รถหนังสือ SE-ED เริ่มต้นนิสัยรักการอ่าน ด้วยความสนุก
  • Biz Life
  • Aug 13, 2019

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระทบต่อหลายธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือ “ธุรกิร้านหนังสือ” ที่หลายคนคาดเดาว่าหนังสือเล่มกำลังจะถูกแทนที่ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Book เข้าสักวัน

แต่เมื่อมองลงไปในแง่ของสถิติ กลับเป็นเหมือนหนังคนละม้วน

เมื่อข้อมูลจากสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park) ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจการอ่านของคนไทยในปี พ.ศ. 2561 พบว่าคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป อ่าน 78.8% หรือคิดเป็นจำนวนประชากร 49.7 ล้านคน

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า “หนังสือเล่มยังไม่ตาย” จากผลสำรวจช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าความนิยมการอ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 75.4% ซึ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกัน อัตราการอ่านหนังสือเล่มไม่ได้ลดลงมากอย่างที่หลายคนเข้าใจ สะท้อนจากการสำรวจยังคงมีคนอ่านหนังสือเล่มอยู่ถึง 88%

แนวโน้มในการอ่านหนังสือของคนไทยที่ไม่ได้ย่ำแย่เกินไป (เมื่อเทียบกับสถิติของประเทศไทยเอง) แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ร้านหนังสือรายใหญ่ขาดทุนระนาวราวกับนัดกันมา รวมถึงบรรดาร้านหนังสือรายเล็กตัดสินใจปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องในระยะที่ผ่านมา?

“ที่ผ่านมาที่ร้านหนังสือทุกร้านมีปัญหา ผมมองว่าเราไม่ดีพอ มองว่าร้านหนังสือไม่ดีพอ เราไม่เก่งพอที่จะหาหนังสือมาตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาทางออกจากการดิสรับ คนต้องการความรู้มากขึ้น เพื่อที่จะปรับตัวอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลง และหนังสือเป็นหนึ่งในแหล่งความรู้ เรายังขายหนังสือเดิมๆ ฉะนั้นเราต้องเก่งพอที่จะตอบโจทย์เขาได้”

มุมมองของ เกษมสันต์ วีระกุล ประธานกรรมการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือร้านซีเอ็ดบุ๊คส์ ที่ตั้งใจเข้ามาสร้างโอกาสท่ามกลางอุปสรรค เปลี่ยนร้านหนังสือเดิมๆ ให้เติบโตสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในแบบที่สนุกมากขึ้น

“หน้าที่ของเราไม่ได้ขายหนังสือ แต่หน้าที่ของเราคือกระตุ้นให้คนอยากอ่านหนังสือ ขณะเดียวกันก็ไม่ปฏิเสธ อีบุ๊ค หรือการค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เพราะพฤติกรรมคนเปลี่ยน เพราะฉะนั้นต้องพัฒนา 3 ช่องทางนี้ไปพร้อมๆ กัน”

เริ่มต้นจากการปรับร้านแต่ละสาขาให้เข้ากับแต่ละท้องถิ่น กระจายอำนาจให้ผู้จัดการมีอำนาจในการเลือกหนังสือเอง และมีสิทธิ์จัดชั้นหนังสือขายดีด้วยตัวเอง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ทดแทนการจัดชั้นหนังสือขายดีตามส่วนกลางอย่างที่เคยทำมา

การปรับร้านให้เหมาะกับผู้สูงวัย เช่น การปรับสีตัวอักษรบนป้าย ขยายตัวหนังสือในเล่ม เพื่อรองรับสายตาที่เสื่อมลง เพิ่มพื้นที่ระหว่างชั้นหนังสือเพื่อเอื้อต่อการใช้วีลล์แชร์สำหรับผู้สูงวัยหรือผู้พิการ และการจัดพื้นที่อ่านหนังสือสำหรับเด็กๆ ภายในร้าน

ให้บริการ wi-fi ฟรีในร้าน พร้อม QR Code ที่มาทำหน้าที่ Book Master หรือผู้แนะนำหนังสือผ่านคลิปสั้นๆ เพียงครึ่งนาที ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาถิ่น ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกค้าได้ทำความรู้จักกับหนังสือที่ออกใหม่ในเวลาอันนั้นแล้ว ยังช่วยให้พนักงานในร้านสนุกไปกับการทำความเข้าใจหนังสือ และสามารถแนะนำหนังสือกับลูกค้าได้อีกด้วย

รวมไปถึงการพัฒนาเว็บไซต์จำหน่ายหนังสือของซีเอ็ดบุ๊ค ที่เชื่อมโยงกับหน้าร้านในการมารับหนังสือ และใช้งานง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็วมากขึ้น

กิจกรรมใหม่ ความรู้ติดล้อ

ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดมีกิจกรรม “รถแดงแหล่งความรู้ SE-ED” รถคันโต มาดกวน ที่ไม่ได้มาขายของ

แต่จะทำหน้าที่กระตุ้นให้คนที่พบเจอเข้ามาใช้เวลาอ่านหนังสือเพื่อทำความรู้จัก โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ควรจะได้รับโอกาสในการอ่าน “หนังสือที่ชอบ” ตั้งแต่เล็ก

