ทางแยกของ 3 สารกำจัดวัชพืช
  • Social
  • Oct 21, 2019

"ทั้งรมว.เกษตรฯ และรมว.อุตสาหกรรมก็ยืนยันว่าจะแบน แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็บอกให้ลดละเลิกเพราะท่านเป็นผู้ใหญ่จึงพูดตรงๆ ไม่ได้"

ประโยคแสดงความมั่นใจของ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ถึงการหนุนเลิกใช้ และแบนสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ทั้ง พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า ไม่ได้ทำเพื่อเกษตรกรเท่านั้น เพียงแต่เกษตรกรเป็นผู้เคราะห์ร้าย ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี แต่ทำเพื่อคนไทยทุกคน เนื่องจากทุกคนได้รับผลกระทบจากการตกค้างของสารเคมีตั้งแต่ทารก

สารพิษ คือสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของโรคมะเร็ง โรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา และกลายมาเป็นอีกเหตุผลของการเคลื่อนไหววาระพิจารณาแบน 3 สารวัตถุอันตรายทางการเกษตร พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ที่กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงที่ร้อนแรงจากหลายๆ ฝ่าย

โดยความเคลื่อนไหวจากทุกฝ่ายต่างพุ่งเป้าไปที่ วันที่ 22 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ในวาระดังกล่าว

ด้านหัวหอกฝ่ายหนุนการแบนอย่างกระทรวงสาธารณสุขได้มีการร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ปลุกแนวร่วมส่งเสียงถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 29 คนให้แยน 3 สารดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายต้านการแบน อย่าง สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ได้ออกมาประกาศเจตนารมณ์ของเกษตรกรทั่วไทยในการแบนพรรคการเมือง

ขณะเดียวกัน 2 นักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ และรศ.ดร.ภญ.นุศราพร เกษสมบูรณ์ ได้เผยแพร่บทความเรื่อง สงครามสารพิษนักรบไทยจะสู้ได้ไหม โดยระบุว่าสารพิษคือสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของโรคมะเร็ง คนไทยตายจากโรคมะเร็ง เป็นอันดับหนึ่ง ต่อเนื่องมามากกว่า 15 ปีแล้ว แต่ละปีมีคนเป็นโรคมะเร็งรายใหม่ 120,000 คน เสียชีวิต 80,000 คน หรือคิดเป็นเสียชีวิต ชั่วโมงละ 9 คน เท่ากับเครื่องบินที่บรรทุกผู้โดยสารลำละ 300 คน ตกปีละ 266 ลำ

ทั้งนี้ยังไม่นับสารพัดโรคร้ายอื่นๆ เช่น โรคทางสมอง โรคระบบต่อมไร้ท่อ โรคระบบภูมิคุ้มกัน โรคเนื้อเน่า สร้างความทุกข์ทรมานให้กับครอบครัวคนไทยเหลือคณานับ ค่ายารักษามะเร็งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางตัวสูงถึงปีละ 1,500,000 บาท ระหว่างปี พ.ศ.2559-2561 มีการเบิกจ่ายค่ารักษาโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีผู้ป่วยโรคมะเร็งเข้ารับรักษาอย่างต่อเนื่อง 4,117,504 ครั้ง มีการชดเชยค่ารักษากว่า 26,679 ล้านบาท

มีการคาดการณ์ว่า สถิติเด็กเป็นโรคออติสติก จะสูงถึง ร้อยละ 50 หรือ เกิดมา 2 คน เป็นโรคออติสติก 1 คน ภายในปี ค.ศ. 2025 ดูได้จากสถิติการนำเข้าสารพิษ ที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นปีละ 200 ล้านกิโลกรัมไปแล้ว นั้นคือคนไทย 66 ล้านคนแบกรับไป เฉลี่ยคนละ 3 กิโลกรัมไปทุกๆ ปี สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยคนขี้โรค

"ตอนนี้จะปลูกเกษตรอินทรีย์จะต้องขุดดินลึกลงไปถึง 1 ฟุตกว่าก่อนนำเมล็ดไปฝังถึงจะได้พืชที่บริสุทธิ์ หากไม่เลิกใช้สารเคมีวันนี้ อนาคตไม่รู้ว่าจะต้องขุดลึกถึงดานดินเลยหรือไม่"

