หวาน แพง อ้วน เทรนด์ที่ไม่ได้ไปต่อในปี 2020
  • Biz Life
  • Aug 27, 2019

อาหารและเครื่องดื่ม เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราตั้งแต่เกิดจนตาย และระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งเหล่านี้ก็คงยังทำหน้าที่ของตัวเอง และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนเดินทางมาถึงเทรนด์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องฉุกคิด

หวาน

อินฟอร์มา มาร์เก็ต เปิดเผยข้อมูล เทรนด์อาหารที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 ว่าในอุตสาหกรรมอาหารจะมีการใช้วัตถุดิบที่มาแรง และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ดังนี้

- โปรตีนแทนเนื้อสัตว์ และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่

- ลดน้ำตาลเพิ่มความหวานที่ดีต่อสุขภาพ

- อาหารพร้อมรับประทานเพื่อสุขภาพ

- อาหารสำหรับผู้สูงอายุ และโภชนาการแบบเฉพาะบุคคล

- วัตถุดิบและส่วนผสมท้องถิ่น

- เครื่องดื่มสีใส แต่งกลิ่น แต่งรส ดื่มแล้วสดชื่น

- ดื่มเพื่อสุขภาพ (บำรุงสมอง เสริมการทำงานลำไส้ และเพิ่มความงาม)

- น้ำดื่มบรรจุขวด และน้ำมะพร้าว

- การแปรรูปแมลง

เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มในปีหน้ามีแต่คำว่า “สุขภาพ” เต็มไปหมด สะท้อนความนิยมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและในอนาคตอันใกล้ว่าคนไทยหันมาให้ความสนใจกับอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น

หนึ่งในเทรนด์รักสุขภาพที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันพักใหญ่ คือ “ความหวาน” ที่หลายคนกำลังติดกับ บางคนถึงขั้นโงหัวไม่ขึ้นกันเลยทีเดียว

ความหวานแทรกซึมในชีวิตคนเราหลายรูป ชานมไข่มุกเม็ดหนุบหนับ น้ำผลไม้สำเร็จรูปแสนสดชื่น ขนมหวานละมุนลิ้น ฯลฯ ทว่าอาหารและเครื่องดื่มแสนอร่อยเหล่านี้ กลายเป็นภัยมหันต์ต่อสุขภาพ จนหลายหน่วยงานลุกขึ้นมารณรงค์การลดอาหารหวาน เสนอวิธีออกกำลังกายง่ายๆ ไปจนถึงการการประกาศเก็บภาษีความหวานเพิ่มขึ้น!

แพง

กรรมสรรพสามิตออกมาประกาศเก็บภาษีความหวานอัตราใหม่ เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหลายตัวขยับราคาขึ้นตามมา

สำหรับอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีความหวานรอบใหม่นี้ จะคิดในอัตราต่อ 100 มิลลิกรัม คือ ปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัม จะไม่ต้องเสียภาษี, ปริมาณน้ำตาล 6-8 กรัม เสียภาษี 0.30 บาท/ลิตร, ปริมาณน้ำตาล 10-14 กรัม เสียภาษี 1 บาท/ลิตร, ปริมาณน้ำตาล 14-18 กรัม เสียภาษี 3 บาท/ลิตร และเกิน 18 กรัม เสียภาษี 5 บาท/ลิตร

แล้วภาษีความหวานเกี่ยวกับเรายังไง?

เมื่อลองจับขวดพลิกดูน้ำอัดลมสีสดใสในมือเรา พบว่า น้ำอัดลมปริมาตร 500 มิลลิลิตร มีน้ำตาลถึง 53 กรัม ชาเขียวบรรจุขวด 445 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 20 กรัม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเข้าเกณฑ์ตามการเก็บภาษีความหวาน เครื่องดื่มเหล่านี้ต้องปรับราคาขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้บางแบรนด์ได้ปรับราคาขึ้นแล้ว

จากการสำรวจราคาเครื่องดื่มของสปริงนิวส์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2562 พบว่าโค้ก และเป๊ปซี่ขวดพลาสติกใสขนาด 330 มล. ปรับขึ้นจากเดิม 10 บาท เป็น 12 บาท ส่วนขวดขนาด 450 มล. ปรับขึ้นจากเดิม 12 บาท เป็น 15 บาท และขวดขนาด 590 มล. ปรับขึ้นจากเดิม 15 บาท เป็น 17 บาท ยกเว้นขนาด 1.2 ลิตร ที่ยังจำหน่ายอยู่ในราคา 30 บาทเท่าเดิม เช่นเดียวกับน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลซึ่งยังขายราคาเท่าเดิมทั้งขวดขนาด 330 มล. ขายราคา 10 บาท และขวดขนาด 450 มล. ขายราคา 12 บาท

สำหรับเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่เป็นน้ำสี อาทิ แฟนต้ารวมถึงสไปรท์ บรรจุขวดพลาสติกใสขนาด 330 มล. มีการปรับขึ้นจากเดิม 10 บาท เป็น 12 บาท ส่วนขวดขนาด 450 มล. ปรับขึ้นจากเดิม 12 บาท เป็น 15 บาท และน้ำมะนาวโซดา ขนาด 400 มล. ปรับขึ้นจากเดิม 15 บาท เป็น 17 บาท

และแน่นอนว่าไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ ในอนาคตอันใกล้แบรนด์อื่นๆ ที่เหลือ มีแนวโน้มจะปรับราคาขึ้นในช่วงที่ประกาศเริ่มเก็บภาษีความหวานอัตราใหม่เช่นกัน

อ้วน

แค่ราคาขึ้นก็เจ็บปวดใจแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าราคาน้ำหวาน น้ำอัดลม และน้ำสีเหล่านี้ คือประเด็นเรื่องสุขภาพของคนไทยที่รับประทานอาหารรสหวานในปริมาณมากเป็นสาเหตุของโรคอ้วน คำแสลงที่ไม่ม่ใครอยากถูกเรียก และไม่ควรเอาไปเรียกใคร แต่มันเป็นสาเหตุของหลายโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพโดยรวม และการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น

หัวใจ ไขมันอุดตันในหลอดเลือด ทำให้หัวใจต้องสูบฉีดแรงขึ้น

ตับ ไขมันช่องท้อง ขัดขวางการเผาผลาญน้ำตาลในเซลล์ตับ จึงต้องทำงานหนักมากขึ้นในการผลิตอินซูลิน

สมอง ไขมันสะสมตามผนังเส้นเลือด เกิดโรคเส้นเลือดในสมองตีบและอาจเสียชีวิตกะทันหันได้

ปอด ไขมันช่องท้องเพิ่มขึ้น ทำให้ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ส่งผลให้ระบบหายใจผิดปกติ

ถุงน้ำดี ไขมันช่องท้องทำให้น้ำดีมีภาพข้น และเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

หัวเข่า ไขมันช่องท้อง และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น เกิดข้อเข่าเสื่อม

หลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลโรคภัยมากมายที่ซ่อนตัวมากับความหอมหวาน และสดชื่น ถูกตีแผ่ออกไปในวงกว้าง จนเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์รักสุขภาพ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากๆ ในเวลานี้ สะท้อนจากกิจกรรมที่ปรากฏของเหล่าเซเลปคนดังในโซเชียลมีเดีย ทั้งการออกกำลังกาย การดูแลตัวเอง ไปจนถึงการดูแลตัวเองด้วยการเลือกอาหารการกินที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ สสส. เปิดเผยถึงรายงานระดับโลกชิ้นใหม่เรื่อง “Health Taxes to Save Lives: Employing Effective Excise Taxes on Tobacco, Alcohol, and Sugary Beverages” หรือ “ภาษีสุขภาพเพื่อปกป้องชีวิต : การใช้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มผสมน้ำตาลอย่างมีประสิทธิภาพ” จัดทำโดยคณะทำงานพิเศษว่าด้วยนโยบายการคลังเพื่อสุขภาพ มูลนิธิบลูมเบิร์ก สหรัฐอเมริกา ปรากฏข้อมูลโน้มไปในทิศทางที่ประเทศไทยกำลังทำ

คือประเทศเม็กซิโกมีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลที่ให้ผลลัพธ์น่าสนใจ ซึ่งพบว่าในปี 2557 มีการจัดเก็บภาษี 0.064 เหรียญสหรัฐต่อลิตร ทำให้ผู้บริโภคน้ำอัดลม และเครื่องดื่มผสมน้ำตาลลดลงได้ 16% นอกจากนี้ยังพบว่ารัฐสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นซึ่งคิดเป็น 25% ของค่าใช้จ่ายที่เกิดจากโรคอ้วน

การขึ้นภาษีน้ำตาลในบริบทนี้จึงไม่ได้เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหารที่ผสมน้ำตาลในปริมาณสูง แต่เป็นแนวทางสร้างอุปสรรคเล็กๆ ของคนไทยให้ฉุกคิดถึงโทษของน้ำตาลที่มากับความหอมหวานทุกรูปแบบเพื่อป้องกันตัวเองจากโรคภัยที่จะตามมาแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนมุมของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอาหารเอง เทรนด์เหล่านี้ก็เป็นโอกาสในการผลิตสินค้าที่หลากหลาย และตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ซึ่งเป็นช่องทางสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยได้เช่นกัน

สายหวานกำลังจะเอ้าท์ เมื่อเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเบียดขึ้นแท่นในปี 2020

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?