เหลือเงินพันเดียว กับครึ่งเดือน ทำยังไงดี?
  • Biz Life
  • Sep 16, 2019

ทุกต้นเดือนก็วนมาถึง เงินก้อนจิ๋วที่เป็นเหมือนลมเหมือนลมหายใจเหือกสุดท้ายกลับมาเต็มปอดอีกครั้ง 15 วันผ่านไป อนาคตเศรษฐีก็ดับวูบลงอีกครั้ง เมื่อเงินเดือนต้องผ่อนจ่ายเจ้าหนี้ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จ่ายบัตรเครดิต ส่งให้ครอบครัว รู้ตัวเหลือเงิน 1,000 บาทสำหรับชีวิตอีก 15-16 วัน

เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นได้สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อาจมีภาระต้องผ่อนชำระก้อนใหญ่ๆ บางอย่าง หรือประจันหน้ากับเหตุฉุกเฉินจนต้องเอาเงินเก็บไปใช้จนหมด

เรื่องเที่ยว ช้อปปิง หรือเปย์ใครคงไม่ต้องพูดถึง แค่ประคองชีวิตให้ถึงสิ้นเดือนกับเงิน 1,000 บาท โดยตั้งเป้าเอาตัวรอดด้วยตัวเองโดยไม่ต้องหยิบยืมคนอื่น

แม้จะฟังดูยากสุดๆ แต่เมื่อลองค้นหาคำแนะนำอินเทอร์เน็ตกลับพบหาหนทางเอาตัวรอดในงบ 1,000 บาท ภายในเวลาครึ่งเดือนหลากหลายวิธีอย่างน่าอัศจรรย์

ข้อมูลทั้งหมดรวบรวมจากกระทู้ดังที่ตั้งชื่อใกล้เคียงกับบทความเรื่องนี้ พร้อมคำแนะนำจากผู้รอดชีวิตที่เคยประสบกับเหตุการณ์นี้หรือใกล้เคียงมาก่อน โดยเน้นถึงการเอาชีวิตรอด ไม่นับรวมการผ่อนชำระหนี้สิน

สรุปรวมวิธีในการเอาตัวรอดจากวิกฤต ครึ่งเดือนกับเงินพันเดียว ได้ 3 แนวทางดังนี้

1) จำกัดวงเงินต่อวันอย่างเคร่งครัด งบ 1,000 หาร 15 วัน เฉลี่ยประมาณ 66 บาท แล้วใช้วิธีบริหารจัดการทั้งอาหาร และค่าเดินทางในวงเงินนี้

สามารถจัดสัดส่วนเงินสำหรับค่าเดินทางหรือค่าอาหารแบบใดก็ได้ แต่กฎเหล็กเพียงข้อเดียวคือต้องอยู่ในงบต่อวันเท่านั้น

สำหรับคนที่ต้องเดินทางไปทำงานไกลจากที่พัก ต้องใช้วิธีเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ และหันเผื่อเวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้นแทน เช่น การใช้บริการรถเมล์ การปั่นจักรยาน (ถ้ามี) หรือการเดินตามระยะทางที่เหมาะสม หรือถ้ามีเพื่อนที่สามารถไปทางเดียวกันได้ ลองขออนุญาตติดรถไปด้วยเป็นครั้งคราวตามสมควร เน้นว่าตามสมควร ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อวันได้ทีละเล็กละน้อยได้

ส่วนค่าอาหารเน้นการซื้อทีเดียว และแบ่งกินเป็นมื้อๆ หลายคนแนะนำให้ซื้ออาหารเจ้าที่ถูกที่สุด เจ้าที่คุยถูกคอมากที่สุด เผื่อฟลุ๊คได้ปริมาณที่มากขึ้น โดยแบ่งรับประทานเป็นมื้อเช้า และมื้อเที่ยง ส่วนมื้อเย็นพยายามรับประทานให้น้อยที่สุดเพราะเป็นมื้อที่จำเป็นน้อยที่สุด ช่วยประหยัดเงินได้อีกทาง

2) เตรียมอาหารในวงเงินจำกัด เช่น กำหนดค่าอาหารไว้ 500 บาทต่อเดือน ที่เหลือใช้บริหารการเดินทาง หรือใช้ในส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นได้อีก

โดยปกติ หากรับประทานอาหารแต่ละมื้อในร้านอาหารตามสั่ง ราคาเฉลี่ยอยู่ที่จานละ 40 บาท หรืออย่างถูกก็คือ ข้าวเหนียวหน้าหมูห่อละ 10-25 บาทที่บางครั้งเหมือนจะไม่อยู่ท้องเอาซะเลย ไม่ว่าจะซื้ออาหารแบบไหนก็ยังแพงไปอยู่ดี ชาวเน็ตเสนอวิธีเตรียมอาหารสำหรับครึ่งเดือนด้วยงบต่ำที่สุด 2 สูตรหลักๆ

