เตรียมรับมือกับ AI เพื่อนรัก
  • Biz Life
  • Jul 15, 2019

หากพูดถึง AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เมื่อหลาย 10 ปีก่อน คงยังเป็นเรื่องไกลตัวของใครหลายๆ คน และคิดว่าเป็นไปได้ยากกว่า AI จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนทั่วไป

ทว่า ในเวลานี้ AI กลับเป็นสิ่งที่อยู่ในมือ (ถือ) ของทุกคน และแทบไม่จะอยากวางมันลง โดยเฉพาะเวลาที่คุณกำลังต้องการตัวช่วย 

ปัจจุบันระบบปฏิบัติการมือถือค่ายไหนๆ ก็ใช้ AI เข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยสแกนนิ้ว สแกนใบหน้า สั่งโทรศัพท์ด้วยเสียง แปลภาษา ใช้ GPS นำทาง ฯลฯ ซึ่งฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดเหล่านี้ล้วนเป็นการทำงานของ AI ทั้งสิ้น 

ความสะดวกสบายที่ยากจะปฏิเสธ กลายเป็นแรงดึงดูดให้ AI เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตของเราทุกคนโดยไม่รู้ตัว และเป็นแรงจูงใจให้องค์กรต่างๆ เร่งพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้ให้ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ และใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถึงวันที่ AI พัฒนาจนมีความสามารถใกล้เคียงมนุษย์แล้ว มันจะช่วยมนุษย์ทำงาน หรือจะทำให้ตกงานกันแน่

ศักยภาพของ AI ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ Google ออกมาเปิดเผยในปี 2016 ว่าซอฟต์แวร์ AlphaGo (อัลฟ่า โกะ) ซึ่งเป็นระบบ Machine Learning สามารถเอาชนะแชมป์โกะ (หมากล้อม) ระดับโลกได้แล้ว 

เป็นที่ทราบกับดีกว่าโกะ หรือหมากล้อม เป็นเกมกระดานที่ซับซ้อนมากเกมหนึ่งของมวลมนุษยชาติ มีวิธีการเดินหมากหลายล้านวิธี และที่ผ่านมาก็ไม่มีระบบอัตโนมัติใดสามารถเอาชนะสมองมนุษย์ได้

แต่การฝึก AI ด้วยการเดินกว่า 30 ล้านตา ก็ทำให้ AlphaGo มีความเก่งกาจขึ้น จนสามารถทำนายตาถัดไปของผู้เล่นที่เป็นมนุษย์ได้แม่นยำถึง 57% ซึ่งเหนือกว่า AI แบบอื่นๆ ที่ทำได้เพียง 44%

จากนั้น Google ก็ได้พัฒนาให้ AlphaGo สามารถเรียนรู้และสร้างสรรค์ตาเดินหรือกลยุทธ์แบบใหม่ๆ จนสามารถเอาชนะ Fan Hui ผู้เล่นมืออาชีพที่เคยได้แชมป์มาแล้วถึง 3 ครั้งในยุโรปด้วยคะแนนชนะขาดลอย 5-0 และนับเป็นครั้งแรกเลยที่ AlphaGo สามารถเอาชนะผู้เล่นหมากล้อมมืออาชีพได้

การพัฒนาครั้งนั้นถูกกล่าวถึงในวงกว้าง และถูกยกตัวอย่างครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ที่ไม่หยุดยั้ง มาถึงปี 2019 เรื่อง AI ยังอยู่ในความสนใจและเป็นโจทย์ที่ต้องขบคิดกันต่อไป เมื่อ AI เริ่มมีบทบาทที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องของการทำงาน บริษัทน้อยใหญ่ต่างใช้ AI เข้าไปใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เร็วขึ้น เช่น การวิเคราะห์ Big Data ที่รวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ รวมไปถึงการทำงานประเภท Routine ที่ช่วยลดการทำงานของมนุษย์ลง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา มักจะมีบทความหรือการเสนอข่าวองค์กรต่างๆ ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการพัฒนา AI เข้ามาใช้มากขึ้น ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก พร้อมทั้งมีการคาดการณ์ว่ามีอาชีพที่ต้องตกงานในอนาคตเป็นเบือ โดยอาชีพที่มีโอกาสถูก AI เข้ามาทำงานแทนที่มากที่สุด ได้แก่

  •  พนักงานขายทางโทรศัพท์ (Telemarketers) มีโอกาสถูกแทนที่ 99%

ปัจจุบัน AI สามารถตอบโต้กับลูกค้าแบบอัตโนมัติได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ ทำให้หลายองค์กรเริ่มหันมาใช้ระบบอัตโนมัติแทนพนักงานบริการทางโทรศัพท์ และมีสตาร์ทอัพที่ให้บริการระบบแชทอัตโนมัติเพิ่มขึ้นซึ่งการแข่งขันของผู้ให้บริการทำให้ต้นทุนต่ำลง 

