Friday for Future  กับ 4 วาระสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
  • Explicit
  • Sep 20, 2019

“อย่าเชิญพวกเรามาเพียงเพื่อบอกว่าเราสร้างแรงบันดาลใจมากแค่ไหน โดยไม่ได้ลงมือทำอะไรจริงๆ เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย”

สิ่งที่ เกรต้า ทุนเบิร์ก บอกกับตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา พร้อมกับนักกิจกรรมเยาวชนคนอื่นๆ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 ที่ผ่านมาเพื่อไม่ต่างจากการที่เด็กตังเล็กๆ คนหนึ่งเอามือน้อยของตัวเองแปะหน้าเตือนสติ “ผู้ใหญ่” ที่เอาแต่พร่ำบอกว่าวันนี้เราควรช่วยกันดูแลโลก แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

เหมือนอย่างในวันนี้ (20 กันยายน 2562) ที่เธอไปรวมตัวกับนักเรียนอเมริกันที่นิวยอร์กเพื่อรณรงค์ปัญหาสภาวะโลกร้อน กิจกรรมที่ต่อยอดมาจากการที่สาวน้อยวัย 16 ปีคนนี้เริ่มออกรณรงค์หยุดเรียนทุกวันศุกร์ เพื่อให้ผู้ใหญ่เร่งแก้ไขปัญหาโลกร้อนเมื่อไม่นานมานี้ จากอาการแอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Syndrome) โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) และภาวะไม่พูดในบางสถานการณ์ (Selective mutism) ซึ่งเป็นอาการออทิสติกอย่างหนึ่ง แต่นั่นไม่สำคัญกว่าผลกระทบที่เธอได้ลงมือทำตลอดมา 

“คุณบอกว่าคุณรักลูกหลานเหนือสิ่งอื่นใด แต่คุณกำลังพรากอนาคตไปจากพวกเขา”

นี่คือวาทะที่ทำให้โลกจดจำเธอเมื่อคราวขึ้นเวทีการประชุมแก้ไขปัญหาโลกร้อน COP24 ของ UN ที่โปแลนด์ ปลายปีที่แล้ว และได้กล่าวสุนทรพจน์ตอกหน้าผู้นำโลกในความล้มเหลวต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน

การออกมารณรงค์ Climate Strike และ Friday for Future ตัวคนเดียวเมื่อปลายปี 2561 และกลายเป็นแรงกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกลุกขึ้นมาเรียกร้อง “ความรับผิดชอบ” และ “ความเปลี่ยนแปลง” จากสิ่งที่เราได้กระทำต่อโลกมาทั้งหมด

เมื่อโลกใบนี้เป็นโลกใบเดียวที่ทุกคนใช้จ่ายร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลก ไม่ว่าจะเป็นธารน้ำแข็งที่ละลายเร็วขึ้นจนน่าตกใจ หรือเหตุการณ์ไฟป่าแอมะซอน และแอฟริกาใต้ รวมทั้งไมโครพลาสติกในท้องปลาทูที่ถูกพูดถึงในประเทศไทยล้วนเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันแทบทั้งสิ้น

รวมทั้ง 4 ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่กำลังกลายเป็นความเรื้อรัง และส่งผลกระทบกับประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ด้วยเช่นกัน 

มาเรียม ปลาทู และพลาสติก 

“ในทางเดินอาหารที่มีขยะพลาสติกนั้น ไม่สามารถรักษาได้ จึงลุกลามไปจนช็อก และทำให้เสียชีวิตในที่สุด”

ผลชันสูตรที่พบพลาสติกในทางเดินอาหารของมาเรียม หรือกระทั่งผลวิจัยการพบพลาสติกจิ๋วในตัวปลาทูนั้นเป็นเหมือนผลกระทบของขยะพลาสติกที่สะเทือนสังคมไทยที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อโลกของเรามีพลาสติกที่ในแต่ละปีถูกผลิตขึ้นไม่ต่ำกว่า 300 ล้านตัน

พลาสติกเหล่านี้ ประกอบไปด้วย ถ้วยกาแฟ 1.6 หมื่นล้านใบ ขวดพลาสติก 4.5 หมื่นล้านใบ และถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอีก 4 ล้านล้านใบ ทำให้มีขยะพลาสติกราว 8-10 ล้านตันถูกทิ้งลงมหาสมุทร

