Circular Economy ธุรกิจ(ต้อง)รักษ์โลกได้ไปต่อ
  • Biz Life
  • Sep 2, 2019

ถ้าปี 2050 มีขยะทะเลมากกว่าปลาอย่างที่นักชีววิทยาได้คาดการณ์ไว้

ถ้าปี 2050 เกิดความหิวโหยขึ้นทั่วโลกเพราะปลาหมดทะเล จะทำอย่างไร

การคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้าที่เป็นผลกระทบจากพฤติกรรมของคนเรา แนวคิดเรื่อง Circular Economy หรือ เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน จึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน 

จะเปลี่ยนโลกทั้งใบ หรือ เป็นกระแสชั่วคราว นั่นคือคำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นในใจของหลายๆ คน สำหรับ ดร.ณัฐพงค์ นิธิอุทัย ผู้ก่อตั้ง ทะเลจร และกลุ่ม Trash Hero ปัตตานี ชวนเปรียบเทียบถึงระยะเวลากว่า 4.6 พันล้านปีของโลกใบนี้ หากลองเทียบบัญญัติไตรยางค์ สมมติว่าโลกมีอายุเป็น 4.6 ปี มนุษย์เพิ่งเกิดมาเมื่อ 2 ชั่วโมง และอุตสาหกรรมเพิ่งเกิดได้แค่ 5 นาที แต่ปัจจุบันทรัพยากรถูกใช้ไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสะท้อนว่าการใช้ทรัพยากรแบบใช้แล้วหมดไปนั้นไร้ซึ่งประสิทธิภาพ และควรเปลี่ยนการบริหารจัดการทรัพยากรเสียใหม่

แนวคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรจึงเริ่มถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดขององค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เมื่อไม่กี่ปีมานี้กระแสการทำธุรกิจที่คำนึงถึงการบริหารทรัพยากรที่คุ้มค่ากว่าที่เคย กลายเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นมา หมายถึงการนำของเหลือใช้จากกระบวนการผลิต หรือแม้แต่ขยะจากซอกมุมต่างๆ ของโลกมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ที่มาจากธรรมชาติ 

นี่ถือเป็นเทรนด์ที่ระดับโลกตื่นตัวทั้งภาครัฐ และหลายองค์กรภาคเอกชนหลายแห่งลุกขึ้นมาจัดสรรทรัพยากรของตัวเอง ในรูปแบบที่ต้องการ และสอดคล้องกับธุรกิจเดิมที่ไม่ว่าจะแบนด์ระดับโลก หรือแบนด์ไทยกำลังทำอยู่ในตอนนี้  

เกือบไร้ค่า สร้างราคา

 ที่มาภาพ: Bottom Line

เพิ่งปิดการสั่งจองไปหมาดๆ สำหรับ รองเท้าแตะ KHAYA (ขยะ) ผลิตภัณฑ์รองเท้าแตะหูคีบที่หลายคนคุ้นเคยกับพื้นรองเท้าหลากสีสันทำมาจากขยะรองเท้าริมหาดจำนวนมหาศาลที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ภายใต้ความร่วมมือของ “นันยาง” และไอเดีย upcycling ของ “ทะเลจร” ความพิเศษของรองเท้าคู่นี้คือการทำนำขยะซากรองเท้าริมหาดมากกว่า 5 กิโลกรัม มาผลิตรองเท้า 1 คู่ โดยหลังจากที่เปิดให้สั่งจองเป็นเวลา 9 วันเต็ม มีการสั่งผลิตรองเท้ามากถึง 27,886 คู่ คิดเป็นปริมาณขยะริมหาดที่ย่อยสลายไม่ได้มากกว่า 139,430 กิโลกรัม