  •  เสมียนทำบัญชี (Bookkeeping clerks) มีโอกาสถูกแทนที่ 98%

ในอดีตหน้าที่ในการทำรายรับรายจ่าย การลงบัญชีต่างๆ ต้องใช้คนเท่านั้น แต่ปัจจุบันการเก็บรายรับ รายจ่าย การลงบัญชี สามารถทำได้ด้วยระบบอัตโนมัติที่มีการบันทึกทันทีที่มีการใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำรายการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารที่ละเอียด แม่นยำ ที่ทำให้อาชีพนี้แทบไม่จำเป็นในอนาคต

  • ผู้จัดการด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ (Compensation and Benefits Managers) โอกาส 96% 

ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะว่าอาชีพนี้คาดว่าจะเติบโต 7% ในปี 2024 แต่ความต้องการตลาดดังกล่าวไม่ได้ทำให้คนทำอาชีพเหล่านี้ปลอดภัยจากระบบอัตโนมัตินัก ยิ่งบริษัทเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ โดยเฉพาะบริษัทที่เติบโตในตลาดต่างประเทศ ระบบที่ใช้คนและงานเอกสารเป็นพื้นฐาน ใช้เวลาและงบประมาณสูงระบบคำนวณค่าตอบแทนอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลาในการจัดสรรสวัสดิการและค่าตอบแทนให้พนักงานจำนวน เช่น โปรแกรม Ultipro และ Workday ถูกใช้อย่างแพร่หลายทำให้อาชีพนี้ค่อยๆ ลดความสำคัญลงในที่สุด

  •  พนักงานต้อนรับ (Receptionists) มีโอกาสถูกแทนที่ 96%

ระบบการลงตารางสามารถแทนที่ตำแหน่งพนักงานต้อนรับได้อย่างง่ายดาย ทำให้ธุรกิจหันมาใช้ AI แทน เช่น การใช้ตู้เช็คอินอัตโนมัติ (Self-Service Kiosk) เครื่องโหลดสัมภาระอัตโนมัติ (Self–Bag Drop) ของสายการบินที่เพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้โดยสารที่ไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานรอให้บริการจำนวนมากอย่างที่ผ่านมา

  •  แคชเชียร์, พนักงานขายในร้านค้าปลีก (Retail Salespeople) มีโอกาสถูกแทนที่ 94% 

เมื่อเดินตามห้างสรรพสินค้า โชว์รูมรถยนต์ หรือร้านขายเฟอร์นิเจอร์ คุณอาจไม่ต้องการให้พนักงานขายเข้ามาแนะนำตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ หลายๆ บริษัท ได้เพิ่มความเป็นส่วนตัวและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินได้ด้วยตัวเอง พร้อมกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่สามารถหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจจากอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพนักงานขายของตามห้างอีกต่อไป

  •  พนักงานส่งของ, คนขับรถ (Couriers/Drivers/Chauffeurs) มีโอกาสถูกแทนที่ 94%

พนักงานส่งของอาจถูกแทนที่ด้วย โดรนหรือหุ่นยนต์ ประมาณ 5% ภายใน 2024 ที่เป็นเช่นนี้เพราะปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งกำลังพัฒนาระบบอัตโนมัติด้านโลจิสติกส์ออกมาใช้งาน ซึ่งข้อดีของการใช้รถยนต์อัตโนมัติคือ AI ไม่มีข้อจำกัดเหมือนมนุษย์ เช่น ไม่เหนื่อย ไม่หลับใน ไม่ขับรถด้วยอารมณ์ ไม่ทำในสิ่งที่นอกเหนือจากระบบที่วางไว้ ศักยภาพเหล่านี้ทำให้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติมีโอกาสเข้ามาแทนที่คนขับรถทุกประเภท ตั้งแต่คนขับแท็กซี่, คนขับรถส่งของ, คนขับรถบรรทุก ไปจนถึงคนขับรถเมล์

  •  พนักงานพิสูจน์อักษร (Proofreaders) โอกาสถูกแทนที่ 84% 

โปรแกรมพิสูจน์อักษรถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย จากฟังก์ชั่นพื้นฐานอย่าง Microsoft word ไปจนถึงโปรแกรมตรวจพิสูจน์อักษรอย่าง Grammarly และ Hemingway App และยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายที่ช่วยให้นักเขียนสามารถตรวจพิสูจน์อักษรได้ด้วยตัวเอง ทำให้บทบาทของพนักงานพิสูจน์อักษรลดลงและอาจหายไปในที่สุด