“ไม่มีเด็กคนไหนเกลียดการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เกิด แต่เด็กที่เกลียดหนังสือเพราะผู้ใหญ่เอาหนังสือยากๆ ไปให้เด็กอ่าน” ข้อความส่วนหนึ่งจากงานวิจัยในประเทศเกาหลีใต้ที่เป็นประกาย กิจกรรมรถแดงแหล่งความรู้ในครั้งนี้

ทุกครั้งที่ล้อรถเคลื่อนที่ออกไปยังจุดต่างๆ เช่น โรงเรียน ชุมชน จะพาหนังสือจากแทบทุกสำนักพิมพ์ที่ตระเตรียมให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย และกิจกรรม Read for Book (อ่านเพื่อหนังสือ) ติดสอยห้อยตามไปด้วย

กิจกรรมที่ว่า คือการเปิดรถแดงให้เด็กๆ หรือคนที่สนใจเข้ามาอ่านหนังสือตามเวลาที่กำหนด เช่น 10 นาที ได้ 1 แต้ม แล้วทุกคนสามารถนำแต้มสะสมมารวมกันเพื่อแลกเป็นหนังสือเล่มที่อยากได้ตามกติกาที่กำหนด เช่น 10 แต้มได้หนังสือ 1 เล่ม หากทุกคนร่วมกันอ่านหนังสือได้ 200 แต้ม จะได้รับหนังสือเพื่อกับโรงเรียนหรือชุมชนของตัวเอง 20 เล่ม หรือมากเท่าที่ทุกคนจะสามารถอ่านได้ โดยนำร่องวันแรกที่งานสัปดาห์หนังสือครั้งใหญ่ของภาคอีสาน ที่จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 10 ส.ค. 62

“การแจกที่ง่ายเกินไป มันไม่กระตุ้นให้เกิดการอ่าน แต่ถ้าเด็กนั่งอ่าน เราเชื่อว่าเขาจะเจอหนังสือที่เหมาะกับเขา”

หากผลตอบรับดี จะมีรถหนังสือหน้าตาคล้ายๆ กันเพิ่มขึ้น และกระจายไปจัดกิจกรรมจุดต่างๆ ทั่วประเทศ จอดให้คนที่สนใจเข้ามาถ่ายรูป ทักทาย ตามอัธยาศัย หรือหยิบยืมหนังสืออ่านได้ฟรีๆ โดยไม่มีข้อผูกมัด เพื่อสร้างสังคมแห่งการอ่าน และสังคมสุจริตไปพร้อมๆ กัน

“ถ้าเจอรถแดงเข้ามาทักทาย หยิบหนังสือไปอ่านได้เลย ถ้าใครสนใจติดต่อมาที่ซีเอ็ดเลย เรายินดีที่จะเข้าไปแม้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่ขาดแคลน เรายินดีถ้าเป็นส่วนหนึ่งใช้จะกระตุ้นให้เด็กและคนในชุมชนอ่านหนังสือมากขึ้น”

เกษมสันต์ ยังเปิดเผยถึงเป้าหมายของซีเอ็ด 2 ส่วนหลักที่จะดำเนินต่อไปหลังจากนี้ 

เป้าหมายแรก “ผมจะทำให้ซีเอ็ด เป็นร้านหนังสือที่คนรักที่สุด” โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า ทางร้านพร้อมที่จะให้คนเข้ามาอ่านหนังสือในร้านเราอย่างเต็มที่ และจะทำหนังสือให้เหมาะกับคนอ่านมากขึ้นไปอีก เพื่อทำให้ทุกคนคิดถึงหนังสือต้องมาที่ซีเอ็ด และจะพยายามคงหน้าสาขาไว้ให้ได้มากที่สุดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะในท้องถิ่น

และ เป้าหมายที่ 2 “ทำให้คนไทยตื่นตัวเรื่องการอ่าน” ด้วยการร่วมมือกับทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน โดยยกตัวอย่างการสร้างนิสัยรักการอ่านให้ตัวเอง และพนักงานอยู่เสมอ เช่น ให้สวัสดิการพนักงานซื้อหนังสือในราคาต้นทุน และสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรื่องราวของหนังสือต่างๆ ในที่ประชุมอยู่เสมอ

หนังสือไม่มีวันตาย?

เกษมสันต์ มองว่า ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไป หรือแม้แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้าหนังสือเป็นจะยังคงทำหน้าที่เป็นหนึ่งในแหล่งความรู้ต่อไป แต่อาจมีรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม

“อยากบอกว่า วันนี้เราไม่อ่านหนังสือไม่ได้แล้ว เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยการดิสรับ เราต้องการความรู้มากขึ้น ถ้าเชื่อข้อมูลจากออนไลน์อย่างเดียวผมว่าเอาไม่รอด หนังสือจะเป็นแหล่งความรู้หลัก และยั่งยืน และอยากเชิญชวนทุกคนมาอ่านหนังสือ”

หนังสือจะยังคงทำหน้าที่แหล่งความรู้หลัก ที่เชื่อถือได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์