แกะรอยการเมือง จากแฟลชม็อบ - วิ่งไล่ลุง
  • Social
  • Jan 14, 2020

กิจกรรมงาน วิ่งไล่ลุง และ เดินเชียร์ลุง ที่ผ่านมาอาจทำให้หลายคนมองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่ชอบ และไม่ชอบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กิจกรรมของกลุ่มคนสองกลุ่มนี้เดินหน้าคู่ขนานไปพร้อมกัน

ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม อยู่ ไม่เป็น ของพรรคอนาคตใหม่ ปะทะ อยู่ เย็น เป็นสุข ของรัฐบาล หรือ การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญของ 7 พรรคฝ่ายค้าน กับเวที ประชาธิไตยไทยอิ่ม ไม่ต้องแก้ก็กินได้ ของฝั่งรัฐบาล แต่การเปิดพื้นที่กลุ่มที่ต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงจุดยืน ดูเหมือนกลับช่วยบรรเทาความตึงเครียดลงบ้าง (แม้ว่ามีบางจังหวัดที่จัดงานวิ่งไล่ลุงด้วยจะไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกบ้างก็ตาม)

เกมการเมือง ตั้งแต่ แฟลชม็อบ ที่สกายวอร์ค สี่แยกปทุม จนมาถึงงาน วิ่ง ไล่ ลุง ในทางรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ของคู่กรณีที่ขัดแย้งกัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นรัฐบาล การที่ฝ่ายต่อต้านจะแสดงจุดยืนด้วยการจัดกิจกรรมอย่างที่ผ่านมา ก็เป็นวิธีการหนึ่งของการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติวิธี เรียกว่า ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง (non – violence)

ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง คือ ปฏิบัติการที่คนรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช้ความรุนแรง เมื่อไม่พอใจกับสถานการณ์ในสังคม เพื่อโน้มน้าวชักจูงคนอื่นๆ ให้รู้สึกว่าสังคมไม่เป็นธรรม หรืออย่างน้อยฉุกคิดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ใช่การอยู่เฉยๆ แม้ว่าไม่พอใจก็ตาม

รูปแบบของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงมีหลากหลาย แต่ที่เห็นอยู่บ่อยๆ คือ การประท้วงและชักชวนให้ผู้อื่นเข้ามามีส่วนร่วม การรวมตัวกันในพื้นที่สาธารณะ การเดินขบวนเพื่อเรียกร้อง เพื่อประกาศเป้าหมายของกลุ่ม เพื่อเพิ่มความชอบธรรมให้กับกลุ่มของตนให้สังคมรับรู้ และยังพยายามลดความชอบธรรมฝ่ายตรงข้าม ส่วนรูปแบบอื่นๆ เช่น การไม่ให้ความร่วมมือ อย่างการคว่ำบาตร ไม่ซื้อสินค้า ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่อยู่กับฝ่ายที่เราประท้วง การสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายต่างข้าม ก็เป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรงเช่นกัน แต่ที่แน่ๆ ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไม่ใช่การอยู่เฉยๆ แม้ไม่พอใจกับสภาพสังคม

ลองมาดูว่าการเมืองของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงนั้น เปลี่ยนสถานะทางอำนาจของคู่กรณีในความขัดแย้งอย่างไร และสันติวิธีเพิ่มหรือลดความชอบธรรมของคู่กรณีได้อย่างไร

สำหรับผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าอีกฝั่งหนึ่ง มักเริ่มจากการประท้วงและชักจูงใจ เป็นการขยายฐานมวลชนและขยายผู้สนับสนุนกลุ่มประท้วง ประชาชนที่ยังไม่ได้เข้าร่วมก็เกิดข้อสงสัยว่าการกระทำของรัฐบาลไม่ชอบธรรมอย่างไร ทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจน้อยมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่ผู้ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงดำเนินแคมเปญไปเรื่อยๆ ใช้การชักจูงในหลายๆ แบบต่อไป แต่ปรากฏว่า รัฐบาลใช้กลไกที่มีความรุนแรง กลุ่มที่ไม่ใช้ความรุนแรงก็จะได้รับการสนับสนุนจากผู้คนทั่วไปเพิ่มขึ้น และฝ่ายรัฐบาลก็จะสูญเสียกลุ่มผู้สนับสนุน อย่างข้าราชการ กองทัพ ตำรวจ ที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะรู้สึกว่าทำไมต้องต่อสู้กับประชาชนที่ไม่ใช้ความรุนแรง รัฐบาลจะได้รับแรงต่อต้านมาแทน และอาจสูญเสียกลุ่มธุรกิจที่เคยสนับสนุนด้วย

เมื่อไปถึงจุดที่ผู้คนเริ่มเข้าสู่กระบวนการไม่ใช้ความรุนแรงมากขึ้น อาจทำให้รัฐบาลยอมเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ถ้าการเจรจาไม่สามารถไปสู่ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ ผู้ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงต่อไปเรื่อยๆ ในรูปแบบต่างๆ อาจนำไปสู่วิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาล

กลับกัน ถ้าผู้ประท้วงใช้ความรุนแรงขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการโยนก้อนหินหรือสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ เมื่อมีภาพเหล่านี้ออกสู่สังคม สังคมจะเห็นว่ากลุ่มผู้ประท้วงใช้ความรุนแรง วัตถุประสงค์ที่จะโน้มน้าวใจสังคมให้เห็นแนวคิดอุดมการณ์ของตนก็อาจไม่ประสบความสำเร็จ เพราะนอกจากสูญเสียผู้สนับสนุนที่ไม่ต้องการใช้ความรุนแรง ยังไม่สามารถเพิ่มฐานมวลชนได้อีก และยังเปิดทางให้ฝั่งผู้มีอำนาจใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นเพื่อระงับเหตุการณ์

การเดินเกมแบบไร้ความรุนแรงของพรรคอนาคตใหม่ได้ยกระดับฐานมวลชนขึ้นเรื่อยๆ และภายในงานไม่มีการแสดงความรุนแรงให้เห็น ขณะที่งาน เดิน เชียร์ ลุง ที่สนับสนุนฝั่งรัฐบาลกลับมีภาพของการทำลายสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อสังคม นอกจากมีเพียงความสะใจของผู้เข้าร่วมและฐานมวลชนกลุ่มเดิม

ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง และสันติวิธีทรงประสิทธิภาพอย่างไร ในประวัติศาสตร์โลกมีตัวอย่างชัยชนะมากมายของผู้ที่ต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธี เช่น มหาตามะ คานธี ผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้นำในการการต่อสู้กับการปกครองของอังกฤษในอินเดีย การประท้วงกฎหมายอังกฤษที่ห้ามคนอินเดียทำเกลือกินเอง

คานธีได้เริ่ม สัตยาเคราะห์เกลือ หรือ การเดินทางไปยังชายทะเลพร้อมกับประชาชนนับแสนคนที่เต็มใจไปกับเขาด้วย ร่วมกันทำเกลือกิน เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่อังกฤษตั้งไว้ รวมทั้งการให้ชาวอินเดียทอผ้าเองเพื่อไม่ต้องใช้สินค้าอังกฤษ คานธีเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดวัฒนธรรมการปฏิบัติเกี่ยวกับสิทธิพลเมือง อย่างการเดินประท้วงโดยสันติ และการประท้วงอดอาหาร

หลักสำคัญของสัตยาเคราะห์ ที่ทำให้อินเดียเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งได้อย่างสันตินั้นประกอบไปด้วย 3 ประการ ได้แก่

1. ความจริง หมายถึง การเปิดกว้าง ความซื่อสัตย์ และความเป็นธรรม

2. การไม่ใช้ความรุนแรง คือไม่ยอมรับการทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

3. การพึ่งพาตนเอง ความเต็มใจที่จะเสียสละ

อีกคนหนึ่งคือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ผู้มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของชาวแอฟริกันอเมริกัน ช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากปรัชญาไม่ใช้ความรุนแรงของคานธี เขาอยู่เบื้องหลักเหตุการณ์สำคัญอย่างการคว่ำบาตรระบบรถขนส่งมวลชนในมอนกอเมอรี รัฐอะลาแบมา และการเดินขบวนปี 1963 ที่กรุงวอชิงตัน ที่นำไปสู่การออกกฎหมายสำคัญคือ การให้สิทธิพลเมืองและสิทธิเลือกตั้ง

ในสถานการณ์ของไทย ความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกและกลัวว่าจะมีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้เห็นต่าง และเกมการเมืองที่จะเอาชนะอีกฝ่ายด้วยสันติวิธี และปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไม่ได้ยืนยันว่าจะเป็นสิ่งที่นำความสงบสุขมาสู่สังคม เพราะหลายครั้งสันติวิธีก็ทำให้ชีวิตของประชาชนเดือดร้อน

แต่แนวทางสันติวิธีนั้นก็เป็นวิธีที่ถูกอ้างว่าไม่ทำลายชีวิตผู้คน และนำไปสู่ทางออกของความขัดแย้งได้  โดยไม่ต้องอยู่ในวังวนของการทำลายฝ่ายตรงข้าม

 

เรื่อง : โสภี 

 

อ้างอิง

https://www.history.com/topics/black-history/martin-luther-king-jr

https://www.mkgandhi.org/africaneedsgandhi/gandhis_philosophy_of_nonviolence.htm

 

เกมการเมืองที่จะเอาชนะอีกฝ่ายด้วยสันติวิธี และปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไม่ได้ยืนยันว่าจะเป็นสิ่งที่นำความสงบสุขมาสู่สังคม เพราะหลายครั้งสันติวิธีก็ทำให้ชีวิตของประชาชนเดือดร้อน

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์