5 วิธีคิดที่ทำให้การเงินชิบหาย
  • Biz Life
  • Nov 4, 2019

การเงินเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ใส่ใจบริหารเงินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าหามาใช้ตามใจตัวในแต่ละวัน

หนังสือ 25 วิธีคิดให้ชีวิตชิบหาย/ 25 วิธีคิดให้ชีวิตสบาย โดยทีมงานเงินติดล้อ ยก 50 พฤติกรรมการใช้เงินที่หลายคนอาจเผลอทำไปในบางครั้ง หรือยังทำอยู่ ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ว่านี่คือวิธีที่ทำให้การเงินพังไม่เป็นท่าในวันใดวันหนึ่ง พร้อมมุมมองใหม่ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของคุณสบายขึ้น

1) เงินในอนาคต ก็คือเงินเรา

เหตุผลความเชื่อแบบนี้ทำให้การเงินพังเพราะ “เงินอนาคตไม่มีจริง” การมองหาเงินเดือนหน้า เดือนถัดๆ ๆ ๆ ไป หรือโบนัส (ที่ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า) เงินที่จะถูกหวย เงินที่เพื่อนเคยยืม ซึ่งล้วนแล้วแต่เงินที่ไม่ได้อยู่ในกระเป๋าหรือบัญชีของเรา ณ เวลานี้ มาเป็นเหตุผลสนับสนุนการใช้จ่าย โดยเฉพาะการรูดบัตรเครดิต วิธีการแบบนี้นำไปสู่หายนะใหญ่ได้ง่ายมาก เพราะถ้าเราใช้เงินจำนวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้ พออนาคตมาถึง ก็ไม่เหลือเงินไว้ใช้ แล้ววังวนนี้จะเกิดขึ้นวนเวียนไม่รู้จบ

วิธีเดินทางออกสู่หนทางนี้ คือเลิกมองหาเงินในอนาคต และระลึกอยู่เสมอว่าการอยากใช้เงินไม่ใช่เรื่องผิด แต่การที่ผิดคือใช้เงินที่ไม่มีอยู่จริงโครมๆ บนความเชื่อว่านั่นคือเงินของเรา

2) จ่ายบัตรเครดิตแค่ขั้นต่ำก็พอ

“บัตรเครดิตมีไว้ผ่อน ถ้าจ่ายหมดก็ไม่ต่างอะไรกับใช้เงินสดสิ” ความเชื่อที่พาหลายคนเข้าสู่วงจรทาสบัตรเครดิตที่ทั้งเหนียวทั้งแน่นเหมือนกาวดักหนู

เพราะการจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ หรือ 10% ของวงเงินทั้งหมดที่ใช้เป็นจำนวนที่น้อยมาก ยิ่งนานวัน ยิ่งวงเงินใหญ่ ดอกก็ยิ่งพอกพูนไปตามเวลา กลายเป็นการผ่อนดอกเบี้ยไม่รู้หมด

คนที่ใช้บัตรเครดิตจึงควรปรับความคิดใหม่ โดยกฎเหล็กหลังจากการรูดอย่างเคร่งครัด นั่นคือ รูดเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น!

แล้วถ้ามีหนี้ค้างอยู่จะให้ทำยังไง?

หนึ่ง หยุดใช้บัตรเครดิตนั้นซะ หยุดรูดเพิ่ม แนะนำให้หยุดเดินห้างควบคู่ไปด้วย หยุดส่องของเซลล์ ของออนไลน์ให้ยั่วยวนใจ

สอง หากอยากออกจากวังวนทาสบัตรเครดิตไวๆ ให้จ่ายอย่างน้อย 30% ของยอดหนี้ เช่น หารายได้เสริมควบคู่ไปด้วย เช่น เอาของที่ช้อปมาจนท่วมบ้านมาโพสต์ขาย ท่องไว้ว่าจะเป็นไทแก่ตัวเองให้ได้ เก็บแรงแค้นเอาไว้ด้วยก็ดี จะได้ไม่ทำแบบนี้อีก

3) หมุน! คือการบริหารรายได้อย่างชาญฉลาด

“หมุนเงินคือทางสว่าง หมุนไปเรื่อยๆ เอาโน่นไปโปะนี่ เอานี่ไปโปะนั่นสบายตัวไปทุกเดือน”

ทักษะการหมุนที่หลายคนใช้เป็นประจำเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ไม่ใช่การบริหารการเงินอย่างที่ควรจะเป็น เพราะหากขาดรายได้ไปสักเดือนหรือมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินแบบกะทันหัน วงล้อเงินหมุนจะฝืดจนต้องหยิบยืม หรือใช้วิธีอื่นๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไปอีกเรื่อยๆ

ความเป็นจริงแล้วทุกคนสามารถบริหารรายได้ที่เหมาะสมได้ แต่ต้องอาศัยวินัยและเป้าหมายที่ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องมีวิธีที่ตายตัว

หนึ่งวิธีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้คือวิธี “แบ่งรายได้เป็น 3 กอง”

1. เงินออม 30% โดยนำเงินส่วนนี้ไปแบ่งสัดส่วนในการออมระยะสั้นเผื่อฉุกเฉินเช่นเงินฝาก หรือออมเพื่อการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคต

2. รายจ่ายประจำเดือน 45% คือค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ฯลฯ (ย้ำว่า ไม่รวมค่าช้อปปิงทั้งหลายแหล่)

3. ค่าใช้จ่ายประจำวัน 25% มีเท่าไหร่เอามาหารด้วยจำนวนวัน อยากช้อปปิงอะไรก็จัดสรรในกองเงินนี้

เคล็ดไม่ลับ 

  • เงินเดือนมากขึ้นก็ออมมากขึ้น
  • ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายจะได้รู้ว่าเงินหายไปไหนแน่
  • พยายามลดรายจ่ายนอกบ้าน ทำเองให้มาก สร้างโอกาสเก็บเงินที่มากขึ้น
  • มีสติให้มาก อดทนและอดกลั้น ต่อความอยากที่มากเกินความจำเป็นให้ได้

4) เพื่อนดีๆ มีไว้ยืมตังค์

ยืมตังค์เพื่อนเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราควรทำ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของเฟรนด์ชิบ...หายไปนักต่อนัก

หลายคนคิดว่าเพื่อนแท้ ต้องช่วยเหลือยามลำบากสิ!

หลายคนคิดว่ายืมเพื่อนดีที่สุด เพราะยืมนานแค่ไหนก็ไม่เสียดอกเบี้ย

แต่อย่าลืมมองว่าเรากำลังทำให้เพื่อนลำบากอยู่หรือเปล่า

การยืมตังค์เพื่อนอาจมีสาเหตุมาจากความฉุกเฉิน ความฟุ่มเฟือย หรืออะไรก็ตามแต่ แต่มาจากตัวเราเองทั้งนั้น ฉะนั้น ก่อนที่จะขอความช่วยเหลือเรื่องเงินจากใครๆ (โดยเฉพาะเพื่อน) ต้องพึ่งพาตัวเองให้ถึงที่สุดก่อน เช่นพยายามหารายเพิ่ม จัดสรรเงินใหม่ ลดการใช้จ่าย ฯลฯ

เพื่อนหาไม่ง่ายเท่าเจ้าหนี้ เมื่อคุณเปลี่ยนเพื่อนเป็นเจ้าหนี้แล้ว ในทางที่แย่ที่สุดคือกลับมาเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีกเลยก็เป็นได้

5) ออมเงินไปเพื่อ?

“ออมเงินก็คือไม่ได้ใช้เงิน แล้วจะหาเงินไปเพื่ออะไร” แนวคิดที่เปิดประตูสู่หุบเหวแห่งความว่างเปล่า ที่อาจจะไม่เห็นผลทันทีทันใด แต่จะสำแดงเดชช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือบั้นปลายชีวิตที่ไม่มีแรงหาแล้ว

ถ้าคุณไม่ใช่ลูกเจ้าสัวหรือลูกเศรษฐี อยากมีต้องรู้จักเก็บ คู่ไปกับการหา อย่างน้อยๆ 10% ของเงินเดือน ใครที่ไม่เคยทำได้เลย ลองฝากแบบขังลืมไปเลยก็ได้ หมดปีหยิบสมุดไปอัปเดตดูยอดเงิน แล้วจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก

ยิ่งเห็นเลข ยิ่งเกิดกำลังใจในการออม และอยากออมต่อเรื่อยๆ จากโรคกลัวการออม อาจเปลี่ยนเป็นโรคไม่ชอบใช้เงิน เพราะรู้สึกดีที่เห็นเงินสามัคคีเป็นกลุ่มเป็นก้อน

คำตอบของคำถามที่ว่า แล้วจะออมเงินไปเพื่ออะไร? คือชีวิตที่มีเบาะนุ่มๆ รองรับเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงิน เมื่ออยากลงทุนอะไรบางอย่างก็สามารถทำได้เพราะมีทุนสำรองในเหตุการณ์ฉุกเฉิน นอนหลับสบาย ไม่ต้องพะวงกับอนาคตแบบไร้จุดหมาย ที่สำคัญชีวิตคุณจะมีทางเลือกมากกว่า...เพราะมีทุน

“ล้างผลาญนั้นง่ายเกินไป เราไม่เอา เรามุ่งสู่หนทางแห่งชนกลุ่มน้อย (แต่ฉลาด) ตอนจบหัวเราะดังกว่า”

ที่มา: หนังสือ 25 วิธีคิดให้ชีวิตชิบหาย/ 25 วิธีคิดให้ชีวิตสบาย โดยทีมบรรณาธิการเงินติดล้อ

ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี เจ้าสัว เจ้าของกิจการ หรือมนุษย์เงินก็หนีการบริหารเงินส่วนบุคคลไม่พ้น แต่สิ่งที่ทำให้การเงินของแต่ละคน “พัง” หรือ “ปัง” ขึ้นอยู่กับ "แนวคิดในการใช้เงิน" ของคุณเอง

นักเขียนผู้มีใบผู้ประกาศการันตี สนใจเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับการเงิน และการลงทุน รวมทั้งพยายาม เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?