ถอดรหัส "บลูบิค" ตัวช่วยปั้นความสำเร็จให้คนรุ่นใหม่
  • Biz Life
  • Jul 21, 2019

หลายปีที่ผ่านมา ได้ยินข่าวคราวการปรับโมเดลธุรกิจขององค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงการปิดตัวลงของหลายบริษัท ซึ่งกำลังสะท้อนว่าการเปลี่ยนครั้งใครกำลังเกิดขึ้น จากกระแสดิสรัปชัน (Disruption) ที่ทรงพลัง ทำให้หลายองค์กรต้องลุกขึ้นมา “ดิสรัปตัวเอง ก่อนที่จะโดนคนอื่นดิสรัป” เพื่อสร้างจุดยืน รักษาฐานลูกค้า และเพิ่มรายได้เพื่อความอยู่รอด

“กำแพงของธุรกิจเหล่านี้คือ มักจะใหญ่จนเปลี่ยนแปลงได้ช้า ต้องใช้ทั้งเงินและเวลามหาศาล เมื่อเทียบกับสตาร์ทอัพที่องค์กรเล็กและสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทันทีเมื่อเจออุปสรรค”

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงความสำคัญของการ Digital Transformation ว่ามีความจำเป็นต่อธุรกิจในปัจจุบันอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาดูแลลูกค้าเพื่อหาทางแบ่งรายได้จากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ครองตลาดมานาน

โดยกลุ่มที่ธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดมหาศาลมักเป็นเป้าหมายที่กลุ่มธุรกิจรายย่อย หรือสตาร์ทอัพจ้องดิสรัปอยู่เสมอ ซึ่งหากไม่รีบเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนก็อาจจะถูกดิสรัปได้ง่าย แบรนด์ที่เคยเป็นปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็ก อาจจะว่ายหนีปลาเล็กไม่ทัน โดยกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสถูกแทนที่มากที่สุด ได้แก่

ธุรกิจกลุ่มแบงก์ หรือธนาคารพาณิชย์ เป็นกลุ่มที่สะท้อนการดิสรัปได้ชัดเจนที่สุด ไม่กี่ปีที่ผ่านมาธนาคารต่างออกมาประกาศเป้าหมาย เปลี่ยนตัวเองเป็น “Digital Banking” ที่เน้นการบริการแบบดิจิทัล พร้อมออกฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยในทำงานเพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ และลดต้นทุน จนเกิดปรากฏการณ์ลดพนักงาน

ธุรกิจกลุ่มสื่อสาร ในอดีตคนใช้โทรศัพท์เป็นช่องทางการสื่อสารหลัก แต่ปัจจุบันคนเริ่มหันมาใช้การโทรผ่านแอปพลิเคชันไลน์ หรือช่องทางอื่นๆ แทน ทำให้รายได้จากค่าโทรศัพท์จำนวนมหาศาลลดลง ซึ่งในอนาคตหากไม่จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์หรือซิมมือถือแล้ว ธุรกิจกลุ่มสื่อสารก็ต้องเปลี่ยนตัวเองไปทำหน้าที่อื่น ซึ่งน่าจับตาว่าจะปรับตัวไปในทิศทางใด

ธุรกิจประกัน เป็นธุรกิจที่ต้องบริหารสภาพคล่องของเงินลูกค้าไปลงทุนในรูปต่างๆ ซึ่งธุรกิจนี้มีผู้เล่นหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นที่เป็นแบบนายหน้า แบบประกัน หรือแบบประกันต่อ ทำให้กลุ่ม Insurtech เข้ามาพยายามรวบรวมธุรกิจประกันไว้ในบริการเดียวแบบ One Stop Service ที่นอกจากจะอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าแล้ว ยังสามารถลดการใช้ทรัพยากรมนุษย์ ลดต้น และเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณเบี้ยได้อีกด้วย

ธุรกิจกลุ่มค้าปลีก ปัจจุบันคนซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าน้อยลง เพราะมีบริการอีคอมเมิร์ซที่สะดวกรวดเร็ว และมีราคาถูกกว่า ทำให้ร้านค้าปลีกต้องปรับตัวเป็นการขายของแถมประสบการณ์มากขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้ามากกว่าแค่บริการสินค้าเท่านั้น

“องค์กรแบบเดิม จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลรุ่นใหม่ๆ เป็นตัวช่วยในการทลายกำแพงของตัวเอง”

ที่ผ่านมา บลูบิค คือองค์กรด้านเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงองค์กรรุ่นเก๋า สู่การเป็นองค์กรยุคดิจิทัล ด้วยวิธีที่เรียกว่า Digital Transformation ที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเปลี่ยนตัวเองมาอยู่ในช่องทางดิจิทัลเพื่อสื่อสารกับลูกค้าที่มีพฤติกรรมโน้มไปใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น 

