจส่งผลให้ปะการังบางชนิดสูญพันธุ์ได้ ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นจนกระเทือนไปยังระบบนิเวศ

สุชนา ชวนิชย์ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ไทยที่เพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย อธิบายว่า ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้ปะการังในทะเลไทยขณะนี้เสื่อมโทรมลงพอสมควร ความสมบูรณ์ที่มี 5 ระดับ แทบจะหาระดับที่ 5 คือ สมบูรณ์มาก ไม่ได้แล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 3 เท่านั้น

สถานการณ์ปะการังในทะเลไทยฝั่งอ่าวไทย คนอาจจะคิดว่าน่าจะแย่กว่าฝั่งอันดามัน เพราะฝั่งอ่าวไทยเป็นจุดรับน้ำจากแผ่นดินทั้งหมด แต่พบว่า ฝั่งอันดามันมีปะการังตายมากกว่าฝั่งอ่าวไทย เพราะเมื่อมันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใสสะอาดกว่า เมื่อมาเจอมลพิษ มันจึงปรับตัวได้ยากและตายลง ผิดกับฝั่งอ่าวไทยที่ทนทานและปรับตัวได้มากกว่า สถานการณ์เลวร้ายที่สุดของปะการังเกิดขึ้นที่ภูเก็ตเมื่อปี 2553 ปะการังฟอกขาวไปร้อยละ 90

การเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ปกติอุณหภูมิน้ำทะเล 30 องศาเซลเซียส ปะการังจะเริ่มฟอกขาวแล้วในฝั่งอันดามัน แต่ตอนนี้ต้องประมาณ 33 องศาเซลเซียส ถึงจะเริ่มฟอกขาว เพราะพวกมันปรับตัว แต่ถามว่า เสี่ยงสูญพันธุ์ไหม ตอบได้ว่า เสี่ยงสูญพันธุ์ทุกชนิดหากมันไม่ปรับตัว ซึ่งถ้าอีก 30 ปีข้างหน้า ภาวะโลกร้อนยังคงเป็นอย่างนี้อยู่ ปะการังกว่า 90% ทั่วโลกคงสูญพันธุ์ ขณะนี้หากเกิดภาวะฟอกขาว ก็ไม่ควรไปซ้ำเติมให้มันอ่อนแอลงโดยการเข้าไปทำลาย หรือทำประมง หรือท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อปะการัง อาจจะต้องหยุดพักการท่องเที่ยวบริเวณนั้นเพื่อฟื้นฟูปะการัง และถ้าลดภาวะโลกร้อนได้ก็น่าจะยังป้องกันมันได้ ปัจจุบันพบว่า ปะการังเหล่านั้นก็พยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด

ส่วนจะใช้ปะการังเทียบมาทดแทนได้หรือไม่นั้น มีทั้งได้และไม่ได้ กล่าวคือ แม้ปะการังเทียมจะมีหน้าที่เป็นบ้านให้กับสัตว์ทะเล แต่บ้านที่มนุษย์สร้างก็คงไม่เหมือนกับธรรมชาติสร้าง เปรียบเสมือนบ้านที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ เป็นห้องโล่งที่ไม่มีอะไร สักวันปลาเหล่านี้ก็ต้องไปหาบ้านที่ครบครันมากกว่า

หมายความว่า ปะการังแท้มีความซับซ้อนมากกว่าปะการังเทียม มีอาหารให้กับสัตว์และจะทำให้สัตว์หลากหลายชนิดเข้ามาอยู่อาศัยมากกว่าปะการังเทียม

แต่ก็ไม่ใช่สัตว์ทุกชนิดที่จะสามารถอยู่ได้ และมนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะเลียนแบบธรรมชาติได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ปี 2563 คาดว่า ไทยจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 367.44 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ จึงตั้งเป้าหมายว่า จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 20 หรือ 73.48 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?