ลอย... ลอยกระทง ลอยถึงไหน ลอยถึงใคร
  • Lifestyle
  • Nov 8, 2019

ลอยกระทงของแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว  บางคนก็กลัวกระทงหลงทาง  ลางร้ายวันลอยกระทง...

ทุกวันนี้ความหมายของลอยกระทงมีสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการบูชาพระพุทธบาทที่แม่น้ำนันมทานทีโน่น บ้าง บูชาพระแม่คงคา ขอขมาพระแม่คงคา บูชาพระอุปคุปต์ บูชาพญานาค สะเดาะเคราะห์ ลอยเคราะห์ลอยโศก หรือแม้แต่ผูกโยงเข้ากับเรื่องความรัก ชีวิตคู่ บางคู่ถึงขนาดว่าต้องเช็คลิสต์เสียก่อนว่าควรไปลอยที่ไหน ไม่ควรไปลอยที่ไหน เพราะขืนไปลอยที่นี่ ที่นั่น อาจเป็นลางร้ายทำให้แยกทางกันก็เป็นได้ บ้างเตือนแบบจริงจังว่า แฟนกันไม่ควรลอยกระทงเดียวกันน่ะ ให้ต่างคนต่างลอย หรือบางคนก็ออกไปลอยแบบสวยๆ สนุกๆ อินเทรนกับเขาเสียหน่อยก็มี

ลอยกระทง จึงเป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่ความหมายไม่เคยนิ่ง และการที่ความหมายของมันเลื่อนไหลเหมือนกระทง และสายน้ำเช่นนี้แหละ ที่ทำให้ลอยกระทงเป็นประเพณี หรือพิธีกรรมหนึ่งที่มีคนเข้าร่วมมากที่สุดในสังคมสมัยใหม่ เห็นทีว่าจะเป็นรองก็แต่สงกรานต์อย่างเดียว และเป็นงานหนึ่งที่วัยรุ่นไทยชื่นชอบกันมาก เพราะสามารถยึดโยงเอาความหมายอะไรก็ได้ของใครของมัน

ไม่ว่าจะเป็นความหมายแบบทางโลกย์หรือทางศาสนาก็ว่ากันไป และนั่นแหละ จึงทำให้ลอยกระทงอันเป็นประเพณีอย่างเก่า อยู่รอดปลอดภัยในโลกสมัยใหม่ได้ เพราะความหมายที่เลื่อนไหลดึงให้คนหลากหลายความเชื่อเข้าร่วมได้อย่างเสรีและคับคั่ง

แม้ว่าจะเป็นนักขัตฤกษ์อย่างเก่าก่อนที่อยู่รอดในสังคมสมัยใหม่ได้แต่ก็พบว่าลอยกระทงในสังคมสมัยใหม่กลับกลายเป็นปัญหาน่าหนักใจของหลายภาคส่วนอยู่ไม่น้อย เพราะทุกวันนี้วาทกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อมมาแรง ทำให้กระทงถูกมองว่าเป็นขยะกองโต สร้างมลพิษในแต่ละปีมากมายมหาศาล มีขยะกระทงทั่วประเทศ ถึงขนาดว่าขอร้องให้เปลี่ยนพื้นที่ไปลอยในโชเซียลมีเดียกันก็มี

ลองย้อนดูในกระทงที่เราคุ้นเคยคืนวันลอยกระทงดูหน่อยว่าจริงๆ แล้วมีอะไรบ้างและแต่ก่อนโน้นมันมีปัญหาที่คนสมัยนี้บอกว่าเป็นประเพณีที่เจตนากับปฏิบัติสวนทางกันหรือไม่

ว่ากันว่า อิทธิพลตำนานนางนพมาศ ซึ่งแต่งในสมัยต้นกรุงเทพฯ ทำให้เทรนด์การทำกระทงเปลี่ยนมาเป็นกระทงใบตองรูปดอกบัว ในกระทงใส่ธูป เทียน ดอกไม้ และใส่เหรียญเงินในกระทง ถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ สิ่งที่น่าสนใจคือ การใส่เหรียญเงินนี่แหละ ซึ่งเป็นร่องรอยที่จะทำให้เรามองเห็นอีกความหมายของการลอยกระทงก่อนหน้านี้ ถ้าลองไปดูกระทงของทางเหนืออย่างที่เห็นได้ชัดมากคือ ที่ลำปาง มี ล่องสะเปา เขาเอากาบกล้วยมาทำเป็น รูปเรือสำเภา ถ้าแบบดั้งเดิมเลยนั้น นอกจากดอกไม้ธูปเทียนแล้วเขาจะใส่ข้าวปลาอาหารเครื่องเซ่นลงไปด้วย หรืออย่างแถบภาคเหนือตอนล่างแต่เก่าก่อนเขาเย็บกระทงใบตองสี่มุมใส่หมากพลูเครื่องเซ่นแล้วเอาไปวางบนแพที่ทำจากต้นกล้วยอีกทีเป็นแพกระทงเซ่น และใส่เงินเหรียญไปด้วย