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องสนับสนุนการแบน

ขณะที่ ความเห็นจาก สุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยที่อธิบายว่า ไทยเป็นประเทศกสิกรรม พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องพึ่งพาน้ำฝนเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางปีก็แล้ง บางปีก็ท่วม รวมทั้ง พืชปลูกส่วนใหญ่ก็ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมหรือเรียกว่าเกษตรอุตสาหกรรม สารเคมีเกษตรเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการทำเกษตรอุตสาหกรรม เพราะไม่เพียงผลิตเพื่อใช้อุปโภคหรือบริโภคในประเทศเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกับตลาดโลก โดยมีระบบเกษตรปลอดภัยสามารถใช้สารเคมีเกษตรตามมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

"ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เกษตรกรทราบดีว่าควรใช้ยาตัวไหน ช่วงไหน ปริมาณเท่าไร เพื่อต่อสู้กับวัชพืชและศัตรูพืช"

การจัดการแก้ไขปัญหาสารเคมีด้วยการยกเลิกสารชนิดหนึ่ง แล้วภาครัฐแนะนำให้ใช้สารเคมีอีกชนิดหนึ่งแทน โดยเฉพาะกลูโฟซิเนต เป็นสิ่งที่เกษตรกรยอมรับไม่ได้ เนื่องจากสารดังกล่าวมีราคาที่สูงกว่า ประสิทธิภาพต่ำกว่า และมีข้อมูลที่บอกว่าจะสะสมเป็นผลระยะยาวกับสุขภาพ หนึ่งเหตุผลที่ต้องการแบนสารเคมี เนื่องจากไม่ต้องการให้เกษตรกรใช้สารเคมี แต่กลับแนะนำสารเคมีให้ใช้อีก แสดงว่า หน่วยงานรัฐไปรับอะไรมาหรือไม่ ถึงมีความพยายามแบน และผลักดัน กลูโฟซิเนต ให้เกษตรกรใช้มากขนาดนี้

นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะที่ให้เกษตรกรใช้แรงงาน หากคิดแค่เพียง 60 ล้านไร่ เฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้พาราควอต ได้แก่ ผู้ปลูกอ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ทุเรียน มะพร้าว ยังไม่รวมผลไม้ชนิดอื่น อาทิ แก้วมังกร มังคุด ฝรั่ง และอื่น ๆ จะเสียค่าใช้จ่ายแรงงานสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี และยังไม่รู้ว่าจะหาแรงงานจากไหน ต่างจากการใช้ พาราควอตมีต้นทุนเพียง 0.13 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น ภาครัฐต้องเตรียมเงินมาชดเชยในส่วนค่าแรงงานให้เกษตรกรต่อปีไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านบาท

ความจริงแล้ว การจัดการที่เหมาะสมและค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดคือ การฝึกอบรมให้ความรู้และควบคุมการใช้สารเคมีตามมาตรการจำกัดการใช้ที่เคยได้ตัดสินไปอย่างรอบคอบแล้ว

"การแบนสาร 3 ตัวนี้ เป็นการเปลี่ยนขั้วของภาคธุรกิจเกษตร สารเคมีเดิมยังอยู่ ก็อยู่ในธุรกิจกลุ่มเก่า แต่ถ้าแบนได้ ก็ไปสู่ธุรกิจกลุ่มใหม่ สุดท้ายเกษตรกรรับกรรม เกษตรกรไม่ได้โง่ แต่ไร้วาสนา"

นอกจากนี้ ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันว่า จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพวกหนูพบว่าสารกลุ่มนี้ทำลายเซลล์สมองหนูได้และก่อให้เกิดอาการแบบโรคพาร์กินสันขึ้นในหนู แต่ข้อมูลในสัตว์ทดลองที่คล้ายคลึงกับมนุษย์เช่นในลิง ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันว่าจะทำ เกิดโรคในลิงได้หรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับที่ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ หรือ United States Environmental Protection Agency (US EPA) ได้ประกาศว่าจากการประเมินข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่จากอดีตถึงปัจจุบัน สรุปว่า พาราควอตไม่ใช่สาเหตุและไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพาร์กินสัน

ยิ่งไปกว่านั้น เสียงจากเครือข่าย เกษตรกรชาวสวนจันทบุรี ยังได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การอ้างว่าตรวจพบพาราควอตในพืชผัก ผลไม้ นั้่นอยากเรียกร้องให้นักวิจัย เอารายละเอียดงานวิจัยมาแจ้งให้เกษตรกร และสาธารณชนรับรู้ด้วย เพราะทางเกษตกรเองมีความสงสัยในงานวิจัยนั้นว่าถูกต้องหรือไม่

สารพิษ คือสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของโรคมะเร็ง โรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา และกลายมาเป็นอีกเหตุผลของการเคลื่อนไหววาระพิจารณาแบน 3 สารวัตถุอันตรายทางการเกษตร พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ที่กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงที่ร้อนแรงจากหลายๆ ฝ่าย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?