PM 2.5 ไม่เคยหายไป และกรุงเทพมหานครก็ยังอันตรายกว่าที่เห็น
  • Social
  • Sep 29, 2019

เมื่อ PM 2.5 ไม่เคยหายจากเราไปไหน และกรุงเทพมหานครก็ยังอันตรายกว่าที่ตาเห็น

การกลับมาของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (หรืออาจะไม่ได้กลับ แต่แค่ไม่ได้ถูกพูดถึง) ที่เรารู้จักกันในชื่อ PM 2.5 ว่าเป็นฝุ่นที่เล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอดและกระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังได้

ฝุ่นจิ๋วเหล่านี้มีผลอย่างมีนัยยะให้เรามี “อายุขัยเฉลี่ยสั้นลง” ตามระดับความเข้มข้นค่าเฉลี่ยรายปีของ PM 2.5 ในพื้นที่บ้านเกิด โดยพบว่า ทุกๆ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ที่เกิดและอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นอายุขัยสั้นลง 0.98 ปี โดยหากสามารถลดระดับความเข้มข้นของ PM 2.5 ลงมาตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำค่าเฉลี่ยต่อปีไว้คือ 10 มคก./ลบ.ม. จะทำให้อายุขัยของประชาชนยืนยาวเพิ่มขึ้นอีก 5.53, 4.37 และ 2.41 ปีตามลำดับ

ถ้ายังจำกันได้ เราก็จะรู้ว่า ต้นเหตุของฝุ่นจิ๋วเหล่านี้นั้นมาจากหลายกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร ทั้งจาก ท่อไอเสียของยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง ไม่ว่าจะดีเซล และแก๊สโซฮอล์ (ที่ช่วงหนึ่งถึงขั้นมีดราม่ายัดเยียดบทดาวร้ายตัวหลักให้) การเผาในที่โล่ง การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมการผลิต (ที่มีเขตควบคุมมลพิษมาบตาพุด จ.ระยอง และเขตควบคุมมลพิษหน้าพระลาน จ.สระบุรีนำโด่งเป็นหัวขบวนมา)

ในรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2561 ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาฝุ่นจิ๋วเหล่านี้จะมีการสะสมในอากาศ ซึ่งค่าฝุ่นละออง PM2.5 จะเกินมาตรฐานในช่วงเดือนธันวาคม - มีนาคม ของทุกปี นั่นเท่ากับว่า จริงๆ แล้วปัญหาฝุ่น (รวมถึงหมอกควัน) ในบ้านเรานั้นไม่เคยหายไปไหน เพียงแต่ไม่ได้ถูกพูดถึงเท่านั้น

รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุถึงคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง PM 10 PM2.5 ก๊าซโอโซน หรือกระทั่งสารเบนซิน ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครก็ยังคงมีค่ามลภาวะที่เกินกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สูงที่สุดของค่าระดับการวัดคุณภาพอากาศ

ข้อมูลฝุ่นร้ายที่ดูน่ากลัวจนทำเอาหลายคนไม่กล้าออกจากบ้าน แต่ยังมีความจริงที่อาจสยองกว่า เพราะอย่าคิดว่า อยู่แต่ในบ้านแล้วจะปลอดภัย นั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอีกเช่นกัน เพราะทราบหรือไม่ว่า ในบ้านเรา ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ดีไม่ดี ค่าฝุ่นละออง อาจจะสูงกว่าข้างนอกอีกก็เป็นได้

ข้อมูลจากหน่วยภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุถึง ต้นกำเนิดของฝุ่น PM 2.5 ภายในบ้านว่า เกิดขึ้นได้ทั้งจากควันจากการทำอาหาร ควันธูป จากเครื่องพิมพ์เอกสาร และเล็ดลอดเข้ามาจากภายนอก โดยเฉพาะถ้าบ้านใครอยู่ติดถนนใหญ่ ขอให้อย่าวางใจ เพราะฝุ่นไม่ได้หยุดลงแค่หน้าประตูบ้านอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ก็แนะนำว่า ให้หมั่นตรวจสอบค่าฝุ่นในบริเวณใกล้เคียง ถ้าสภาพอากาศค่อนข้างดี มีค่าฝุ่นต่ำ ก็ให้เปิดประตู หน้าต่างเพื่อระบายอากาศ เพราะการปิดบ้านตลอดเวลา สามารถทำให้เกิดเชื้อรา และมีการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นได้