ขณะที่ รายงานจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ปีพ.ศ. 2562 ประเทศไทยมีขยะพลาสติกอยู่ราว 2 ล้านตัน มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้เพียง 5 แสนตันเท่านั้น ในทางกลับกัน ปริมาณขยะในไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปี 2561 มีกว่า 27.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.64 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2560 ปัจจัยจากการมีประชากรเพิ่มขึ้น ชุมชนเมืองขยายตัว รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น เฉพาะในกรุงเทพฯ มีปริมาณ 4.85 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 17 ของขยะมูลฝอยทั้งประเทศ

สำทับด้วยชุดข้อมูลที่ว่า ขยะมูลฝอยอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีการเก็บรวบรวม โดยบริเวณที่พบขยะตกค้างพบมากที่สุดคือ ชายหาด ปะการัง และป่าชายเลนในพื้นที่ 24 จังหวัดชายทะเล โดยส่วนใหญ่ของขยะที่พบเป็น “ถุงพลาสติก”

นี่คือสิ่งที่กำลังฆาตกรรม และสร้างความพินาศให้กับแหล่งทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติอย่างทะเล แต่พลาสติกคงไม่ใช่ผู้ร้ายเท่าพฤติกรรมการใช้แล้วทิ้งที่ซึมอยู่ในวิถีชีวิตจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำวันของเรามากกว่า

ปริมาณขยะกว่า 1 กิโลกรัมที่คนไทยสร้างขึ้นในแต่ละวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีนั้นเป็นอีกหลักฐานที่ยืนยันความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี 

คำถามที่ต้องย้อนถามจริงๆ ก็คือ ใครกันแน่ที่เป้นผู้ร้าย 

จากไร่ข้าวโพดป่าน่านถึงความตายอันเงียบเชียบของป่าพรุควนเคร็ง 

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ที่ “ป่าน่าน” กลายเป็นป่าชื่อดังอีกผืนหนึ่งของประเทศไทยจากการถูกถากหายไปกว่า 1.8 ล้านไร่ จนกลายเป็น “รอยแผลเป็น” และจุดกระแสอนุรักษ์ป่าให้สังคมตื่นตัวกันอยู่พักใหญ่ถึงวันนี้ การไม่ได้ปรากฏบนพื้นที่สื่อ ก็ไม่ได้แปลว่า แผลเป็นของป่าน่านนั้นจะเลือนหายไปตามกาลเวลา

ความสูญเสียพื้นที่ป่า ปีละ 2.5 แสนไร่ ที่สร้างผลกระทบให้กับป่ากว่า 4.5 ล้านไร่กลายเป็นโจทย์ “คณิตศาสตร์ง่ายๆ” ที่ถูกพร่ำบอกมาปีแล้วปีเล่า พอๆ กับปัจจัยแวดล้อมอย่าง การจัดการพื้นที่ทำกิน วิถีการทำมาหากินที่ถูกต้อง รวมทั้งข้อกฎหมายบางประการเพื่อนำไปสู่การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างเพียงพอ เป็นเป้าหมายหลักของภารกิจ

จนนำไปสู่การทดลองปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเชิงพื้นที่ หรือ น่านแซนด์บ๊อกซ์ หรือ นซบ. (NAN Sandbox) ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2561 โดยมีสมการ 72-18-10 เป็นสูตรในการแก้ปัญหา 

ผ่านไปเกือบ 1 ปี ประเด็นเหล่านี้ก้าวคืบไปเพียง “ครึ่งก้าว”  

เมื่อ “การปลูกให้เสร็จ" กับ "การปลูกให้สำเร็จ" นั้นต่างกัน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำน่านที่มีปัจจัยแวดล้อมค่อนข้างซับซ้อน และเรื้อรังตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา “ครึ่งก้าว” ในความหมายของการแก้ปัญหาจึงมีมากกว่าความคืบหน้าเท่าที่ตาเห็น