เงินเหรียญที่ใส่ไปนี่ไม่ต้องเยอะแยะมากมาย เป็นเศษสตางค์ เช่น เหรียญห้าสิบสตางค์หรือเหรียญบาท แต่ปัจจุบันนี้เห็นคนเขาใส่ธนบัตรกันก็มี ที่เป็นอย่างนี้ว่ากันว่า เป็นพิธีเซ่นสรวงบูชาผีบรรพบุรุษและการติดต่อสื่อสารกับโลกหน้า ตามความเชื่อโบราณ แม่น้ำเป็นสถานที่ติดต่อระหว่างโลกนี้และปรโลก เชื่อกันมาว่า บรรพบุรุษเดินทางไปปรโลกทางน้ำเพราะทุกวันนี้เราก็ยังมีการลอยอังคารที่แม่น้ำหรือทะเลหรือแหล่งน้ำ สายน้ำจึงเป็นเส้นทางถึงปรโลกได้

เพราะเราไม่รู้จะติดต่อบรรพบุรุษทางไหนได้ ก็ใช้การลอยไปทางน้ำนี่แหละ และการสัญจรทางน้ำก็เป็นเส้นทางสัญจรหลักของผู้คนในสมัยโบราณเสียด้วย อย่าว่าแต่คนที่ตายไปแล้วเลย มีเรื่องเล่าว่าลอยกระทงเป็นไปเพื่อระลึกถึงญาติพี่น้องที่พลัดพรากจากกันในสมัยโบราณ

ในตำนานเมืองลำพูน ฉบับใบลานผูกของวัดบ้านโฮ่งหลวงเล่าถึงการล่องสะเปาสมัยหริภุญไชยไว้ว่า ราวพุทธศตวรรษที่ 14 อหิวาตกโรคระเบิดอย่างหนักในเมือง ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงพากันอพยพครัวออกจากหริภุญไชยไปอยู่เมืองหงสาวดี(ในพม่าปัจจุบัน) เป็นเวลาหลายปี (เรื่องเล่าว่าอพยพไปเมืองหงสาวดีนี้มีพบในตำนานเมืองเหนือหลายฉบับ มีเส้นทางโบราณจากหริภุญไชยไปออกทะเลทางนั้น)

เมื่อทราบข่าวว่าอหิวาตกโรคสงบลงแล้วจึงชักชวนพากันเดินทางกลับคืนสู่หริภุญไชย แต่หลายคนไม่ได้กลับมา เนื่องจากมีครอบครัวใหม่ บางคนก็ไม่สะดวก พวกที่กลับมายังหริภุญไชยเกิดคิดถึงญาติพี่น้องที่ยังตกค้างอยู่ในเมืองหงสาวดี จึงทำกระทงเรือรูปสำเภาหรือสะเปาพร้อมทั้งใส่เครื่องอุปโภคบริโภคใส่ลงในสะเปา ลอยลงแม่น้ำปิง แม่น้ำกวง เป็นนัยว่าระลึกถึงญาติพี่น้องทางโน้น

ร่องรอยที่น่าสนใจ คือ ข้าวของที่ใส่ในกระทงนั้น เครื่องเซ่นต่างๆ นัยว่า เพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษที่อยู่แสนไกลที่คิดถึง หรือเดินทางไปปรโลกแล้ว อีกนัยหนึ่งก็อุทิศให้กับตัวเองนี่แหละ สำหรับเอาไว้ใช้สอยในภพหน้าโน้น

แม้ว่าลอยกระทงแบบสมัยใหม่นี้จะไม่ใส่เครื่องเซ่นอะไรพวกนี้แล้ว แต่ก็ยังมีร่องรอยให้เห็นหลงเหลืออยู่จากแนวคิดเรื่องเดินทางไปปรโลก คือ เงินเหรียญหรือเศษสตางค์ ทุกวันนี้ เราก็เห็นข่าวอยู่ทุกปีว่ามีแก๊งเก็บเงินในกระทง แก๊งคว่ำกระทงเอาเงินในกระทงออกถมเถไป ถึงขนาดเคยมีข่าวคราวว่า พวกนี้ผิดไหมที่คว่ำกระทงชาวบ้านเพื่อเอาทรัพย์ในกระทงลองค้นข่าวเก่าๆ ดูได้เลย