Digital Transformation คือการให้บริการให้คำปรึกษา วางแผนกลยุทธ์ด้านดิจิทัล รวมไปถึงการดีไซน์รูปแบบในการนำเสนอสู่สายตาของสาธารณะชน เช่น การเปลี่ยนหน้าสาขาธนาคารที่เป็นธุรกิจเก่าแก่มาอยู่ในรูปแบบของ e-Banking ที่ทำให้ธุรกรรมทางการเงินสามารถควบคุมได้บนมือถือของทุกคนในปัจจุบัน 

สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าโมเดลธุรกิจ คือวัฒนธรรมองค์กรแบบพิเศษที่ทำให้เกิดความสุขในการทำงาน ด้วยการหาจุดกึ่งกลางของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก๋าได้อย่างลงตัว ทำให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า และเติบโตอย่างรวดเร็ว สะท้อนจากการเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งตลาดที่ปรึกษาด้านดิจิทัลในประเทศไทย เป็นลำดับที่ 6 ในปี 2018 หลังดำเนินการมาเพียง 6 ปี

3 วัฒนธรรมหัวกลับจากองค์กรแบบเดิม

1. ระดับขั้นของบุคลากรในองค์กรน้อย ทำให้ทุกคนในองค์กรรู้จักกัน

2. ทำงานแบบ “agree to disagree” หมายถึงการยอมรับว่าเรามีความคิดเห็นไม่ตรงกันได้ ทำให้ทุกคนในองค์กรต่างยอมรับความเห็นที่แตกต่างของคนอื่นๆ จากมุมมอง และประสบการณ์ที่ต่างกัน โดยไม่มีการตัดสินว่าผิดหรือถูก

“เพราะว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่สีขาวและสีดำ สิ่งที่สำคัญคือเรามีมุมมองที่แตกต่างกัน คนรุ่นเก่ามองอีกแบบ คนรุ่นใหม่มองอีกแบบ แล้วมันเสริมซึ่งกันและกัน สร้างมุมมองใหม่ขึ้นมาได้”

3. ปลูกฝังการทำงานแบบ “Entrepreneur” หรือทักษะการเป็นผู้ประกอบการ เช่น กล้าเสี่ยง กล้าทำอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่าง 

โดยสนับสนุนให้ทุกคนที่เข้ามาในองค์กร ลองก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง เช่น กล้าลองทำงานที่ไม่เคยทำหรือลองทำงานที่ไม่ถนัด ไม่ทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดเรียนรู้และเข้าใจว่า Digital Disruption มีหลากหลายมิติ และมีเป้าหมายเดียวกันคือ 

“ไม่ได้โตไปเป็นพนักงานมืออาชีพ แต่จะโตไปเป็นเจ้าของกิจการ”

วัฒนธรรมองค์กรแนวใหม่ ประนีประนอมแบบไทย ตรงไปตรงมาแบบตะวันตก 

พชร เล่าว่า วัฒนธรรมองค์กรเกิดขึ้นจากการผสมผสานข้อดีของวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรระดับโลกที่ตนเคยมีประสบการณ์เข้ากับข้อดีของวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรไทยที่เคยสัมผัสจากครอบครัว จนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบพิเศษ

ข้อดีของการทำงานสไตล์ตะวันตก คือการกล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องงาน ยอมรับว่าทุกคนสามารถมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ เพื่อผลักดันให้งานออกมาดีที่สุด แต่มีข้อเสียคือมีความห่างเหินกันมากกว่า ปรึกษาในเรื่องอื่นๆ ไม่ได้

ส่วน ข้อดีของการทำงานสไตล์ไทย คือการมองผู้ร่วมงานในฐานะของ “เพื่อนร่วมงาน” หรือเปรียบเสมือนคนในครอบครัว ที่มีลักษณะแบบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือ ซึ่งแฝงมาด้วยข้อเสียคือความอึดอัด เกรงใจ ไม่กล้าติชมงานซึ่งกันและกันแบบตรงๆ

“ที่ทำงานของเราต้องเป็นทั้งมืออาชีพ และรู้สึกว่ามันเป็นบ้านด้วย เวลาเราทะเลาะกันไม่ได้แปลว่าเราเกลียดกัน เราต้องเคยชินกับการพูดตรงๆ ว่าสิ่งใดถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง แต่ต้องอยู่บนความห่วงใยกัน”

ยิ่งเข้าใจคนรุ่นใหม่ ยิ่งได้งานดี

ยิ่งไปกว่านั้น บลูบิค มีวิธีการบริหารคนให้เหมาะกับพฤติกรรม เพื่อให้สามารถดึงศักยภาพของทีมออกมาได้อย่างตรงจุด 

