Relationflip
Relationflip
Relationflip
Relationflip
  • Biz Life
  • Jul 24, 2019

ในระหว่างที่คำว่า Disruption คือคำพูดยอดฮิตที่ใครๆก็ต่างพูดถึง จนทำให้แต่ละองค์กรต้องปรับตัว หากลยุทธ์เข้ามาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ หากเวลาเดียวกันนี้ ลึกเข้าไปในหัวใจของคนทำงาน-มนุษย์เงินเดือน พวกเขาเองก็ประสบกับความเครียดเฉพาะตัว ทั้งความกังวล ความไม่แน่ใจ และอีก ฯลฯ จากการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางวิธีจัดการความรู้สึกที่เป็นลบในหลากหลายวิธี  Relationflip คือหนึ่งในทางเลือกนั้น พวกเขาคือแพลตฟอร์มที่อาสาเป็นสื่อกลางให้ผู้รักษาและนักจิตวิทยาซึ่งมีในเครือข่ายกว่า 80 คน ได้พบกันผ่านการพูดคุยแบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งนั่นก็ช่วยให้คนทำงานในยุค Disruption ลดความวิตกกังวล ได้บ้าง

ถึงเช่นนั้น Relationflip ไม่ใช่ SE (Social Enterprise) น้องใหม่ หากแต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน จากนักออกแบบที่เห็นช่องว่างของปัญหา และพัฒนา  Web Application นี้ขึ้นมาจนทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งใน Social Enterprise หรือธุรกิจเพื่อสังคมที่เข้าโครงการ SET Social Impact ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“เรามีธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยเหลือคนในชุมชนชนบทมากมายแล้ว ทำไมจะมีเพื่อคนเมืองบ้างไม่ได้ แม้ชีวิตในกรุงจะมีเงินทองและความสะดวกสบายมากกว่าคนต่างจังหวัด ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขกว่า คนเมืองก็อาจต้องการความช่วยเหลือไม่ต่างกัน และถ้าเราป่วย เราก็มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลไว้ดูแลพนักงานแต่ในทางกลับกัน พนักงานในองค์กรมีความเครียด ความกดดัน Relationflip จึงเป็นแพลตฟอร์มด้านจิตวิทยาส่วนบุคคล ให้กับคนทำงาน” วินัดดา จ่าพา ผู้ก่อตั้ง Relationflip บอก

วินัดดา จ่าพา Founder Relationflip

เป้าหมายของ Relationflip คือการให้สมาชิกขององค์กรมีทัศนคติที่ดี มีความสุขในการใช้ชีวิต ซึ่งเมื่อพนักงานเหล่านั้นมีความสุขแล้ว พวกเขาก็จะเป็นพนักงานที่มีคุณภาพของบริษัทด้วย

แล้วอะไรล่ะ คือปัญหายอดฮิตของพนักงานในองค์กรเหล่านั้น ?

วินัดดา บอกว่า ในยุคที่แต่ละบริษัทต้องพบกับคำว่า Disruption ปัญหาที่พบบ่อยคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร โดยเฉพาะที่เกิดจากช่องว่างระหว่างวัย (Generation gap) อาทิ พนักงานที่เป็นเจเนอเรชั่น Y หรือกลุ่มคนมิลเลนเนียม มักมองว่าเจ้านายหรือผู้สูงอายุกว่าในองค์กรไม่เข้าใจตัวเอง มีระบบ ระเบียบที่มากเกินไป เกิดความรู้สึกว่าวัฒนธรรมขององค์กรปิดกั้นความสามารถของตัวเอง

“ขณะที่พนักงานที่เป็นผู้สูงอายุ จะเกิดความวิตกกังวล กลัวตัวเองว่าจะไม่ดีพอสำหรับการทำงานในยุคใหม่ บางคนถึงขนาดหมด Passion ในการทำงาน เพราะคิดว่า อีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณแล้ว ทำงานแล้วก็ไม่ก้าวหน้าอยู่ดี แต่ก็ไม่สามารถหาทางออกได้ เพราะต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มีค่าใช้จ่ายให้ต้องทนอยู่ต่อไป กลายเป็น Dead wood ที่ทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ”  

นักจิตวิทยาของ Relationflip จะค่อยๆชวนคุย และตั้งชุดคำถามเพื่อชวนคิดไปถึงต้นตอของปัญหา หาสาเหตุที่แท้จริงของความเครียด เพื่อให้เจ้าของเรื่องราวได้คิดและหาทางออกที่ตรงกับปัญหามากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะอยู่ในองค์กรเดียวกัน แต่หลากหลายคนก็มีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป

มากกว่านั้น Relationflip ยังประมวลและวิเคราะห์ Inside ของพนักงานเหล่านั้น ส่งกลับไปให้องค์กร ต่อยอดไปในลักษณะที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consultants) เพื่อหารูปแบบการทำงานที่สร้างความพึงพอใจและเป็นไปได้ทางธุรกิจ ให้องค์กรได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ให้องค์กรกะทัดรัดขึ้น สร้างจุดร่วมระหว่างพนักงานในแต่ละเจน

ลูกค้าส่วนใหญ่ของ Relationflip จึงเป็นแบบ B2B (Business-to-Business) โดยเฉพาะกับธุรกิจที่เกิดความเปลี่ยนแปลงสูง ถูก Disruption ทางเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค จนทำให้ทั้งองค์กรและพนักงานเกิดความเครียด ในขณะที่ต้องหาทางอยู่รอดให้ได้

“คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเครียดแล้วไปหาอะไรทำ ไปดูหนัง ฟังเพลง ซึ่งมันก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาที่สร้างความเครียดจริงๆมันไม่ได้ถูกแก้ไข บริการของเราคือการสืบค้นหาต้นตอปัญหานั้น แล้วชี้ให้ผู้รับบริการเห็นว่าอะไรเป็นปัญหา เช่น บางกรณีปัญหาของพวกเขาไมได้อยู่ที่บริษัทแต่อยู่ที่ปัญหาเศรษฐกิจ เงินไม่พอใช้ ก็ต้องมาสืบต่อว่า เขาเงินไม่พอใช้เพราะอะไร เพราะค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ เพราะสิ้นเปลือง และพวกเขาต้องทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานั้น”

ทั้งหมดคือการให้บริการเชิงป้องกัน เพื่อให้ Win-Win ทั้งองค์กรและพนักงาน เป็นแพลตฟอร์มเพื่อตอบสนองความต้องการในยุคที่อะไรก็ถูก Disruption ได้

เรื่อง: อรรถภูมิ อองกุลนะ

ภาพ : Relationflip, Shutter stock

กราฟฟิค: Bottom Line

บริการของ Relationflip คือการมีนักจิตวิทยาร่วมพูดคุยและหาสาเหตุความเครียดเพื่อกำจัดถึงต้นตอ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?