การ “ล้างไพ่” เพื่อนำไปสู่ข้อมูลเอกสารชุดเดียวกันของทั้ง ชาวบ้าน - รัฐ - ฝ่ายความมั่นคง โดยแต่ละตำบลจะต้องทำตัวเลขสถานการณ์ตัวเองเพื่อนำไปสู่การจัดสรรพื้นที่ และสร้าง “มูลค่าสูงสุด” ภายใต้เขตพื้นที่ที่กำหนด

เม็ดเงินที่จะมาช่วยในเรื่องของการหยุดการตัดป่า ชะลอไร่อุตสาหกรรม เตรียมพืชทางเลือก ฟื้นฟูสภาพดิน แหล่งน้ำ และป่าเสื่อมโทรม ชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่านรวมถึงการระดมความรู้จากศาสตร์ทุกแขนงเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม ล้วนเป็นโจทย์ที่พูดง่าย แต่ทำยากอย่างยิ่ง

ถ้าแก้เรื่องนี้ไม่ได้ก็อย่าหวังว่า ป่าต้นน้ำหลักกว่าร้อยละ 40 ของแม่เจ้าพระยาจะยั่งยืน

การแผ้วถางป่าร้ายพอๆ กับไฟป่า โดยเฉพาะ ป่าพรุควนเคร็ง พื้นที่ชุ่มน้ำแหล่งสำคัญอีกแหล่งของภาคใต้ที่ประเทศไทยได้สูญเสียไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว 

ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์สะเด็ดน้ำออกมาจากป่าพรุ ลงสู่คลองซอย และคลองแนวกันพื้นที่ป่าที่ถูกขุดขึ้นโดยทางราชการ ประกอบกับฝนทิ้งช่วงทำให้น้ำขาดไปจากป่าพรุอย่างสิ้นเชิง เมื่อถูกแนวไฟที่เกิดขึ้นตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมานั้น

ข้อมูลของสถานีควบคุมไฟป่าพรุควนเคร็งได้รวบรวมพื้นที่ความเสียหายที่เกิดขึ้น พบว่า มีมากกว่า 15,000 ไร่แล้ว โดยมีปัจจัยสำคัญคือ พื้นที่แห้งแล้ง และถูกลักลอบจุดไฟอย่างต่อเนื่อง

ทำให้วันนี้ พื้นที่ชุมน้ำที่เคยเป็นแหล่งกักเก็บน้ำฝน ดักตะกอนและแร่ธาตุ การกรองตะกอนและแร่ธาตุจากแหล่งน้ำธรรมชาติถิ่นอาศัยของพรรณไม้ และสัตว์ป่ากว่า 400 ชนิด มีสภาพไม่ต่างจากคนป่วยรอวันตาย หากไม่มีใครลงมือทำอะไร 

กัดเซาะชายฝั่ง จนถึงวันที่กรุงเทพกำลังจะหายไปจากแผนที่ 

การรุกคืบของทะเลซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศชายฝั่งที่ถูกทำลายนั้นเป็นอีกปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุกคืบทั่วทุกพื้นที่ชายฝั่งของไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การถูกทะเลกลืนแผ่นดินของชุมชนขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการที่ทำให้ประเด็นกัดเซาะชายฝั่ง และผลกระทบจากโลกร้อนถูกพูดถึงกันในวงกว้างของสังคม แต่จนถึงวันนี้ ดูเหมือนเรื่องจะเงียบหายไปตามกาลเวลา ทั้งที่ปัญหายังคงอยู่

ข้อมูลเชิงวิชาการระบุว่า ชายฝั่งทะเลไทยนั้นมีความยาวมากกว่า 3,100 ตารางกิโลเมตร โดยสถานการ์กัดเซาะชายฝั่งในปี 2560 นั้น มีชายฝั่งถูกกัดเซาะไปแล้วกว่า 145 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างแก้ปัญหาถึง 558 กิโลเมตร มีเพียง 1,700 กิโลเมตรไม่กัดเซาะ ส่วนที่เหลือ 722 กิโลเมตรเป็นพื้นที่ก่อสร้างรุกล้ำแนวชายฝั่ง