“คนรุ่นใหม่ไม่ได้ขี้เกียจ แค่ต้องการความยืดหยุ่น”

การบริหารที่เข้าใจธรรมชาติจุดนี้ของคนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่มีกรอบตายตัว เช่น ระหว่างที่ทำงานสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมได้เพื่อผ่อนคลายหรือพักสมอง, การเข้า-ออกงาน ไม่กำหนดเวลาตายตัว ไม่มีการสแกนนิ้ว ตอกบัตร และไม่นำเอา "เวลา" การเข้างานมาตัดสินประสิทธิภาพการทำงานของทีม หรือคำนวณในเงินเดือน ให้อิสระในการแต่งกายตามสไตล์ของตัวเอง และการเลือกที่นั่งด้วยตัวเองในแต่ละวัน ทำให้พนักงานสามารถบาลานซ์ระหว่างชีวิต และการทำงานได้อย่างดี

มีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานด้วยกัน และระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน ในทุกไตรมาส เช่น ปาร์ตี้ คอนเสิร์ต เพื่อทำให้หน่วยขององค์กรมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกัน และกัน ช่วยบาลานซ์ระหว่างงานกับความสัมพันธ์ของคนในองค์ เพื่อสร้างความสบายใจในการทำงาน

ทำยังไงให้คนรุ่นใหม่อยู่กับองค์กรนานๆ

ปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่ มักมองหาโอกาสการทำงานที่เป็นอิสระ กลุ่มหนึ่งตั้งเป้าปั้นกิจการของตัวเองตั้งแต่หลังเรียนจบ หรือบางกลุ่มก็ตั้งเป้าก้าวกระโดดในองค์กรต่างๆ ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ไม่ลงหลักปักฐานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นเวลานาน โดยเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 3 ปีเท่านั้น

ในประเด็นนี้ พชร ให้ความเห็นว่า “ประการแรกต้องทำใจให้ได้ก่อนว่าเราฝืนโลกนี้ไม่ได้ เด็กรุ่นใหม่ต้องการค้นหาตัวเอง ฉะนั้นต้องไม่บังคับให้เขาอยู่กับเราไปตลอดไป แต่ต้องปรับองค์กรให้พร้อมกับการที่คนเข้าออกได้ตลอดเวลา เพื่อสร้างความสดชื่นให้กับองค์กรแทน”

“อีกหนึ่งกลุ่มคือคนที่เปลี่ยนงานเพราะองค์กรไม่สามารถรองรับการเติบโตของเขาได้ เขาถึงต้องไปแสวงหาการเติบโตใหม่ๆ ในกรณีนี้ องค์กรจำเป็นต้องออกแบบหรือปรับโมเดลให้คนกลุ่มนี้อยู่ได้นานยิ่งขึ้น เช่น หากเบื่องานที่จำเจ สามารถปรับเปลี่ยนไปทำงานในส่วนอื่นๆ ได้ หรือหากต้องการความเติบโตก็สามารถทำได้ผ่านความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่รองรับอยู่ เพื่อหาโอกาสการเติบโตได้ตามศักยภาพของตัวเองแบบไม่มีที่สิ้นสุด”

ฉะนั้น บลูบิค จึงร่วมการลงทุน และพัฒนาระบบต่างๆ ร่วมกับสตาร์ทอัพที่แนวโน้มเติบโตตามเทรนด์พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของคนทั่วโลก อย่างกลุ่ม ฟินเทค (Fintech), กลุ่มแฟชั่น (Fashion), กลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI), กลุ่มรถระบบไฟฟ้า, กลุ่ม บิ๊กเดเต้า (Big data) และกลุ่ม Internet of Things (IOT) พร้อมเปิดโอกาสพนักงานป็นหุ้นส่วนของพาร์ทเนอร์ในบริษัท เพื่อได้รับค่าตอบแทนเป็นปันผลตามการเติบโตของพาร์ทเนอร์นั้นๆ ซึ่งช่วยดันศักยภาพของพนักงานให้แสดงศักยภาพของตัวเองแบบใหม่ๆ ออกมา และเติบโตไปพร้อมกับบริษัท

ในระยะสั้น บลูบิค ตั้งเป้าเติบโต 40% ในปี 2019 และในระยะยาวจะผันตัวเองสู่การเป็นบริษัทที่ปรึกษาสัญชาติไทยด้านกลยุทธ์ดิจิทัล และการจัดการด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของประเทศไทย และวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2024 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่หน้าจับตามองต่อไปในอนาคต

ยืดหยุ่น-อบอุ่น-ท้าทาย วัฒนธรรมองค์กรแบบที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝัน กำลังขับเคลื่อน บลูบิค บริษัท Digital Transformation สัญชาติไทย ให้เติบโตแข่งกับนานาชาติ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์