เศษเงินเหรียญที่ใส่ในกระทงมีนัยยะอะไรบ้าง หลายคนอาจจะบอกว่าก็เป็นการทำบุญทำทานอย่างไรเล่า แต่มันก็น่าคิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่คนเฒ่าคนแก่มักบอกว่าอย่าใส่เยอะนะ ใส่แค่บาทเดียวก็พอแล้ว ทำให้อดนึกไม่ได้ว่า มันยังคงแนวคิดตามความเชื่อหรือเรื่องเล่าอย่างเก่าคือ ที่เชื่อว่าแม่น้ำเป็นทางสัญจรถึงปรโลกโน้น และ กระทง หรือ สะเปา ที่ทำเป็นรูปอย่างเรือบ้าง แพบ้าง แต่ลอยเหมือนๆ กัน นี่คือ พาหนะ หรือเครื่องมือที่จะพาสัญจรสู่โลกหน้า ทำให้นึกถึงคอนเซ็ปต์เรื่อง เงินปากผี

เงินปากผี เป็นคำที่หลายคนรู้จักดีว่า เป็นเงินที่ใส่ไว้ในปากคนตาย ความเชื่อเรื่องเงินปากผี มีประวัติความเป็นมานับพันๆ ปี

ตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน มีความเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตแล้วจะต้องถูกพาตัวไปพิพากษาที่ยมโลก มีชายแก่แจวเรือจ้างนามว่า แครอน (Charon) เป็นคนแจวเรือพาคนตายข้ามฝั่งไปส่งที่หน้าประตูนรก ทุกคนต้องจ่ายค่าจ้างแก่เขา ซึ่งค่าจ้างในการเดินทางข้ามฝั่งนี้เรียกกันว่า เหรียญของแครอน คนตายที่สามารถนั่งเรือของแครอนได้ จะต้องเป็นผู้ที่ถูกฝังหรือเผาศพอย่างเป็นพิธีการ และที่สำคัญต้องมีเงินปากผีเพื่อจ่ายค่าเดินทาง

ความเชื่อนี้ได้แพร่กระจายไปไกลทั่วยุโรป จึงกลายเป็นที่มาของประเพณีการนำเหรียญทองแดงหนึ่งเพนนีวางไว้ที่ตาของคนตาย ในไทยเองก็มีความเชื่อนี้ สมัยโบราณมักนำเงินพดด้วง เหรียญบาท หรือ เหรียญสลึง มาใส่ไว้ในปากศพ เจตนาให้ผู้ล่วงลับเอาไว้ใช้เป็นค่าเดินทางไปปรโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งว่ากันว่า การใส่เงินปากผีเพื่อให้เป็นค่าจ้างแก่สัปเหร่อ

ส่วนทางฝั่งฮินดูก็มีความเชื่อในเรื่องการนำเงิน และข้าวสารใส่ลงไปในปากของคนตายเช่นกัน เพื่อให้คนตายเอาไปใช้ในภายภาคหน้า ในพม่าเรียกเงินปากผีว่า กะโด๊ะคะ แปลว่า ค่าข้ามฟาก ทางฝั่ง ชาวเผ่าเจงเพาะ ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในพม่าจะจัดการแต่งตัวศพให้เรียบร้อยแล้วนำเนื้อหมู เหล้า ข้าวเซ่น พร้อมด้วยเงินใส่เข้าไปในปากของคนตาย หากผู้ตายเป็นหัวหน้าเผ่าอันเป็นที่เคารพนับถือด้วยแล้ว จะนำหินแก้วใส่ไว้ใต้รักแร้ข้างละเม็ดแล้วจึงนำศพใส่โลง

นอกจากนี้ยังเห็นได้ในพิธีศพของชาวจีนก็มีการนำเงินอีแป๊ะใส่ไว้ในปากของศพด้วยเช่นกัน ถ้าเป็นไปตามความหมายว่าลอยกระทงถึงโลกหน้าเศษเงินเหรียญก็จะเหมือนกับเงินปากผีนั่นแหละที่ใช้เป็นค่าสัญจรทางน้ำที่บรรพบุรุษล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