ที่มาภาพ: เว็บไซต์ PRADA 

ไอเดียการนำขยะที่สร้างปัญหาให้ระบบสิ่งแวดล้อมมาผลิตสินค้านั้น แบรนด์ระดับโลกอย่าง PRADA ก็ได้ออกคอลเลกชันใหม่ที่ผลิตมาจาก “ขยะใต้ทะเล” ผลิตกระเป๋าจากขยะพลาสติกอย่างแหจับปลา หรือเส้นใยสิ่งทอต่างๆ ที่นอนจมอยู่ก้นทะเลภายใต้คอลเลคชัน ‘Re-Nylon’ ซึ่งนำขยะมาเข้ากระบวนการเปลี่ยนพลาสติกมาเป็นไนลอน Econyl ทดแทนการใช้ไนลอนบริสุทธิ์ทั้ง กระเป๋าสะพายหลัง, กระเป๋าเข็มขัด และกระเป๋าสะพายไหล่ ซึ่งมีหน้าตาไม่ต่างกับกระเป๋ารุ่นอื่นๆ พร้อมทั้งตั้งเป้าว่าภายในปี 2021 จะหันมามาใช้พลาสติกรีไซเคิลในลักษณะเดียวกันนี้ในทุกผลิตภัณฑ์อีกด้วย

 ที่มาภาพ: QUARTZ

ฟากสตาร์ทอัพจากสวีเดน Vélosophy ยังออกมาเปิดตัวจักรยานรุ่นพิเศษ ที่ทำมาจาก แคปซูลกาแฟแบบช็อตของ Nespesso ที่ทำมาจากอลูมิเนียมซึ่งเป็นวัสดุที่สามารถหลอมละลาย และละลายซ้ำได้อย่างไม่สิ้นสุด

แคปซูลกาแฟ 300 ชิ้น สามารถทำจักรยานได้ 1 คัน ในราคา 1,290 ยูโร หรือประมาณ 43,800 บาท แม้การใช้งานจะไม่แพร่หลาย เพราะมีการวางจำหน่ายจำนวนจำกัด แต่การร่วมมือกันของสตาร์ทอัพสัญชาติสวีเดน และแบรนด์กาแฟในครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่สร้างสรรค์สำหรับชีวิตหลังความตายของแคปซูลกาแฟแบบใช้ครั้งเดียวที่ถูกทิ้งไปทั่วโลกให้ก้าวข้ามการเป็นขยะ และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน

ด้วยคุณสมบัติของอลูมิเนียมแคปซูลกาแฟ ซึ่งเป็นวัสดุที่สามารถหลอมละลายและละลายซ้ำได้อย่างไม่สิ้นสุด มันได้เททรัพยากรลงในการกระตุ้นให้ลูกค้ารีไซเคิลแคปซูลกาแฟของพวกเขาซึ่งก่อนหน้านี้ได้กลับชาติมาเกิดเป็นมีดสวิส กองทัพปากกาแฟนซี และแคปซูลกาแฟใหม่ด้วย

ใช้แล้วใช้อีก

 ที่มาภาพ: เว็บไซต์ FREITAG 

ความฮิตของ ถุงผ้าใบเนื้อหนาหลากสีหน้าตาไม่ซ้ำแบบที่ดูมีร่องรอยการใช้งานจางๆ ของ FREITAG ที่ทำมาจากผ้าใบคลุมรถบรรทุกที่ใช้งานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี และวัสดุเหลือทิ้งอื่นๆ ทั้งสายเข็มขัดนิรภัย ขอบยางในรถจักรยาน ซึ่งเป็นไอเดียจาก 2 พี่น้องดีไซเนอร์ชาวเยอรมัน Markus และ Daniel Freitag ที่ต้องการผลิตกระเป๋ากันน้ำ และทนทานสำหรับการปั่นจักรยาน ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1993 สาเหตุที่ฮิตหนักในช่วงนี้ เป็นเพราะความแตกต่างกันของกระเป๋าแต่ละใบ

จากลายผ้าใบที่ตัดมาต่างมุม ทำให้ผู้ที่ครอบครองรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้คนเดียวในโลก กลายเป็นเสน่ห์ที่แฟนๆ อยากสะสม ต่อเรียงกันให้ครบผืน หรือถือเพื่อแสดงเอกลักษณ์ของตัวมันเอง ทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมแม้จะมีราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งการเป็นสินค้าที่มาจากการนำผ้าใบคลุมรถบรรทุกที่ผ่านการใช้งานมาแล้วมาใช้ซ้ำ จนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่ลูกค้าส่วนใหญ่อยากใช้กระเป๋าเพราะมีส่วนในการช่วยลดขยะที่ย่อยสลายยากอย่างผ้าใบไปด้วย

