ราว 190 ล้านคนไร้ที่อยู่ เมื่อสามเหลี่ยมปากแม่น้ำกำลังจม
  • Social
  • Nov 19, 2019

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำหรือ DELTA คือแผ่นดินที่ราบต่ำซึ่งกำเนิดที่ปากแม่น้ำทั้งใหญ่หรือเล็ก บริเวณปลายสุดของลำน้ำก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเล เป็นบริเวณที่มีการสะสมของโคลนตะกอนเกิดเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ ลักษณะทางกายภาพเป็นรูปพัดเพราะมีลำน้ำสาขาของลำน้ำใหญ่แผ่กระจาย และกลายเป็นพื้นที่ซึ่งแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกตั้งอยู่แทบทุกหนทุกแห่ง

​คำว่า DELTA มาจากชื่อเรียกอักษรกรีกลำดับที่สี่ และปรากฏใช้เรียกพื้นที่รูปสามเหลี่ยมซึ่งเป็นที่ตกตะกอนของผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ที่ปากแม่น้ำไนล์เป็นครั้งแรกเมื่อราว 450 ปีก่อนคริสตกาลโดยนักประวัติศาสตร์กรีก “เฮโรตัส”

​ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำสำคัญๆ มักเป็นที่ตั้งของบ้านเมืองสำคัญได้แก่ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาในไทย  สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดีในเมียนมา

​ถ้าเราสำรวจดูแผนที่โลกจะพบว่า พื้นที่ที่เป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั่วโลกมีพื้นที่ประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ของโลก ดูเหมือนเป็นส่วนที่น้อย แต่กลับกลายเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนหลายร้อยล้านคน เช่น กัลกัตตาในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา  กรุงเทพฯ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาหรือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหลายๆ เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี  เนื่องจากผืนดินอันอุดมสมบูรณ์และสามารถเข้าถึงดินแดนตอนในได้สะดวก  พื้นที่สามเหลี่ยมปากน้ำเป็นแหล่งผลิตอาหารแหล่งใหญ่ อย่างเช่น สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามที่เป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของโลก

ผลผลิตข้าวกว่า 20 เปอร์เซ็นต์มาจากสามเปลี่ยมปากแม่น้ำโขง นอกจากเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลกแล้ว สามเหลี่ยมปากน้ำยังเป็นเขตที่พบความหลากหลายของระบบนิเวศสูงอย่างพื้นที่สามเหลี่ยมปากน้ำในบังคลาเทศและอินเดียที่มีป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

​มาในปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศโลกแสดงความเป็นห่วงว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำหลายแห่งกำลังหดหายไปเรื่อยๆ จากหลายสาเหตุ  รายงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวโทษว่าเป็นผลของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภาวะโลกร้อน และการสร้างเขื่อน ที่ทำให้การไหลของกระแสน้ำในแม่น้ำต่างๆ เปลี่ยนแปลงและลดน้อยลงไป จนทำให้สามเหลี่ยมปากแม่น้ำกำลังจะจมหรือหดหายไปจากที่แต่เดิมตะกอนพัดมาสะสมบริเวณดังกล่าวทำให้แผ่นดินงอกออกไปในทะเลปีละประมาณ 55 เมตร

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นและสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาแล้ว  

​ย้อนกับไปเมื่อค่ำคืนของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1953 มีรายงานข่าวว่ากระแสน้ำแห่งฤดูใบไม้ผลิผสมผสานเข้ากับพายุตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งยกน้ำทะเลขึ้นสูงผิดปกติ รวมถึงคลื่นชายฝั่งยกตัวสูงก่อนซัดเข้าสู่ฝั่ง โดยที่ไม่มีใครในเนเธอร์แลนด์สังหรณ์ใจสักนิดว่าภัยกำลังมาเยือน ปริมาณน้ำที่สูงกว่า 16 ฟุตทะลักเข้าทำลายพื้นที่ในหลายประเทศของยุโรปทั้ง เนเธอร์แลนด์, เบลเยี่ยม, อังกฤษ และสก็อตแลนด์ ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 2,167 ราย