แต่พิธีกรรมวันลอยกระทงนี่ยังไม่ใช่แค่ลอยลงน้ำ มีแบบลอยขึ้นฟ้าด้วยอย่างยี่เป็งทางเหนือ และในพม่า ในไทใหญ่ ที่เขาลอยว่าวควัน ลอยโคมกันเต็มฟ้า จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นมลภาวะทางอากาศรบกวนเส้นทางบินของสายการบินหลายสาย จนต้องประกาศหลีกเลี่ยงการบินในค่ำคืนลอยกระทงกันเลยทีเดียว ใน นิราศธารโศกของเจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ไชยเชษฐสุริยวงศ์) มีท่อนที่ว่า

เดือนสิบสองถ่องแถวโคม แสงสว่างโพยมโสมนัสสา

เรืองรุ่งกรุงอยุธยา วันทาแล้วแก้วไปเห็น

ว่ากันว่าการลอยโคมนี่เพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี บนสรวงสวรรค์

ชาวล้านนาเชื่อว่า คนที่เกิดในปีจอจะต้องหาโอกาสไปนมัสการพระธาตุแก้วจุฬามณี ซึ่งเป็นที่บรรจุมวยผมของเจ้าชายสิทธัตถะที่ตัดออกก่อนดำรงเพศนักบวช แต่เจดีย์นี้อยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ยากลำบากมากที่จะดั้นด้นไปถึงได้ ชาวล้านนาที่เกิดในปีจอ จึงใช้โคมลอยเป็นเครื่องบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี โดยปล่อยไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในวัฒนธรรมไทใหญ่ก็ปล่อยโคมกันคึกคักมีการประกวดประชันแข่งขันใหญ่โตโอ่อ่า ทางพม่าก็จุดผางประทีปทั่วเมือง มองเผินๆ ก็เหมาะอยู่น่ะ เพราะว่าลมหนาวเริ่มมาเยือน การออกมาเล่นไฟ บูชาไฟก็เข้ากับอากาศในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปตอนบนอย่างล้านนา พม่า ไทใหญ่ ดีออก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ในพม่าในไทใหญ่แต่ก่อนแต่ไรมา มีเทศกาลโบราณอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้คนออกมาจุดไฟกันในค่ำคืนเดือนยี่ของล้านนาหรือเดือนสิบสอง เขาเรียกกันว่า “งานก่อนนกกาตื่นออกหากิน”  มันคือเทศกาลงานขโมยข้าวของเครื่องใช้ วัว ควาย  แล้วเอามารวมไว้ที่ลานหมู่บ้านก่อนฟ้าสว่าง โดยที่เจ้าของบ้านจับไม่ได้ แต่รุ่งเช้าเจ้าของบ้านก็มาเลือกเอาของของตัวเองกลับไป แต่มันก็มีแบบขโมยจริงๆ ก็มี ไม่ใช่ขโมยเล่นๆ เป็นเทศกาล ว่ากันว่า นั่นทำให้คนต้องออกมาจุดไฟกันให้สว่างในช่วงนี้เพื่อป้องกันขโมย และอิทธิพลของดาวโจรที่จะส่งผลดีร้าย จนกลายเป็นประเพณีขึ้นมา

ถ้าเงยหน้ามองท้องฟ้าเดือนนี้นอกจากโคมลอยที่สว่างไสวจนรบกวนการบินสมัยใหม่แล้ว เราจะพบว่าในช่วงของหัวค่ำของฤดูหนาว จะมีกลุ่มดาวสว่างอยู่ทางทิศตะวันออก คือ กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ และกลุ่มดาวสุนัขเล็ก หากลากเส้นเชื่อม ดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวสว่างสีแดงตรงหัวไหล่ของนายพรานไปยัง ดาวซิริอุส (Sirius) ดาวฤกษ์สว่างที่สุดสีขาว ตรงหัวสุนัขใหญ่ และ ดาวโปรซีออน (Procyon) ดาวสว่างสีขาวตรงหัวสุนัขเล็ก จะได้รูปสามเหลี่ยมด้านเท่า เรียกว่า "สามเหลี่ยมฤดูหนาว" (Winter Triangle) ซึ่งจะขึ้นในเวลาหัวค่ำของฤดูหนาว

แต่ในสามเหลี่ยมที่ว่านี้ ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าคือ ดาวซิริอุส (Sirius) หรือที่เรียกกันว่า ดาวลูกไก่ หรือ ดาวโจร เนื่องจากสว่างจนทำให้โจรมองเห็นทางเข้ามาปล้น หรือมีอีกชื่อหนึ่งคือ ดาวกฤติกา ดาวโจรนี่แหละที่ทำให้ทางพม่าทางไทใหญ่ต้องออกมาจุดไฟทั้งที่เป็นผางประทีปและโคมเพื่อบูชาดาวโจร ที่คนโบราณเชื่อว่าอาจทำให้เกิดเรื่องไม่ดีเหมือนชื่อดาวโจรนั่นแหละ