นอกจากฝุ่น และสารแขวนลอยในอากาศแล้ว ริมถนนในเขตพื้นที่การจราจรหนาแน่นนั้นก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษทางเสียงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ที่ถึงจะไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ก็ห่างเพียง 0.1 เดซิเบลเอเท่านั้น

จริงๆ แล้ว รู้หรือเปล่าว่า การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเราต้องเผชิญหน้ากับความย่ำแย่ของคุณภาพชีวิต ดิน น้ำ อากาศ และสารปนเปื้อนในชีวิตประจำวันขนาดไหน

ขณะที่ แหล่งน้ำ ชายฝั่ง และสารปนเปื้อน ของกรุงเทพมหานครก็ยังทรุดโทรมอย่างทรงตัว แม้ว่าภาพรวมของแม่น้ำสายหลักทั้ง 59 สาย จะอยู่ในเกณฑ์ดีไปจนถึงพอใช้ และแหล่งน้ำเสื่อมโทรมลดลงจากร้อยละ 17 เหลือ ร้อยละ 9 แต่หากเราลองดูตามแผนภูมิภาพของกรมควบคุมมลพิษจะเห็นว่า แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง และแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างนั้นยังคงมีอาการน่าเป็นห่วง และเป็นอย่างนี้มาโดยตลอดถึงแม้เราจะเริ่มตื่นตัวเรื่องสภาพแวดล้อมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะค่าโลหะหนัก (HM) ทำให้กรุงเทพมหานครขึ้นแท่นพื้นที่คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมที่สุดในประเทศไทย (ดัชนีคุณภาพน้ำฯ (WQI) 39 ) ไปโดยปริยาย ซึ่งเรื่องนี้ยังลามไปถึงคุณภาพน้ำทะเล และชายฝั่นที่อยู่ในสถานะเสื่อมโทรมไม่ต่างกันด้วย

นอกจากนั้น น้ำบาดาลในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครยังปนเปื้อนสารหนู ขณะที่คลองแสนแสบซึ่งประสบปัญหาคุณภาพน้ำเสียเสื่อมโทรมสะสมมายาวนานจากการถูกใช้เป็นที่รับน้ำจากท่อระบายน้ำ และคอลงสาขามากกว่า 100 แห่งจาก 21 เขตของเมือง ซึ่งทางกรุงเทพมหานครก็ได้มีความพยายามลดปริมาณมลพิษจากแหล่งกำเนิดทั้งหมด 631 แห่ง ซึ่งวันนี้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย 384 แห่งเท่านั้น

ชีวิตดีๆ ที่กรุงเทพมหานครดูแล คงไม่ได้มีแค่แสงสี และความทันสมัยเท่านั้น หากแต่ยังมีค่าใช้จ่ายชีวิตที่ยังต้องคิด และพิจารณาด้วยว่า วันนี้ ตัวเราควรหันมาเปลี่ยนแปลง และลงมือทำอะไรสักอย่างหรือยัง

หรือจะต้องให้เด็กๆ อย่าง เกรตา ธุนเบิร์ก มาตะโกนใส่หน้าว่า

"การที่เอาความหวัง และความฝันมาฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ พวกคุณกล้าดียังไง"

ก็ในเมื่อเราอยู่ร่วมยุคร่วมสมัยกัน สร้างและรับผลกระทบด้วยกัน

จริงไหม 
 

อ้างอิง:

http://www.judprakai.com/life/895

http://www.pcd.go.th/file/AW-Pollution-Report2018.pdf

https://act.greenpeace.org/ea-action/action?ea.client.id=1827&ea.campaign.id=54953

หากสามารถลดระดับความเข้มข้นของ PM 2.5 ลงมาตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำค่าเฉลี่ยต่อปีไว้คือ 10 มคก./ลบ.ม. จะทำให้อายุขัยของประชาชนยืนยาวเพิ่มขึ้นอีก 5.53, 4.37 และ 2.41 ปีตามลำดับ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์