ผ่าแนวบริหารคน “บ้านปู” สู้ดิจิทัลดิสรัปชัน
  • Biz Life
  • Nov 19, 2019

โลกดิสรัปชันไม่มีใครหนีพ้น เว้นแต่จะยอมรับและ “ปรับตัว” ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเสาะหาโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หนึ่งองค์กรพลังงานที่เป็นที่รู้จักของไทย เป็นอีกหนึ่งองค์กรใหญ่ ที่ขยับตัวเปลี่ยนตัวเอง ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

3 ผู้บริหารบ้านปู (BANPU) เวโรจน์ ลิ้มจรูญ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ กิตติพล ปรีชาวีรกุล Manager - Strategy and Business Development และนภาพร อินทรีย์ Section Manager - Digital Specialist ร่วมพูดคุยถึงทิศทางในการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัล ดิสรัปชัน

เวโรจน์ ลิ้มจรูญ เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้องค์กรที่มีพนักงานกว่า 6,300 คน ต้องลุกขึ้นมาลงมือเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง คือ เมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งมีแรงปะทะทั้งต่อบริษัท ระบบเศรษฐกิจ และการทำงานของพนักงานทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม

ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์พลังงานสีเขียว หรือ Green Energy ที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น การใช้ Digital Connectivity หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากทำให้บริษัทต้องพยายามปรับเปลี่ยนทิศทางในการดำเนิน “ธุรกิจ” แล้ว ยังจำเป็นต้องปรับทิศทางในการพัฒนา “คน” ให้สอดคล้องกับเทรนด์ที่กำลังเชี่ยวกราด

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกที่รวดเร็ว เราจะไม่ทัน และไม่ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่ รวมถึงการแข่งขันกับธุรกิจ”

เวโรจน์ ลิ้มจรูญ ย้ำว่าความสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่ปรับเปลี่ยนไปจากการบริหารแบบเดิมแทบจะสิ้นเชิง

เริ่มตั้งแต่การปรับสายบังคับบัญชาให้สั้นลง ตั้งแต่ CEO และผู้ปฏิบัติงาน มีเพียงอยู่ที่ 4 ระดับ ทำให้การกระจายอำนาจจากระดับบริหาร หัวหน้างาน ไล่เรียงมาจนถึงผู้ปฏิบัติงานรวดเร็ว สามารถสื่อสารกันได้เร็วขึ้น ทำให้พนักงานมีระยะเวลาในการทำงานมากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากปรับโครงสร้างให้แบนลงเพื่อความรวดเร็วแล้ว ประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิสรัปชัน คือสรรหา “คน” ที่มีศักยภาพเหมาะสมกับงาน และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร

“ท้ายที่สุดโลกของธุรกิจต้องการคนที่มี Multi Skill”

มุมมองของ เวโรจน์ ที่สะท้อนว่าความถนัดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางรอดของคนทำงานในยุคนี้อีกต่อไป ไม่ว่าจะคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นหัวหน้างาน หรือเป็นเด็กจบใหม่ก็ต้องพัฒนาตัวเองไปสู่ทักษะที่หลากหลายหรือ Multi Skill กันทั้งนั้น

เพราะโลกดิสรัปชันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ทุกชั่ววินาที และคาดเดาได้ยาก ทักษะการทำงานที่รอบด้านและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมจึงจำเป็นสำหรับการทำงานยุคใหม่

ด้วยสาเหตุนี้ ทำให้ปัจจุบันองค์กรไหนๆ ก็ต่างมองหาพนักงานที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งมิติของ Hard Skill ที่หมายถึงทักษะทางวิชาการ เช่น ทักษะในการเรียนรู้และเข้าใจด้านเทคโนโลยี ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 3 ฯลฯ

ขณะที่ Soft Skill หรือทักษะในการใช้ชีวิตและบริหารจัดการตัวเอง เพราะทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่มีคุณภาพ โดยทักษะขั้นต่ำควรมีสำหรับการทำงานในปัจจุบันและอนาคต ได้แก่

1) Critical thinking skill : ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

ในยุคที่ข้อมูลไหลบ่า คนทำงานควรมีทักษะในการจัดระเบียบ วิเคราะห์ และนำข้อมูลจำนวนมากใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ด้วยตัวเอง

2) Change management skill : ทักษะในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลง

เข้าใจ และจัดการกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

3) Communication skill : ทักษะในการสื่อสารที่ดี

ในยุคดิจิทัลทุกคนมีอิสระในการสื่อสาร แต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะการใช้เครื่องมือคือ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง แม่นยำ และเหมาะสมกับสถานการณ์เป็นทักษะที่จำเป็นมากที่สุด

การพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้สอดคล้องกับธุรกิจยุคนี้ ไม่ใช่แค่การค้นหาคนรุ่นใหม่ ที่เหมาะกับการขับเคลื่อนองค์กรเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของพนักงานที่อยู่ในองค์กรให้มีทักษะใหม่ๆ (Upskill) และพัฒนาความสามารถเดิมให้แข็งแกร่งมากขึ้น (Reskill) เช่น เพิ่มทักษะการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก (Global Mindset), ทักษะทางการตลาด (Commercial Mindset) และทักษะในการบริหารจัดการคน (People Management) ฯลฯ

“น้องๆ รุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาในการพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น บริษัทต้องการมัลติสกิลแม้ไม่ใช่สกิลที่ยิ่งใหญ่ แต่สามารถปรับตัวได้ เติบโตได้ และทำงานอย่างมีความสุข การทำงานยุคใหม่จะต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ปราดเปรียว เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์” เวโรจน์ กล่าว

Work-Life ต้อง Balance

นภาพร อินทรีย์ เล่าว่า “Work life Balance เป็นสิ่งที่ทุกคนมองหา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สนับสนุนให้พนักงานทำงานเต็มที่ ไปพร้อมกับการจิตใจและร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งทำให้เราสามารถสร้าง Productivity กับองค์กรมากขึ้น”

ความยากของการบริหารทรัพยากรบุคคลจึงไม่ใช่แค่การหาคนทำงานที่เหมาะสมให้ได้เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องรักษาคนทำงานเหล่านี้ให้อยู่กับองค์กรได้นาน ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนบรรยากาศการทำงาน ที่ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ในรูปแบบใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานทุกเจนเนอเรชัน ไม่ว่าจะเป็น การปรับเวลาการทำงานให้ยืดหยุ่น สามารถเลือกเวลาเข้างานและเลิกงานหลายรูปแบบตามความสะดวกของแต่ละคน ปรับสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน ให้เหมาะกับการสร้างสรรค์ทำให้รู้สึกวสามารถทำงานไปพร้อมกับการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีมาวางโครงสร้างในการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร เพื่อลดช่องว่างในการเชื่อมโยงงาน ช่วยให้การประสานงานรวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น

จุดกึ่งกลางระหว่างพนักงานรุ่นใหญ่ และรุ่นใหม่

ด้าน  กิตติพล ปรีชาวีรกุล เผยว่า ช่องว่างระหว่างวัย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับการทำงานทุกองค์กร ซึ่งมีทั้งโอกาสและความท้าทายซ่อนอยู่

คนรุ่นใหม่ มีความคิดอิสระ อยากทำอะไรที่มีคุณค่ากับตัวเอง จับต้องได้ และเป็นเจ้าของผลงาน การทำงานกับคนรุ่นใหม่จึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง อาทิ ให้ทำงานที่ไหนก็ได้ มีพื้นที่ให้แสดงความสามารถ เช่น การเปิดโอกาสให้ทำโปรเจคต่างๆ โดยบริษัทเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ลำดับขั้นในการบริหารยังคงผู้อาวุโสที่ทำงานประสานกันกับคนรุ่นใหม่ จุดเชื่อมประสานกันระหว่างคนต่างวัย ต่างเจนเนอเรชัน คือการมองว่า “ทุกคนเป็นทีมเดียวกัน” เปิดความคิด เปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้งานสามารถดำเนินไปได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

และทุกครั้งที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ทุกคนต่างพยายามมองหา Solution ที่เป็นทางออกร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

การเปลี่ยนแปลงที่ยากจะคาดเดา ไม่ใช่แค่ท้าทายความสามารถของธุรกิจใหม่ๆ แต่ทำให้องค์กรใหญ่ทั้งหลายต่างปรับตัวเพื่อพิสูจน์ศักยภาพ เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด ความอยู่รอด และพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดให้ได้

คลื่นการดิสรัปชันทำให้แม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ยังต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง สะท้อนว่าท้ายที่สุดแล้ว “ทุกคน” ต้องปรับตัว พัฒนาตัวเองมากกว่าที่เคยในโลกดิจิทัลดิสรัปชันด้วยเช่นกัน เพราะมีแค่ “คนที่ปรับตัว” เท่านั้นที่ “รอด”

นักเขียนผู้มีใบผู้ประกาศการันตี สนใจเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับการเงิน และการลงทุน รวมทั้งพยายาม เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?