ไม่ปล่อยให้มีขยะ

ที่มาภาพ: Storescg.com

อีกหนึ่งแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของ SCG ที่เน้นการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ออกมาในรูปแบบของกระเป๋าหลากรูปทรงที่ออกแบบมาจากถุงปูนซีเมนต์ที่เหลือใช้จากการบรรจุภายใต้คอนเซปที่แฝงความขี้เล่นที่มีชื่อว่า “คิด-จาก-ถุง” เพื่อพยายามสื่อสารการลดขยะ ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ และให้เกิดการใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุด พร้อมสามารถสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากไอเดียกระเป๋าจากถุงปูนแล้ว อีกหนึ่งแนวคิดลดขยะที่น่าสนใจ คือ การซุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านกีฬาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ Adidas  หลังจากที่ร่วมกับ Parley ในปี 2558 ผลิตรองเท้าที่มาจากเส้นด้าย และเส้นใยจากขยะพลาสติกทางทะเล ก่อนจะผลิตรองเท้า 11 ล้านคู่ที่ใช้วัสดุจากพลาสติกรีไซเคิลจากใต้มหาสมุทร ขยะพลาสติกบนชายหาดเกาะห่างไกล และในชุมชนชายฝั่งในปี 2019 นี้

 ที่มาภาพ: เว็บไซต์ Adidas

ล่าสุดยังผลิตรองเท้าวิ่งรุ่น FUTURECRAFT.LOOP ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ 100% ซึ่งเป็นวัสดุทำมาจาก Thermoplastic Polyurethane (TPU) ที่เคลมว่าเป็นวัสดุทำให้รองเท้ากีฬารุ่นนี้ไม่ก่อให้เกิดขยะ หรือ Zero Waste แบบที่หลายฝ่ายกำลังพยายามรณรงค์ และคาดว่าจะเปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 2021  

แน่นอนว่าเมื่อเกิดเทรนด์ Circular Economy ขึ้น แทบทุกแบรนด์สินค้า และองค์รลุกขึ้นมาให้ความสำคัญเทรนด์นี้พร้อมๆ กันและรณรงค์กันยกใหญ่ ทำให้กระแสคำถามย้อนกลับว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน ยั่งยืนแน่ หรือแค่เทรนด์?

ดร.ณัฐพงค์ มองว่า “สาเหตุที่เป็นเทรนด์เพราะโลกธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำให้เกิดขึ้นเร็วมากเพราะกลัวตกขบวน คาดว่าในปีนี้ Circular จะถูกนำมาใช้ในการตลาด และกลยุทธ์ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง และภายใน 5 ปีน่าจะได้เห็นตัวเลขที่ชัดเจนมากขึ้นในประเทศไทย บรรยากาศจะคึกคัก และคิดว่าประเทศไทยจะนำความสร้างสรรค์มาผสมและไปต่อได้”

ส่วนที่กลายเป็นคำถามจากผู้บริโภคในหลายๆ ครั้ง จากการหมุนเวียนผลิตภัณฑ์ก็คือ เรื่องราคา ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ของตลาดอยู่ เช่น ในกรณีรองเท้าแตะ KHAYA (ขยะ) ที่มีราคาที่ 399 บาทซึ่งสูงกว่ารองเท้าแตะช้างดาวรุ่นปกติที่มีราคา 99 บาท

จักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ให้คำตอบในฐานะผู้ผลิตว่า ราคาที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าแปรผันตรงกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการรวบรวมขยะจากชายหาดจำนวนมหาศาล การขนส่ง การทำความสะอาด ไปจนถึงการบดย่อยชิ้นส่วน และบีบอัดที่ไม่สามารถทำได้รวดเร็วเหมือนกับรองเท้าแตะรุ่นธรรม และใช้เวลามากกว่ากันถึง 3 เท่าอีกด้วย

แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเทรนด์นี้อาจจะหมายถึงการสื่อสารให้ตระหนักว่า “เรา” ควรลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างหลังจากนี้เพื่อทำให้ Circular Economy ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่พลังสำคัญในการเปลี่ยนโลกที่กำลังจะมีขยะมากกว่าปลาให้กลายเป็นโลกที่มีประชากรที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากกว่าความสะดวกสบายของตัวเอง

การใช้ทรัพยากรแบบหมุนเวียน เป็นเทรนด์ในวงกรธุรกิจที่อาจนำไปสู่ทางออกของปัญหาทรัพยากรหมดโลกในไม่ช้า

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?