  • ผู้สนับสนุนด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Support Specialists)  โอกาสถูกแทนที่ 65%

การเข้ามาของอินเทอร์เน็ต เนื้อหาบนออนไลน์ เกี่ยวกับวิธีการใช้ คำแนะนำเป็นขั้นเป็นตอนในการแก้ปัญหาเบื้องต้นทางคอมพิวเตอร์ ทำให้หลายองค์กรเริ่มใช้ Bots และการตอบแบบอัตโนมัติ ในการช่วยแก้ปัญหาให้พนักงานและลูกค้าในอนาคต

  •  นักวิจัยการตลาด (Market Research Analysts) มีโอกาสถูกแทนที่ 61% 

นักวิจัยการตลาด ถือเป็นหน้าที่สำคัญในการสร้างข้อความ คอนเทนท์และสินค้าบริการต่างๆ แต่ระบบอัตโนมัติ สามารถสร้างข้อมูลเหล่านี้ได้มากกว่าและง่ายกว่า เช่น GrowthBot สามารถรวบรวมงานวิจัยการตลาดในหัวข้อที่คุณสนใจและคู่แข่งในอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งแจ้งผ่านทางคำสั่งทาง Slack (โปรแกรมแชทสำเร็จรูปเจ้าหนึ่ง) ได้ทันที ทำให้บทบาทของนักวิจัยการตลาดมีโอกาสลดลงมากกว่าครึ่ง

  •  พนักงานขายโฆษณา (Advertising Salespeople) มีโอกาสถูกแทนที่ 54% 

เพราะการโฆษณาปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงจากสื่อดั้งเดิมไปเป็นสื่อดิจิทัลมากขึ้น และสื่อใหม่เหล่านี้สามารถสร้างระบบให้ผู้ใช้บริการซื้อโฆษณาได้ด้วยตัวเอง จึงไม่มีพนักงานขายมาเกี่ยวข้องในสื่อดิจิทัล ประกอบกับความนิยมในสื่อดั้งเดิมลดลง ยิ่งทำให้อาชีพนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง การคาดการณ์นี้จะส่งผลต่อการขายโฆษณาลดลง 3%

ยิ่งไปกว่านั้น มาร์ติน ฟอร์ด ผู้เขียนด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เจ้าของผลงาน Rise of the Robots (หุ่นยนต์ผงาด: เทคโนโลยีและภัยแห่งอนาคตที่ไร้งาน) ได้กล่าวในปาฐกถาพิเศษในงาน techsauce 2019 ถึงคลื่นลมที่เชียวกราดของ AI ที่จะมีผลกระทบต่อมนุษย์อย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้ โดยเริ่มต้นจากการลดจำนวนพนักงานบริษัทลงกว่า 40% ระหว่างปี 2004 - 2014

ภาพ : Techsauce

"นวัตกรรมในวิทยาการหุ่นยนต์จะแทนที่งานธรรมดาและงานประจำ แล้วรุกล้ำเข้าไปถึงหน้าที่ของพนักงานออฟฟิศด้วย ซึ่งปัญหาของคนทุกคนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่แค่แรงงานที่อาจจะต้องตกงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงการบริโภค เพราะถ้าคนไม่มีงานก็ไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงิน เศรษฐกิจก็จะชะงัก และหุ่นยนต์ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้บริโภคได้"

ในทางตรงกันข้าม มาร์ติน ฟอร์ด ยังมองว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการแก้ปัญหาความเท่าเทียมในสังคม สร้างเศรษฐกิจ และลดปัญหามลภาวะได้จริง หากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการต้องหาจุดกึ่งกลางของการใช้เอไอในเหมาะสมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยจำเป็นที่จะต้องอภิปรายอย่างเปิดเผยเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบต่อ AI เพื่อสร้างสังคมที่เหมาะกับทุกคน ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจโดยต้องไม่มีใครถูกทอดทิ้งด้วย

ฟากฝั่งประชาชนหรือแรงงาน เมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยง หนี หรือกำจัดศักยภาพของ AI เหล่านี้เพียงลำพังได้ ลองมองมุมกลับว่าวันหนึ่ง AI จะเข้ามาในฐานะของเพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนรัก (ทำนองเวลาเจอคนที่ไม่ชอบแต่ เรียกว่าเพื่อนร้ากกก) ซึ่งพวกมันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเราให้ดีขึ้น เร็วขึ้น และง่ายขึ้น 

ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถของ AI ที่พัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด จะช่วยผลักดันให้เราต้องพัฒนาทักษะ ความสามารถของตัวเองให้หลุดออกจากกรอบความสามารถของ AI ให้ได้เพื่อความอยู่รอด ซึ่งช่องทางเดียวที่จะทำให้ มนุษย์มีตัวตนอยู่บนโลกแห่งวิวัฒนาการก่อนถึงศตวรรษที่ 21 นี้ คือการสร้างทักษะที่AI ไม่สามารถทำได้ หรือยากที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น 

ข้อมูลจากหลายแห่งเปิดเผยถึงทักษะที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจาก AI ไว้ 6 ทักษะ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ทำให้มีงานทำในอนาคต ได้แก่

1. Creative Conception ความสามารถในการก้าวข้ามกรอบความคิด เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่หลากหลายและแปลกใหม่ ทักษะนี้เป็นทักษะหุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ เพราะความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดขึ้นได้จากการรวบรวมข้อมูลมหาศาลเท่านั้น แต่เกิดจากความคิด ประสบการณ์ ผสมกับความรู้สึก ที่ทำให้คนเราเกิดความกระหายใคร่รู้ เกิดข้อสงสัย จนนำไปสู่แนวคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกได้ ทำให้คนที่มีความคิดใหม่ๆ ขับเคลื่อนองค์กรให้เปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันนวัตกรรม เป็นที่ต้องการในอนาคต

2. Logical Investigation ความสามารถในการใช้เหตุผลวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อประเมินผล เพื่อหาทางออกและแก้ปัญหาบางสิ่งบางอย่างที่ซับซ้อนมากกว่าระบบอัตโนมัติ โดยนึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ เช่น คุณธรรม จริยธรรมในสังคม ขณะที่หุ่นยนต์ยังทำได้เพียงประมวลข้อมูลจำนวนมากและคาดการณ์อนาคตที่จะเกิดขึ้นจากข้อมูลในอดีตเท่านั้น

3. Wicked Problem Self-Efficacy ความสามารถในการตรวจสอบและเลือกใช้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหาซับซ้อนที่เกิดขึ้น เป็นทักษะในการเลือกใช้และตรวจสอบข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อนำมาคิดแก้ไขปัญหาของมนุษย์ เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะเข้าใจมนุษย์เท่ากับมนุษย์ด้วยกันเอง ฉะนั้น คนที่เข้าใจปัญหาของมนุษย์และสามารถแก้ปัญหาได้จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญ ที่องค์กรไหนก็ต้องการ เพราะปัญหายังเป็นสิ่งที่จะอยู่คู่กับมนุษยชาติต่อไปอีกนานเท่านาน

4. Connectedness ความสามารถในการเชื่อมต่อกับผู้อื่นและแสดงการตอบสนองระหว่างกันอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และอยู่ร่วมกันอย่างที่ต้องการซึ่งต้องมีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสมเป็นทักษะที่จำเป็นมากในการบริหารคนในองค์กร แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลขนาดไหนก็ตาม

5. Virtual Collaboration ความสามารถในการประสานงานและทำงานอย่างมีประสิทธิผลผ่านช่องทางต่างๆ โดยไม่มีพรมแดนด้านพื้นที่และเวลา แต่นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ เป็นทักษะที่ช่วยให้งานทำได้เร็วขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้น และเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นตามไปด้วย

6. Life-Long Learning Experimentation ความสามารถในการเรียนรู้ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยการแสวงหาด้วยความสมัครใจ ไม่ต้องมีใครบังคับ เป็นอีกทักษะที่จำเป็นมากๆ ซึ่งหุ่นยนต์และ AI ยังไม่สามารถทำเองได้โดยปราศจากป้อนข้อมูล ฉะนั้น คนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เปิดรับสิ่งใหม่และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจึงเป็นที่ต้องการของตลาดในทุกยุคทุกสมัย

ณ เวลานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคดิจิทัลเท่านั้น และไม่มีใครรู้ว่าทักษะเหล่านี้จะถูกแทนที่ได้เมื่อไหร่ การติดตามข่าวสาร พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญในยุคดิจิทัล ที่ทำให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามเทคโนโลยีเหล่านี้ไปได้

และคุณอาจเป็นคนที่สนุกกับการทำงานกับ AI เพื่อนรักในได้ในอนาคต

เรื่อง : ปณิดดา เกษมจันทโชติ

กราฟิก : ณัฐนิช อิสรเสรีธรรม

ที่มา : 
Bangkokbiznews
blog.hubspot
oxfordmartin
บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด

เตรียมเข้าสู่ยุคมหาอำนาจ AI ที่คนปรับตัวทันเท่านั้นที่รอด

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์