6 สิ่งที่ได้จากรัฐธรรมนูญ 60
  • Social
  • Dec 9, 2019

ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ผลพวงจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งผลต่อโฉมหน้าการเมืองไทยอย่างไร ไปหาคำตอบกัน

1.ได้ลุงตู่เป็นนายกฯ

เส้นทางนายกฯ ในรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดให้คนนอกที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ดำรงตำแหน่งนายกฯได้  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นนายกฯ ได้โดยอาศัยกฎหมายให้พรรคพลังประชารัฐเสนอรายชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ

ม. 88 ของรธน.ฉบับนี้ที่บัญญัติไว้ว่า ให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้สภาฯ พิจารณาเห็นชอบ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อ กกต. ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ

2. : ส.ว. 250 คน เลือกลุงตู่เป็นนายกฯ พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

มาตรา 272 บทเฉพาะกาล ระบุว่า ใน 5 ปีแรกการเลือกนนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น "การประชุมร่วมกันของทั้งสองสภา" ทำให้ ส.ว. มีอำนาจในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

มาตรา 159 ระบุว่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับมติเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของสองสภา ( ส.ว. 250 + ส.ส. 500 = 750 คน) คือ 376 เสียงขึ้นไป

ซึ่งในวันโหวตเลือกนายก 5 มิ.ย. 62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกเสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐ ชนะด้วยเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. และ ส.ว. รวมกัน 500 คะแนน โดย ส.ว. 249 คน เทคะแนนให้ พล.อ.ประยุทธ์ (งดออกเสียง 1 คน คือนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา)

ทั้งนี้ ที่มาของ ส.ว. ที่เลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายก ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน แต่มาจากการคัดเลือกของ คสช. และมี ส.ว.โดยตำแหน่งที่เป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ 6 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะมีวาระดำรงตำแหน่งนานกว่า ส.ว. ชุดอื่น คือมีวาระ 5 ปี  ซึ่งนอกจากมีอำนาจร่วมโหวตเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ยังมีมีอำนาจกำกับดูแลให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช. จัดทำขึ้น

3. ปัญหาปวดหัว คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ

ระบบการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ 60 ที่เรียกว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว โดยให้ประชาชนกากบาทคนที่รักเป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเท่านั้น ประชาชนไม่มีสิทธิกาพรรคที่ชอบผ่านระบบบัญชีรายชื่อ แล้วคะแนนที่เลือกในระบบแบ่งเขตจะนำไปใช้คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคนั้นภายหลัง ทำให้การคำนวณที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งมี 150 ที่นั่ง ซับซ้อนกว่าเดิมมาก

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงว่า จะใช้วิธีการคำนวณที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อแบบที่พรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 25 พรรคการเมืองจะได้รับการจัดสรรที่นั่งให้ ซึ่งทำให้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ‘ส.ส. 1 คนต่อประชาชน 71,065.2940 เสียง ได้ที่นั่งไปโดยปริยาย ซึ่งมีทั้งสิ้น 11 พรรค เช่น ประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน

ในขณะเดียวกันทำให้จำนวนที่นั่ง ส.ส. บางพรรคลดลง เช่น พรรคอนาคตใหม่ ที่หากคำนวณจำนวน ส.ส. ที่พึงได้จะอยู่ที่ 88 ที่นั่ง แต่ด้วยสูตรคำนวณที่ กกต. ใช้ ทำให้ พรรคอนาคตใหม่ได้แค่ 80 ที่นั่ง เท่านั้น

วิธีการดังกล่าว กกต.ระบุว่า สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 และ 129 และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบบเลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน (คะแนนเสียงไม่ทิ้งน้ำ)

4. รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ งูเห่า - ลิงกินกล้วย

สืบเนื่องจากระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ได้สร้างปัญหาต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา กติกามีแนวโน้มทำให้พรรคที่ได้ที่นั่ง ส.ส. แบบแบ่งเขต มากจะได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อน้อยหรืออาจไม่ได้เลย อย่างพรรคเพื่อไทย

ระบบเลือกตั้งยังทำให้มีพรรคการเมืองจำนวนมากในสภา การจัดตั้งรัฐบาลจะต้องพึ่งพาพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมาก มีโอกาสที่รัฐบาลจะเป็น 'รัฐบาลผสม' ที่ไร้เสถียรภาพ เสี่ยงต่อการถูกอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจ หรือไม่ได้รับการสนับสนุนการออกกฎหมาย

ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นพรรคที่คว้าที่นั่งส.ส.ได้มากที่สุดในสภา ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วพรรคที่ได้ส.ส.มากที่สุดจะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ด้วยอานุภาพพลังดูด พรรคพลังประชารัฐสามารถรวบรวมพรรคต่างๆ ร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เป็นรัฐบาลผสม 19 พรรค แต่ก็เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จึงเห็นปรากฏการณ์แพ้โหวตของรัฐบาล พรรคเล็กน้อยใจประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระ การแจกกล้วยให้ลิงเพื่อให้ได้คะแนนโหวต และงูเห่าฝ่ายค้าน ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จจนถึงบัดนี้ ทำให้ได้แต่สงสัยว่าปรากฏการณ์ทางการเมืองเช่นนี้เป็นการปฏิรูปการเมืองอย่างที่ประชาชนต้องการจริงหรือไม่

5.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561 – 2580)

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561 – 2580) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ ม. 65 ว่า รัฐพึงจัดให้มี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศควบคู่กับแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน การกำหนดนโยบายต่างๆ และการจัดทำงบประมาณประจำปีจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

แต่ยุทธศาสตร์ชาติถูกมองว่าเป็นกลไกเตะตัดขาคู่แข่งทางการเมืองมากกว่าเป็นเป้าหมายพัฒนาประเทศ เพราะการบริหาร การออกกฎหมายทุกอย่าง ถ้าไม่สอดล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มีความผิดโทษหนักต้องถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถึงขั้นยุบพรรคโทษฐานกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ ข้าราชการที่ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติอาจถึงขั้นโดนไล่ออกจากราชการ ส่วนรัฐมนตรีที่กำหนดนโยบายไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อาจโดนโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ , พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ, และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

มาตรา 142  : การเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560

มาตรา 5 : นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

มาตรา 25  : ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ส.ส. หรือ ส.ว. มีมติเห็นว่าจงใจก็จะส่งเรื่องไปให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  และถ้าป.ป.ช. เห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูล “ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหานั้นสั่งให้ผู้นั้นพักราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป”

มาตรา 29 : ส.ว. สามารถพิจารณาว่าการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีว่าถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสามารถส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คือการไม่ดำเนินนโยบายตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติถือเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญปี 60) เรื่องดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง “จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ให้ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

มาตรา 81 : ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่าผิด “ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น” โดยที่คนที่โดนเพิกถอนสิทธิดังกล่าว “ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป”

มาตรา 172 : เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี”

คนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้า หากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่าทำผิดกฎหมายเนื่องจากไม่ดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องเลิกเป็นนักการเมืองเลยตลอดชีวิต เนื่องจากไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งใดๆ ได้อีก อีกทั้งยังเสี่ยงโดนโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

6. ผลพวงรัฐประหารชอบด้วยกฎหมาย

เราเข้าใจกันดีว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และถ้าสงสัยว่ากฎหมาย หรือการใช้อำนาจรัฐใดขัดรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิโต้แย้งไปยังศาล เพื่อชี้ขาดว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากศาลเห็นว่าการกระทำใดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็จะวินิจฉัยให้สิ้นผลบังคับไป

แต่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 279 บัญญัติว่า บรรดาประกาศ คําสั่ง และการกระทําของคสช. หรือของหัวหน้า คสช. ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คําสั่ง หรือการกระทํานั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หมายความว่า ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. และการกระทำที่เกี่ยวเนื่อง จะไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ แม้ว่าประกาศ คำสั่งต่างๆ จะละเมิดสิทธิและเสรีภาพ แต่คำสั่งของคสช. ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะกฎหมายสูงสุดของประเทศให้การยอมรับ ตกลงแล้วคสช. กับรัฐธรรมนูญ ใครอยู่เหนือกว่ากัน?


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาปากท้อง ตัว (ประ) กัน แก้รัฐธรรมนูญ :

https://bottomlineis.co/Politics_Amend_the_Constitution

ยุทธศาสตร์ชาติถูกมองว่าเป็นกลไกเตะตัดขาคู่แข่งทางการเมืองมากกว่าเป็นเป้าหมายพัฒนาประเทศ เพราะการบริหาร การออกกฎหมายทุกอย่าง ถ้าไม่สอดล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มีความผิดโทษหนักต้องถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?