11.11 หลุมพรางคนช้อปเพลิน
  • Biz Life
  • Nov 8, 2019

โปรโมชันจากทั่วสารทิศพุ่งเข้าหาบรรดานักช้อปต่อเนื่องไม่หยุด ตั้งแต่ 9 เดือน 9 ยาวมาถึง 10 เดือน 10 ต่อมาถึง 11 เดือน 11 ที่จัดหนักจัดเต็มไม่แพ้โปรโมชันก่อนหน้า และแน่นอนว่าจะต่อเนื่องถึง 12 เดือน 12 ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นโปรฯ ส่งฟรี หั่นราคาเกือบครึ่ง จัดเซ็ตสุดคุ้ม แถมไม่อั้น นาทีทอง ฯลฯ ที่อยู่ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดัง เว็บไซต์แบรนด์ต่างๆ ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างอัดโฆษณาล่อตาล่อใจทั้งในโซเชียลมีเดีย ป้ายบิลบอร์ด วิดีโอและป้ายบนรถไฟฟ้า ที่วนเวียนอยู่ในหัวจนเกินจะอดใจไหว

“ซื้อแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าอยากได้แล้วไม่ได้ซื้อ” มุกตลกร้ายที่มีคนหยิบมาเป็นเหตุผล ที่มักมีการเงินพังๆ ตามมาทีหลัง ทว่า ไม่ใช่ทุกคนบนโลกจะสามารถเล่นมุกนี้ได้ โดยไม่ประสบปัญหาการเงินทีหลัง

แม้การทำโปรโมชันแบบนี้จะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคให้มีโอกาสเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ มากขึ้น แต่ถ้าไม่บริหารจัดการผลเสียก็จะเกิดขึ้นทันทีทันใด แบบไม่มีใครช่วยคุณได้เลย

ถ้าไม่อยากการเงินพัง ลองเลิก 4 พฤติกรรมที่นำไปสู่การละลายทรัพย์เกินกำลังของตัวเอง ดังต่อไปนี้

ไม่แบ่งสัดส่วนเงินช้อปปิง

สำหรับใครที่แบ่งเงินช้อปไว้อย่างเป็นสัดส่วน ไม่รบกวนเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้วคงไม่มีปัญหา และต้องขอปรบมือให้ที่สามารถบริหารเงินกับกิเลสได้อย่างลงตัว แต่สำหรับสาวกป้ายเซลล์ทั้งหลายกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น แถมยังมีพฤติกรรมตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

หลายคนใช้เงินก้อนเดียวในการใช้จ่ายทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ช้อปปิง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง จิปาถะ โดยไม่เคยแบ่งสัดส่วนความสำคัญของเงินเป็นกิจลักษณะ

เมื่อเทศกาลที่แสนอบอุ่นใจมาถึง ก็ทุ่มเงินส่วนใหญ่ของรายได้ไปกับสินค้าลดราคาที่ดาหน้ามาให้เลือกซื้อพร้อมโปรโมชันจนเลยเถิดไปถึงเงินส่วนอื่นๆ ที่จำเป็น

ทางแก้ที่รัดกุมที่สุดของปัญหา “ใช้เงินเพลิน” คือการบริหารการเงินขั้นพื้นฐานด้วยการแบ่งสัดส่วนเงินก่อนใช้อย่างชัดเจน เช่น แบ่งเงินเป็น 4 กอง กองแรกสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กองที่ 2 จัดการหนี้สิน กองที่ 3 เก็บออม-ลงทุน และกองที่ 4 สำหรับใช้ฟุ่มเฟือยสนองความสุข

และไม่ว่าโปรโมชันจะแรงแค่ไหน กฎเหล็กของการช้อป คือการห้ามใช้เงินช้อปเกินวงเงินกองที่ 4 ที่แบ่งไว้โดยเด็ดขาด

ไม่แค่คุณคนเดียวหรอกที่รู้สึกทรมานจากการช้อปในวงเงินที่จำกัด แต่ถ้าคุณค่อยๆ ฝึก และทำจนเป็นนิสัย ช่วงหลังๆ มันจะกลายเป็นนิสัยในการใช้เงินที่ดีได้ในอนาคตที่คุ้มค่ากว่าการได้ของที่อยากได้ในถูกๆ เสียอีก

ไม่ทำรายรับรายจ่าย

ภัยแฝงที่มากับการช้อปเพลินจนช็อต คือการไม่รู้ว่าหมดเงินไปกับอะไรบ้าง

หลายคนติดพฤติกรรม ซื้อของราคาไม่สูง ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ แต่ซื้อซ้ำแทบทุกวันที่มีโปรอย่างมันมือ โดยไม่เคยรับรู้ว่าเราเสียเงินไปกับอะไรบ้าง จนกระทั่งตัวเลขเงินในบัญชีส่งสัญญาณเตือน

แน่นอนว่า การทำรายรับรายจ่าย ไม่ได้ช่วยทำให้คุณช้อปสบายขึ้น แต่จะทำให้คุณรู้ว่าเงินหายไปกับอะไรบ้าง แล้วพอจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่ควรลด