จะว่าไปแล้ว ดาราศาสตร์นี่ก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประเพณี และวิถีของคนโบราณในทุกวัฒนธรรมอยู่มากเหมือนกัน เพราะต้องอย่าลืมว่าแต่ก่อนใช้วิธีการดูดาวนี่แหละ เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตและใช้นำทาง

ในสมัยเมื่อครั้งยังเด็กเชื่อว่าหลายๆ คนอาจเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ "นิทานดาวลูกไก่" ที่เล่าว่า

มีตายายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในป่า วันหนึ่งมีพระธุดงค์ผ่านมา คิดจะหาอาหารไปถวาย แต่เนื่องจากอยู่ในป่าไม่มีอาหารดีๆ จึงหารือกันจะฆ่าไก่ที่เลี้ยงไว้เพื่อไปทำอาหารถวาย แม่ไก่ได้ยินก็สั่งเสียลูกไก่ทั้งหกตัวให้รักษาตัวให้ดี ตัวเองต้องแทนคุณตายายที่เลี้ยงดูมา เมื่อถึงเวลา ตายายฆ่าแม่ไก่ ลูกไก่ก็กระโดดเข้าเตาไฟตายตามแม่ไปด้วย เทพยดาเห็นแก่ความกตัญญู จึงให้แม่ไก่และลูกไก่ทั้งหมดขึ้นไปเป็นดาวอยู่บนฟ้าเพื่อเตือนใจคน

ตามตำนานกรีก เล่าว่า ดาวเหล่านี้เป็นตัวแทนของหญิงสาวเจ็ดพี่น้องแห่งไพลยาดีส ขณะที่ตำนานชาวไวกิงบอกว่าดาวเหล่านั้นคือแม่ไก่ทั้งเจ็ดตัวของเฟรย์ยา ชื่อของกระจุกดาวในภาษาโบราณของทางยุโรปหลายๆ แห่งจะมีความหมายว่า แม่ไก่กับลูกไก่ ซึ่งเป็นตำนานที่คล้ายคลึงกันในหลายวัฒนธรรม

ในยุคสำริดของยุโรป ชาวยุโรปบางส่วนเช่น ชาวเคลต์ หรือวัฒนธรรมอื่นก่อนหน้านั้น เชื่อว่ากระจุกดาวนี้เกี่ยวข้องกับความอาลัย และงานศพ ในอดีตจะมีงานเทศกาลช่วงวันระหว่างวันศารทวิษุวัตจนถึงวันเหมายัน เป็นเทศกาลเพื่อระลึกถึงผู้วายชนม์ กระจุกดาวนี้จะเริ่ม ปรากฏบนท้องฟ้าด้านตะวันออกหลังจากตะวันลับขอบฟ้า

ว่ากันว่า กระจุกดาวลูกไก่ให้ความรู้สึกถึงน้ำตาและความเศร้าโศก และในช่วงฤดูเดือนเทศกาลลอยกระทงนี่แหละ ที่จะเห็นดาวนี้ได้ชัด ลองสังเกตดูจะพบว่าหลายๆ เทศกาลที่จัดขึ้นในช่วงฤดูเดือนนี้มักเกี่ยวข้องความอาลัย งานศพ วิญญาณ หรือเพื่อระลึกถึงผู้วายชนม์ อย่าง ฮาโลวีน และรวมถึงลอยกระทงในความหมายว่าลอยถึงปรโลกก็ด้วย!

ป.ล. ไม่ว่าจะลอยถึงไหนถึงใคร หรือลอยแบบสวยๆ สนุกๆ ตามประเพณีก็ต้องดูตาม้าตาเรือด้วยว่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไหม เดี๋ยวจะกลายเป็นลอยขยะกลายเป็นโทษไปเสีย หรือจะปรับให้เหมาะสมเข้ากับยุคสมัยที่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในโลกวันนี้

ตามความเชื่อโบราณ แม่น้ำเป็นสถานที่ติดต่อระหว่างโลกนี้และปรโลก เชื่อกันมาว่า บรรพบุรุษเดินทางไปปรโลกทางน้ำเพราะทุกวันนี้เราก็ยังมีการลอยอังคารที่แม่น้ำหรือทะเลหรือแหล่งน้ำ สายน้ำจึงเป็นเส้นทางถึงปรโลกได้

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?