โดยนักวิชาการด้านชายฝั่งทะเลไทยหลายคนต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้สถานการณ์ปัญหากัดเซาะของไทยดูเหมือนจะลดลง แต่การใช้โครงสร้างแข็งเพื่อป้องกันพื้นที่กัดเซาะเพิ่มเติมที่ปูพรมทำกันทั่วประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เพียงประทังหรือชะลอเท่านั้น ปัญหาไม่ได้หมดไปแล้ว ก็ไม่ได้ระบบนิเวศหาดทรายกลับคืนมาด้วย ที่สำคัญ บริบทแต่ละพื้นที่ทำให้เกิดผลดีผลเสียหลังการมาของโครงสร้างดังกล่าวต่างกัน หากทำโดยไม่ศึกษาบริบทแวดล้อมเหล่านี้ให้รอบด้านจะยิ่งเกิดผลเสียในระยะยาวมากกว่า ทั้งงบประมาณ และผลกระทบต่อระบบนิเวศของท้องถิ่น โดยแนวทางที่น่าจะเป็นนั้นก็คือ ควรรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศเชื่อมโยงกับระบบหาดเช่นปะการังหญ้าทะเลป่าชายหาดป่าชายเลน

นอกจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแล้ว ประเด็นเรื่องการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลกับการทรุดตัวลงของแผ่นดินนั้นก็เป็นปัญหาที่คาบเกี่ยวกันอย่างมีนัยยะสำคัญ 

สำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ระบุว่า กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงที่มีการทรุดตัวลงประมาณปีละ 2 ซม. พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า ประมาณร้อยละ 40 ของกรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำภายในปี 2573 หากทางการไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อหยุดยั้งการทรุดตัวลงของผืนดิน

ที่ผ่านมา ไจก้า ได้เสนอแนะให้ทางการไทยสร้างคลองระบายน้ำเพื่อให้น้ำที่ท่วมได้มีช่องทางออกสู่ทะเล แต่เนื่องจากที่ผ่านมาไทยมีปัญหาการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจึงทำให้โครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วมหยุดชะงักไป ซึ่งคาดว่าคลองระบายน้ำสองแห่งของกรุงเทพฯ จะแล้วเสร็จภายในปี 2568

เรื่องนี้ทำให้ประเด็นการ “ย้ายเมืองหลวง” ผุดขึ้นมากลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางอีกครั้ง   

ฝุ่นละออง และหมอกควัน 

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ตั้งมาตรฐานฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 1 ปีไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไว้ที่ 25 มคก./ลบ.ม. แต่กรมควบคุมมลพิษของไทย กำหนดเพดานฝุ่นละอองเฉลี่ย 1 ปี ที่ 25 มคก./ลบ.ม. และเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 50 มคก./ลบ.ม. 

WHO กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละออง เพื่อเป็นข้อแนะนำให้หลายประเทศปฎิบัติตาม โดยคำนึงถึงต้นทุนสุขภาพที่แต่ละชาติต้องจ่าย โดยเฉพาะการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชน

ขณะที่สังคมไทยตื่นตัวเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บีบีซีไทยรายงานว่า รัฐบาลไทยลงนามในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals) โดยมีหัวข้อที่ 3 คือ มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หรือ Good Health and Well-Being ด้วยหัวข้อย่อย 3.3 ระบุถึงการลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อ 1 ใน 3 ผ่านการป้องกันและการรักษาโรค ภายในปี 2573 แต่ไทยไม่ได้ลงนามในเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นคนในแต่ละปีจากตัวเลขการเก็บข้อมูลของกรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

เมื่อไม่นานมานี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ในสหรัฐฯ รายงานว่า มลพิษทางอากาศทำให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์เสี่ยงแท้งลูกพอๆ กับการสูบบุหรี่ โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือที่รู้จักกันว่า ฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง อาทิ การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และการก่อสร้าง ซึ่งเป็น 2 สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ รวมทั้งการเผาเพื่อการเกษตรในต่างจังหวัด 

แน่นอนว่า เรื่องของฝุ่นควันเหล่านี้จะกลายเป็นอีกปัญหาขาประจำที่มาเคาะประตูบ้านเราในทุกช่วงฤดูกาลนับจากนี้ไป

ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของใครคนหนึ่งแต่เป็นเรื่องของทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ที่ต้องรับผิดชอบ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์