2.1) สำหรับคนมีหม้อหุงข้าว มีตู้เย็น หรือเครื่องครัว ที่สามารถประกอบอาหารเองได้จะโชคดีกว่าคนไม่มีอยู่สักหน่อย เพราะมีทางเลือกหลายทาง ผู้รอดชีวิตแนะนำว่าลองใช้วิธีซื้อข้าวสาร(ที่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ) 3 กิโลกรัม ราคาประมาณ 30 บาท/กิโลกรัม รวมเป็นเงินประมาณ 90-100 บาทสำหรับหุงรับประทานเองทุกวัน ทุกมื้อ และต้องเตรียมอาหารห่อไปที่ทำงานด้วย

ส่วนกับข้าวแนะนำซื้อไข่ไก่ 2 แผง ราคาเฉลี่ยประมาณแผงละ 110-120 บาท 2 แผง คิดเป็นเงินประมาณ 220-240 บาท สำหรับคนที่ชอบความจัดจ้านเพิ่มความซี๊ดซ๊าดด้วยน้ำพริกสำเร็จรูป ราคาประมาณกระปุกละ 25-35 บาท ใช้ช้อนสะอาดตัดปิดฝาให้สนิทเก็บไว้กินได้ร่วมเดือน

สำหรับใครที่มีตู้เย็นลองหาซื้อผักตามตลาดที่ราคาไม่สูง และเก็บในตู้เย็นได้นานๆ แบ่งทำกินที 1 ส่วน 4 เช่น กะหล่ำ ที่สามารถต้มจิ้มกับน้ำพริกก็ได้ ผัดน้ำปลาก็ดี เติมวิตามินจากพืชในช่วงรัดเข็มขัดได้ หรือใครที่ที่พักอยู่ใกล้ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กแบรนด์ใดก็ได้ ช่วงหลัง 3 ทุ่ม ลองย่องไปที่ตู้แช่ของสด เราอาจจะได้พบอกไก่ หมูสับ หรือของสดอื่นๆ ในราคาสุดเป็นมิตรตั้งแต่หลัก 10-30 บาท ที่สามารถนำมาแบ่งทำเมนูต่างๆ ได้หลายมื้อ (แต่ต้องดูเรื่องวันหมดอายุให้แน่นอน) วิธีทั้งหมดทั้งมวลนี้สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับชีวิตของตัวเองได้เลย

2.2) สำหรับคนที่ไม่มีหม้อหุงข้าวหรืออุปกรณ์ในการทำอาหารจริงจัง ตัวช่วยคงหนีไม่พ้น การหาซื้ออาหารสำเร็จรูปที่ต้องอาศัยศิลปะในการเลือกสักนิด เช่น ตัวอย่างการจัดมื้ออาหารจากอดีตผู้ประสบวิกฤตที่น่าสนใจ คือ

  • ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซองพร้อมข้าวเปล่าห่อละประมาณ 10 บาท (2 ถ้วย) เก็บไว้กิน 2 มื้อ ซื้อกับข้าวถุงละ 25 ข้าว 5 บาท แบ่งกิน 2 มื้อ น้ำกดตู้ลิตรละ 1 บาท หรือถ้าอยู่ใกล้ๆ ห้างสรรพสินค้าจะลดราคาอาหารตอนดึกๆ ลด 50% เลือกที่ไว้กินเช้าได้
  • วันธรรมดา ข้าวใส่กล่อง ไข่ต้ม 1 ฟอง ซื้อแกง 1 ถุงกับข้าวเปล่า โดยแบ่งกิน 3 มื้อเล็กๆ มื้อเช้าไข่ครึ่งฟอง ราดน้ำแกง เก็บข้าวไว้ครึ่งหนึ่ง สำหรับช่วงเที่ยงกินไข่อีกครึ่ง พร้อมราดน้ำแกงที่เหลือ ช่วงเย็นกินเฉพาะข้าวราดน้ำแกง หรืองดไปเลยก็ตามสะดวก
  • ซื้อข้าวเปล่าแบ่งกิน 3 มื้อพร้อมกับอาหารแห้ง เช่น ปลาเล็กปลาน้อยทอดกรอบ น้ำพริกกระปุกแบบแห้ง ปลาเค็มแห้ง ที่สามารถแบ่งกินเป็นมื้อๆ ได้นาน โดยไม่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น

3) หางานพิเศษช่วงวันหยุด หรือเมื่อมีเวลาว่าง

การประหยัด และใช้เงินตามงบประมาณอันน้อยนิดที่มีอยู่เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่อีกหนึ่งทางที่ช่วยให้รอดได้คือการหา “เงินเพิ่ม” ในหลายๆ กระทู้ปรากฏคำแนะนำวิธีหาเงินเพิ่มมาใช้จ่ายในช่วงคับขันโดยไม่ต้องลงทุน เช่น

“ถ้ามีเวลาว่างแล้วไม่อาย เดินเก็บขวดพลาสติกเก่า ขวดเหล้า-เบียร์ หนังสือพิมพ์ กระดาษลูกฟูกเก่า มาขาย ได้ราคาดีนะครับ”