หลายคนอาจอ้างว่า “ไม่มีเวลา” แต่เชื่อเถอะว่าความเป็นจริงการทำรายรับรายจ่ายไม่ได้ยากขนาดนั้น อาจเป็นการโน้ตสั้นๆ ในโทรศัพท์มือถือทุกๆ วัน ที่สามารถทำได้แม้แต่ระหว่างทำธุระในห้องน้ำ และถ้าคุณทำจนเป็นนิสัย สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้รับแน่ๆ จากการทำรายรับรายจ่ายคือความรู้สึกยับยั้งชั่งใจที่เพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่จะจ่ายเงินออกไป เพราะคุณอาจรู้สึกผิดเล็กๆ ทุกครั้งที่ต้องมาลงรายรับรายจ่ายจากการใช้เงินไปในสิ่งที่รู้ว่าไม่จำเป็นครั้งแล้วครั้งเล่า

รูดก่อน ผ่อนทีหลัง

“บัตรเครดิต” คือเครื่องมือทางการเงินยอดฮิต ที่มักถูกนำมาใช้แบบผิดๆ ในช่วงเทศกาลหั่นราคาแบบนี้

จุดประสงค์จริงๆ ของบัตรเครดิตคือการใช้วงเงินเครดิตก่อนจ่ายปิดยอดทั้งหมดเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามประสาคนมีเครดิต ในทางตรงกันข้ามหลายคนใช้บัตรเครดิตเป็น "เงินกู้" โดยใช้วิธีรูดก่อน ผ่อนทีหลัง เพราะตังค์ไม่พอ แต่ใจมันรอไม่ได้

พฤติกรรมการใช้เงินแบบนี้ คือหนทางสู่หายนะที่มีอัตราเร่งที่เร็วที่สุด เพราะนอกจากผ่อนราคาของแล้วยังต้องผ่อนจ่ายดอกเบี้ยไปในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะคนที่รูดวงเงินใหญ่ แต่มีกำลังจ่ายแค่ขั้นต่ำ ถึงเวลาเทศกาลลดราคาครั้งใหม่เวียนมาถึงก็หยิบขึ้นมารูดใหม่แล้วผ่อนต่อ วงเงินทับถมเป็นภูเขาหนี้ไม่รู้จบ เพียงเพราะห้ามใจตัวเองไม่ไหว

หนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเราใช้บัตรเครดิตอย่างฟุ้งเฟ้อ คือ “ความคิด” โดยมักหาเหตุผลมาสนับสนุนตัวเองว่าของที่ลดราคามันดียังไง ดีแค่ไหน เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่จะป้องกันการเกิดภูเขาหนี้เหล่านี้ได้ ก็คือการเปลี่ยน “ความคิด”

โดยต้องทบทวนกับตัวเองอย่างถี่ถ้วนว่าของที่กำลังจะซื้อจำเป็นไหม ไม่ซื้อแล้วส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราไหม ซื้อของนี้แล้วจะมีเงินพอใช้ไหม ซื้อของชิ้นนี้แล้วจะทับซ้อนกับของที่เคยมีไหม ฯลฯ หรือในทางที่ง่ายที่สุดคือเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “ไม่มีเงิน ไม่ต้องซื้อ!”

เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้

หลายคนไม่ใช่แค่อยากได้ของมาใช้ แต่ชอบซื้อของ หรือชอบโชว์ของ เช่น เพื่อนมีเราต้องมีบ้าง ข้างบ้านใหญ่เรามีใหญ่กว่า เข้าข่าย “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” ซึ่งเป็นพฤติกรรมนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะช่วงที่มีโปรโมชันหนักๆ หรือมีสินค้ารุ่นพิเศษออกใหม่ จะต้องโพสต์ภาพช้อปปิงลงในโซเชียลมีเดียขำๆ พร้อมแคปชันที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความรวยให้เพื่อนอิจฉาเล่นๆ ฯลฯ

ช่วงแรกอาจจะดูเท่เพราะมีกำลังซื้อของได้เท่าที่ใจต้องการ แต่ถ้าคุณไม่รวยจนเหลือใช้ไปทั้งชาติ หลังจากความเท่จบลงคุณอาจเป็นเหยื่อของวงจรหนี้จากสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ที่ไม่เท่เอาซะเลย

“สติ” จึงเป็นทางเดียวที่ลดการก้าวขาสู่หุบเหวการเงินพัง ลองตั้งตนเป็นฝ่ายค้านจิตใจตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อหรือเปย์เงินให้คนอื่น 

การสร้างความสุขผ่านการซื้อของไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าช้อปเพลินจนลืมนึกถึงการบริหารจัดการเงินล่ะก็ คุณอาจตกหลุมพรางและติดกับดักทางการเงินที่ทรมานกว่าการอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่กำลังหลอกล่อเงินในกระเป๋าคุณในตอนนี้ก็ได้

นักเขียนผู้มีใบผู้ประกาศการันตี สนใจเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับการเงิน และการลงทุน รวมทั้งพยายาม เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง