ถอดรหัสธุรกิจ "โอ๊ต ปราโมทย์"  ในฐานะกรรมกรสร้างสุข
  • Biz Life
  • Jul 1, 2019

มุขตลก ปากร้าย หรือแม้แต่ 'ความถ่อย' ที่ปรากฏอยู่ในแวดวงบันเทิง น่าจะกลายเป็น 'ภาพจำ' สำหรับใครหลายคนเมื่อได้ยินชื่อ โอ๊ต - ปราโมทย์ ปาทาน วันนี้ นอกเหนือจากบทบาทของศิลปิน พิธีกรมากฝีมือ หรือความเป็นเอ็นเตอร์เทรนเนอร์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในตัว หมวกอีกใบที่เจ้าตัวหยิบมาใส่ก็คือ ผู้บริหาร ผู้ปลุกปั้น บริษัท โคตรคูล จำกัด โปรดักซ์ชันเฮ้าส์เจ้าของรายการในยูทูบว์ชาแนล

ตลอดปีกว่าๆ ของการออนแอร์ โคตรคูล ที่ประกอบไปด้วย คนหน้าหมี, หมีพาซิ่ง, จีบหนูหน่อยหนูอ่อยไม่เป็น ฯลฯ ซึ่งมีคน subscribe มากกว่า 8 แสนคน ถ้าถามโอ๊ต เขายอมรับตามตรงว่าไม่รู้...

“ผมไม่รู้ว่ามันเป็นยอดที่เร็วหรือช้า แต่รู้ว่ากำลังเติบโตไปในทิศทางที่เราอยากให้มันเติบโต"

จะเอาฮา เอาถ่อย เอาสาระ หรือเอาไว้ด่าก็ตาม แต่มันก็การทำงานที่เจ้าตัว และทีมงานตั้งใจอยากให้ออกมาแบบนั้น รวมทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ทุกคนภายในบริษัทก็ต่างน้อมรับ

"อย่างการให้ระมัดระวังเรื่องเหล้าเบียร์ หรือกรณีที่ไปถ่ายที่ญี่ปุ่นแล้วติดหน้าคนญี่ปุ่น หรืออะไรก็ตามจะรับฟังปัญหานั้น พูดคุยกับทีมงานแล้วแล้วนำมาแก้ไขใน EP ต่อ ๆ ไป"

เพราะทุกอย่างเกิดจาก “ความชอบ-ความสนุก” มันจึงกลายเป็น key to success ของการรันรายการ และออฟฟิศควบคู่กันไป

“เราถูกสร้างมาเพื่อกรรมกรในการสร้างความสนุกให้กับคนอื่น เราก็จะทำความสนุกต่อไป จะไม่ฝืนตัวเอง จะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าไปออกกองแล้วไม่สนุกมันก็จะไม่สนุก เราฝืนมันไม่ได้มันคือความจริง ถ้าเราทำงานด้วยความสนุก ในออฟฟิศก็สนุก บรรยากาศในการทำงานดี ออกกองดี เอามาตัดต่อดี key to success คือความสนุกเท่านั้น”

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หมวกใบล่าสุดที่เขาเลือกมาสวมนั้น เปลี่ยนชีวิตตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง จากที่ตื่นขึ้นมาดูตารางงานว่า มีคิวร้องเพลง ถ่ายรายการ หรืองานพิธีกรที่ไหน แล้วโฟกัสกับงานนั้นให้ดีที่สุด กลายมาเป็นต้องใช้เวลาตี 3 ตี 4 นั่งตรวจรายการ แก้งาน ก่อนตื่นเช้ามาดูรายการ เช็ค subscribe ของแต่ละตอนว่า ผลตอบรับที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีคนดูหรือคน subscribe มากน้อยแค่ไหนในทุก ๆ วัน

เขายอมรับตามตรงว่า เก้าอี้ผู้บริหารตัวนี้ทำตัวเอง ‘ขาดทุน’ มหาศาล

"อย่างแรกคือ ‘พลังชีวิต’

การเป็นเจ้าของบริษัทเหนื่อยมากขึ้นมหาศาล จากที่เคยทำงานคนเดียว ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ กลายเป็นต้องทำเพื่อคนอื่น ต้องคิดเสมอว่าจะต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานเท่าไหร่ในทุกๆ เดือน

‘สุขภาพ’ ก็เสื่อมลงอย่างรวดเร็วแทบไม่รู้ตัว

ในหนึ่งเดือนจะรับงานร้องเพลงประมาณ 10 งาน ที่เหลืออีก 20 วัน ทุ่มให้กับรายการในบริษัทของตัวเองรวมถึงงานอีเวนท์ต่างๆ ทำให้กลายเป็นคนที่ทำงานแบบไม่มีวันหยุดมา 3 ปีเต็ม

เวลาทำงาน เวลาน้อย ทำให้ห่าง ‘คนใกล้ตัว’ มีเพื่อนฝูงลดลง

ได้เจอเพื่อนเฉพาะเวลาที่เราทำงานด้วยกัน ไม่ได้มีโอกาสไปสังสรรค์กับเพื่อน ไม่ได้เที่ยวกลางคืน แต่โอ๊ต ปราโมทย์ ไม่เที่ยวกลางคืนอยู่แล้วนะจ๊ะ (หัวเราะ) รวมถึงมีโอกาสสังสรรค์กับคนที่บ้านน้อยลงเยอะมาก"

ขณะเดียวกัน ความสุขที่ได้รับกลับมาก็ถือเป็น ‘กำไร’ ที่กำลังออกดอกออกผล

“สิ่งที่มาเติมไฟให้ผมคือสิ่งที่เราคิดต่อไปเรื่อยๆ ว่าเราจะทำเพื่อคนอื่นทำยังไงได้บ้าง แบบที่ไม่ได้ให้เรารวยคนเดียว ได้ทำเพื่อคนอื่นบ้าง น้องๆ ทุกคน บางวันก็เหนื่อยมากเลย แต่พอตื่นมาก็ต้องทำงานเพื่อให้น้องๆ เห็นว่าเราขยันนะ เรายังไม่หยุดเลย ทุกคนก็จะมีกำลังใจว่าอย่างน้อยเดือนนี้พี่โอ๊ต คงมีเงินเดือนจ่ายเราแน่นอนแหละ (หัวเราะ)"

นั่นก็เพราะเป็นความตั้งใจที่จะ ‘ทำเพื่อคนอื่น’ ของตัวเขาเอง

“สิ่งที่เราต้องการก็มีแล้ว เงินทองเหลือเฟือ เมียลูกก็ไม่มี ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้หายเหนื่อยได้คือเห็นคนอื่นมีความสุข เห็นน้องๆ หรือเห็นใครที่อยู่ข้างๆ เราแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ ทุกอย่างบนโลกใบนี้มันไม่มีอะไรจีรังชีวิตคนเราชื่อเสียงมันมีขึ้นมีลง มันคืออนิจจัง เราเห็นพี่ๆ ดาราสมัยก่อนที่แบบแก่ตัวไปแล้วก็รู้สึกว่าอีกหน่อยเราก็เป็นแบบนี้ฉะนั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็คือก็ทำเพื่อคนอื่น สอนคนอื่นว่าต้องทำเพื่อคนอื่นต่อไป ”

ความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ไม่ยอมแพ้ และเทคนิคการบริหารคน ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กจาก ‘แม่’ ผู้เป็นไอดอล

“แม่ผมไม่ต่างจากผมเลย แม่ผมทำงาน ตอนนี้อายุ 72 นอนเที่ยงคืน ตื่น 6 โมงเช้าทุกวัน ขับรถกระบะเองเก็บกล้วยไม้ ไปถางหญ้า ไปขายของศาลพระพรหม นี่คือต้นแบบในการที่เราเห็นว่าเขาทำงานมาตลอด มันเป็นพันธุกรรม”

โอ๊ต เล่าว่าครอบครัว ‘ปาทาน’ เป็นครอบครัวที่บ้างานขั้นสุด ที่บ้านทำทั้งธุรกิจร้านอาหาร เช่น สวนกล้วยไม้ อพาร์ตเมนต์ โต๊ะสนุกเกอร์ ขายดอกไม้ที่ศาลพระพรหม ฯลฯ

ทั้งคุณแม่ และพี่ชายทำงานหนักและมีวิธีบริหารธุรกิจตามสไตล์ของแต่ละคน นานวันเข้าวิธีการบริหารของทุกคนในบ้านที่โอ๊ตเห็นมาตลอดก็ถูกนำมาปรับใช้กับการบริหารบริษัทของตัวเอง

หนึ่งในนั้นคือการทำงานเสมือนเป็นพี่น้อง ใช้ชีวิตเสมือนคนครอบครัว ที่มีส่วนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เคารพทุกความคิดเห็นที่นำไปสู่งานที่มีประสิทธิภาพ

“ผมพยายามไม่เป็นเจ้านายแบบที่เราไม่ชอบ ชาแนลคือตัวตนของเรา มันเติบโตจากทีมงานที่เชื่อในกัน ทำงานแบบให้เกียรติกัน เก่งทุกคน”

ความพยายามบริหารบนจุดตัดเรื่อง ‘งาน’ กับ ‘ชีวิต’ ทำให้ธุรกิจจึงไม่ได้ชี้วัดด้วยกำไรหรือขาดทุน แต่เป็น ‘ความสุข’ จากการทำเพื่อคนอื่นบ้าง

“การที่เราเห็นคนอื่นที่เราสนับสนุนประสบความสำเร็จมันเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้นถ้าใครไม่เคยลองมาลอง คุณอาจจะไม่ได้อะไรกับมันเลยก็ได้แต่ผมเชื่อเสมอว่าสิ่งที่เราทำทุกอย่างบนโลกใบนี้ ทุกอย่างที่เราทำ มันเกิดออกดอกออกผลเสมอ ไม่ว่าจะด้วยทางใดทางหนึ่ง”

เพราะทุกอย่างเกิดจาก “ความชอบ-ความสนุก” มันจึงกลายเป็น key to success ของการรันรายการ และออฟฟิศควบคู่กันไป

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?