พอเห็นไอเดียนี้ ทำให้ลองค้นหาข้อมูลราคารับซื้อขยะต่างๆ พบว่าพอจะเพิ่มรายได้ในระดับหนึ่ง และมีความเป็นไปได้สูงหากมีแหล่งรับซื้อใกล้ที่พักหรือที่ทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปขายไกลๆ

จากการสืบค้นเรทราคารับซื้อของเก่ารายใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด เฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่น่าจะเพิ่มรายได้ เช่น ราคาขวดน้ำพลาสติกใส(PET) รับซื้อกิโลกรัมละ 7-9.5 บาท, พลาสติกขาวขุ่น รับซื้อกิโลกรัมละ 10-15 บาท, กระดาษหนังสือพิมพ์ รับซื้อกิโลกรัมละ 3.5-10 บาท เป็นต้น

หรืออีกหนึ่งไอเดีย คือการขายของเก่า ของตัวเอง ในโลกออนไลน์ ลองมองหาของมีค่าบางอย่างที่สามารถส่งต่อให้กับคนที่ต้องการได้ เช่น เสื้อผ้าของสาวๆ เสื้อบอล กระเป๋า รองเท้า หนังสือ ฯลฯ ผ่านเว็บไซต์หรือเพจต่างๆ ที่ไว้เป็นแพลตฟอร์มสามารถขายของที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนเพิ่มเติม นอกจากโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต (ถ้ายังไม่ตัดล่ะก็)

กุญแจสำคัญในการบริหารเงิน 1,000 บาท ก็แม้แต่จำนวนที่น้อยกว่านี้ คือการทำบัญชีรายรับรายจ่ายในเวลาคับขันนี้อย่างเคร่งครัด ไม่ให้ตกหล่นแม้แต่บาทเดียว เพื่อให้สามารถบริหารเงินที่มีอยู่ได้อย่างง่าย แถมยังช่วยสร้างวินัยในการใช้เงินได้ในทางอ้อม

นอกจากวิธีแบบจริงจัง ก็ยังมีไอเดียฮาๆ ที่ดูเหมือนจะช่วยให้รอดจากความหิวไปได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น “การแวะชิมอาหารในร้านซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนกลับที่พัก” “ขอข้าววัด แลกกับการช่วยพระท่านกวาดลานวัด” ฯลฯ

มากกว่าสารพัดเทคนิคเอาตัวรอดที่เอามาแชร์ หรือประสบการณ์การจากผู้ที่เคยประสบกับสถานการณ์เหล่านี้ สิ่งที่ได้อ่านในเนื้อหากระทู้คือกำลังใจที่หลายคนพยายามส่งให้กันและกันในตัวหนังสือ เพื่อให้คนที่กำลังฝ่าฝันกับวิกฤตการเงินของตัวเองไปได้อย่างราบรื่น แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนที่กำลังประสบปัญหาแบบเงียบๆ มีกำลังใจต่อสู้กับความยากลำบากนี้ไปได้อย่างไม่โดดเดี่ยว อย่างเช่นคอมเมนต์นี้ 

“ขอบคุณที่มาแชร์ให้ฟังค่ะ ทำให้รู้สึกฮึมเหิมกับชีวิตมากเลย คุณลำบากขนาดนั้น ยังผ่านมาได้ นับถือจิตใจที่เข้มแข็ง และทัศนคติการมองโลกที่ดีของคุณค่ะ”

“อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่า ตัวเองอย่าฟุ้งเฟ้อ ยังมีคนที่ลำบากกว่าเราเยอะ ขอบคุณที่ทำให้คิดได้ชม.ก่อนหน้านี้ยังคิดว่าจะซื้อนู้น นี่ นั่น ต่อจากนี้ไป ทำงานเก็บเงินเพื่อลูก สัญญากับตัวเอง ขอบคุณจริงๆ”

ในความเป็นจริง วิธีบริหารเงินที่จำกัดมากแบบนี้คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แต่หากมองอีกแง่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการบริหารเงินในจำนวนที่จำกัด ซึ่งหากสามารถฝึกให้บริหารจัดการเงินได้อย่างมีวินัย จะสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนหลุดจากวงจรเศรษฐีต้นเดือนได้

หลายสิ่งหลายอย่างในเรื่องนี้สะท้อนว่า การบริหารจัดการเงินนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเอามากๆ ไม่ว่าจะเงินจำนวนเท่าไหร่ก็ต้องบริหารจัดการทั้งสิ้น และเมื่อมีการบริหารจัดการที่ดีแล้ว จะนำไปสู่ทางออกที่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ และไม่กลับสู่วังวนทางการเงินที่โหดร้ายนี้อีก

การตั้งสติควบคู่กับบริหารที่ดีคือทางรอดของทุกความคับขันในชีวิต แม้แต่สถานการณ์ครึ่งเดือนกับพันเดียว

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์