ในจำนวนนั้น เป็นชาวเนเธอร์แลนด์เสียชีวิต 1,835 ราย โดยที่ประชาชนต้องอพยพออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยกว่า 70,000 คน  พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมมีบริเวณกว้าง 200,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นพื้นที่จมอยู่ใต้น้ำ 9 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ บ้านเรือนมากกว่า 3,000 หลังและฟาร์มอีกกว่า 3,000 แห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ทำให้ชาวเนเธอร์แลนด์เริ่มตระหนักว่าหายนะในแบบเดียวกัน หรือเลวร้ายกว่าอาจกลับมาถล่มซ้ำได้อีกทุกเมื่อ เนื่องจากพื้นที่กว่าครึ่งของประเทศซึ่งก็รวมถึงอัมสเตอร์ดัมและรอตเตอร์ดัมอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

​เนเธอร์แลนด์ค้นพบว่า ตัวเองกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกใน 2 ลักษณะ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และรูปแบบของฝนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะผลกระทบอย่างหลังส่งผลให้ต้องมีการระบายระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นสูงสุด รวมถึงการเกิดภาวะแห้งแล้งและฝนชุกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ยิ่งกว่านั้น เนเธอร์แลนด์ยังมีปัญหาเฉพาะเช่นเดียวกันกับพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั่วไปคือ มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะของพื้นดิน จนรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ต้องคณะกรรมการสามเหลี่ยมปากน้ำหรือ Delta Commission เพื่อรับผิดชอบและบริหารจัดการพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น

​เช่นเดียวกัน มีรายงานว่าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำสำคัญ 7 แห่งในเอเชีย เช่น สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลในประเทศจีน สามเหลี่ยมปากแม่น้ำสินธุในปากีสถาน สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาในไทย เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ 14 แห่งของเอเชีย รวมถึงกรุงเทพฯ กำลังจมลงในอัตรา 2 เซ็นติเมตรต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น ระบบนิเวศเสียหาย พื้นที่การเกษตรลดลง และเกิดการอพยพของผู้คนครั้งใหญ่

​นอกจากผลกระทบจากภาวะโลกร้อนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศโลกจากทั่วเอเชียชี้ว่า การขยายตัวของเขตเมืองและการสูบน้ำบาดาลมาใช้มากเกินไปเป็นสาเหตุสำคัญของการจมลงของพื้นที่บริเวณนี้  อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาจากวารสาร Environmental Research Letters ตั้งข้อสังเกตเพื่อทบทวนอีกครั้งว่าแม้จะมีการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในเมืองใหญ่ๆที่ตั้งอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากน้ำแต่หากมีกระแสน้ำไหลมาจากต้นน้ำอย่างต่อเนื่องและพัดพาเอาตะกอนลงมาตามธรรมชาติเหมือนเดิมจะลดการสูญเสียพื้นที่สามเหลี่ยมปากน้ำหรือไม่  ทีมวิจัยได้สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์โดยเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของสายน้ำและตะกอนในเกือบ 50 สามเหลี่ยมปากน้ำหลักทั่วโลก เพื่อดูผลกระทบที่จะเกิด

​ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ถ้าแม่น้ำใหญ่น้อยไม่พาตะกอนลงมาจะทำให้สูญเสียพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโดยทันทีคิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งการสูญเสียในสัดส่วนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคาในอินเดียซึ่งจะมีตะกอนลดลง 81 เปอร์เซ็นต์ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งจะมีตะกอนลดลงกว่า 77 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าสามารถรักษาตะกอนไว้ได้ก็จะลดการสูญเสียพื้นที่สามเหลี่ยมปากน้ำ

รายงานฉบับดังกล่าวยังเสนอว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตะกอนที่มีความสมบูรณ์ไม่ให้เข้าไปทับถมพื้นที่ปากน้ำที่ถูกน้ำกัดเซาะคือ เขื่อน มีตัวอย่างให้เห็นจากเขื่อนอัสวานของอียิปต์ มีรายงานว่า แม้เขื่อนดังกล่าวจะให้พลังงานไฟฟ้าซึ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจของประเทศแต่เขื่อนเก็บกักตะกอนเอาไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้กระทบต่อสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ที่แม้จะกินพื้นที่เพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ของอียิปต์ แต่ประชากรในพื้นที่มีความหนาแน่นมาก มีคนอยู่อาศัยราว 1 ใน 3 ของ ประชากรกว่า 90 ล้านคน นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า ถ้าตะกอนลดลงหรือไม่มีตะกอนมาทับถม ภายในปลายศตวรรษนี้ น้ำจะท่วมบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์  หาดทรายซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวจะจมอยู่ใต้ทะเลทั้งหมด

​ในรายงานชี้ให้เห็นว่า เขื่อนและคันกั้นน้ำเป็นตัวการที่ส่งผลให้พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำหดหาย ลองมองดูที่ใกล้ๆ ตัวเรา ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงประเด็นเขื่อนในแม่น้ำโขงกันมากว่า เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้การไหลของกระแสน้ำผันผวนไม่เป็นไปตามธรรมชาติ บางช่วงน้ำแห้งขอด อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีตะกอนพัดมาทับถมเหมือนอย่างแต่ก่อน ประกอบกับแนวโน้มภัยแล้งที่มีแต่จะรุนแรงขึ้น ตามภาวะโลกร้อนที่หนักข้อขึ้นทุกปี ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าการแย่งชิงน้ำระหว่างประเทศต้นน้ำและปลายน้ำจะตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากรายงานของ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) พบว่า แหล่งน้ำจืดเท่าที่มีอยู่ในโลกเหลือเพียงร้อยละ 0.25 ของแหล่งน้ำทั่วโลก เป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับน่าสะพรึงจนขนลุก ไม่มีทางหล่อเลี้ยงพลเมืองโลกได้อย่างทั่วถึงเลย และยิ่งซ้ำเติมให้กลายเป็นตัวคุกคามต่อการพัฒนาประเทศ การแย่งชิงหรือรุกคืบเพื่อยึดครองแหล่งน้ำจึงเป็นเรื่องที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ระดับชุมชนต่อสู้กันเอง ชุมชนต่อสู้กับรัฐ ไปจนถึงการแย่งชิงน้ำในระดับประเทศ

คาดว่าสงครามแย่งชิงน้ำจืดซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำอย่างสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั่วโลกที่กำลังจะหดหายไป อันที่จริง สงครามชิงน้ำไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมนุษย์ จากบันทึกในฐานข้อมูลระบุว่า โลกเคยเกิดกรณีพิพาทเกี่ยวกับน้ำขนานใหญ่มาแล้ว มากกว่า 500 ครั้ง

​คาดกันว่า ภายในปี 2050 จะมีประชาชนอพยพออกจากพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามราว 1 ล้านคน และรวมถึงสามเหลี่ยมปากน้ำทั่วโลก จะส่งผลให้ประชากรกว่า 190 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัยและเกิดภาวะขาดแคลนอาหารถึงขั้นบ้านเมืองล่มสลายได้

 

อ้างอิง:

Environmental Research Letters

theconversation.com  

แหล่งน้ำจืดเท่าที่มีอยู่ในโลกเหลือเพียงร้อยละ 0.25 ของแหล่งน้ำทั่วโลก เป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับน่าสะพรึงจนขนลุก ไม่มีทางหล่อเลี้ยงพลเมืองโลกได้อย่างทั่วถึงเลย และยิ่งซ้ำเติมให้กลายเป็นตัวคุกคามต่อการพัฒนาประเทศ การแย่งชิงหรือรุกคืบเพื่อยึดครองแหล่งน้ำจึงเป็นเรื่องที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์