อวัยวะเพศในเรื่องแบทแมนกับแนวคิดเรื่องการปกปิด
  • Lifestyle
  • Jan 21, 2020

แบทแมน หรือ มนุษย์ค้างคาว (Batman) ติดอันดับ 1 ในโผของซูเปอร์ฮีโร่ยอดนิยมมานานกว่า 80 ปี ได้รับการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์โดย บ๊อบ เคน และสร้างสรรค์เรื่องราวโดย บิล ฟิงเกอร์ ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือการ์ตูนชุด Detective Comics ฉบับที่ 27 ซึ่งออกตีพิมพ์ในเดือน พ.ค. 1939

แรกเริ่มเดิมที บ๊อบ ตั้งชื่อคาแรกเตอร์นี้ว่า แบท-แมน (Bat-Man) ก่อนจะเขียนให้ง่ายขึ้นด้วยการนำไฮเฟ่น ออก  นอกจากนี้แบทแมนยังได้รับสมญานาม มือปราบใต้ผ้าคลุม (The Caped Crusader) อัศวินแห่งความมืด (The Dark Knight) และยอดนักสืบของโลก (The World’s Greatest Detective) อีกด้วย

หลังพ่อแม่ของเขาถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา บรูซ เวย์น ก็ประกาศกร้าวว่าจะต้องแก้แค้นให้ได้ ทั้งสาบานจะเป็นปฏิปักษ์กับอาชญากรรมทุกรูปแบบ จากวันนั้น เขาจึงฝึกฝนตัวเองทั้งร่างกาย จิตใจ และศาสตร์ความรู้ต่างๆ พร้อมทั้งออกแบบชุดธีมค้างคาวเอาไว้ เพื่อต่อกรกับอาชญากรโดยเฉพาะ

แบทแมนรุ่นออริจินัลในการ์ตูนภาพ เขาปฏิบัติการในเมืองก็อธแธมโดยมีผู้ช่วยอย่าง โรบิน และพ่อบ้านของเขาเอง อัลเฟรด เพนนีเวิร์ธ รวมทั้ง นายตำรวจ จิม กอร์ดอน แถมบางครั้งยังมี แบทเกิร์ล เข้ามาช่วยด้วย วายร้ายนอกจากอย่าง โจ๊กเกอร์ และยังมี มนุษย์เพนกวิน จอมโจรสองหน้ารัสอัลกูล พอยซั่นไอวี และแคตวูแมน เป็นต้น 

คาแรกเตอร์แบทแมนได้รับความนิยมแทบจะทันทีที่ออกตีพิมพ์ ความนิยมในตัวมนุษย์ค้างคาวมีมาอย่างต่อเนื่อง ปลายทศวรรษที่ 1960 ก็มีซีรีส์ Batman ทางโทรทัศน์ จนกระทั่งถึงหนังเรื่อง Batman ที่มีผู้กำกับหลายท่านสนใจ  นำเอามาตีความในหนังของพวกเขา

แบทแมนเป็นเรื่องเกี่ยวกับยอดวีรบุรุษหรือซูเปอร์ฮีโร่ซึ่งถูกดัดแปลงมาจากนิยายภาพ เข้ามาตีตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างกว้างขวาง ที่เป็นอย่างนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพสังคม และความเชื่อของคนอเมริกัน ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่สหรัฐอเมริกาเผชิญหน้ากับสงครามทั้งภายใน และภายนอกประเทศ

การเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามโลกทั้งสองครั้งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกามีนโยบายชัดเจนในการต่อต้านความ อยุติธรรม ตลอดจนการเกิดสงครามเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในประเทศเองก็มีส่วนทำให้ผู้คนหันกลับมาทบทวนคำนิยามของความฝันแบบอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับชัยชนะจากสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก และนั่นมีส่วนทำให้ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่อย่างแบทแมนโด่งดัง และได้รับความนิยมมาก เพราะมันตอบสนองความต้องการที่จะก้าวไปสู่ฐานะของผู้นำโลกในการเรียกร้องประชาธิปไตย

จนถึงปัจจุบันนี้ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ดังกล่าวก็ยังถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เพื่อผลิตซ้ำอุดมการณ์และเพื่อสร้างทัศนคติร่วมกันของคนในชาติว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสันติสุขยังไม่สิ้นสุดลง  สหรัฐยังคงรักษาสถานภาพผู้นำในการต่อสู้ครั้งนี้

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา พบว่าเรื่องหนึ่งที่ถูกพูดถึงและตกเป็นเป้าคือ เรื่องเรือนร่าง และความเป็นชาย ซึ่งนัยยะจากแก่นของเรื่องแบทแมน ที่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่การปรากฏตัวของ "แบท-แมน" ในการ์ตูนยุคแรกๆ ก็พยายามชี้ให้เห็นว่าใครก็สามารถเป็น "อัศวินแห่งรัตติกาล" (Dark Knight) ได้ หากมีการเพียรฝึกฝนร่างกายที่เพียงพอ และชื่นชอบการสวมใส่ชุดรัดรูป   แต่การใส่ชุดรัดรูปอย่างในตัวละครเรื่องนี้นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เบิร์ต วอร์ด (ปัจจุบันอายุ 74 ปี) ผู้เคยรับบทเป็นตัวละครโรบิน คู่หูของแบทแมน เวอร์ชั่นทีวีซีรีส์ที่ออกฉายช่วงปี 1966-1968  ได้เปิดเผยกับเว็บไซต์ page six เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ครั้งหนึ่งสถานีโทรทัศน์ ABC (The American Broadcasting Company) ถึงกับส่งตัวเขาไปหาหมอ เพื่อสั่งยาหดขนาดเจ้าโลกของเขา ด้วยเหตุผลว่าเป้าของเขามันดูตุงเกินไปสำหรับโทรทัศน์ เขาบอกว่ากินยาไปได้ 3 วัน ก็เริ่มคิดว่า มันอาจจะทำให้เขามีลูกไม่ได้ จึงตัดสินใจหยุดกินยา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ผ้าคลุมบังเอาไว้แทน

เบิร์ต วอร์ด ยังบอกอีกว่า อดัม เวสต์ที่รับบทแบทแมนคู่กันกับเขานั้น กลับไม่ถูกบังคับให้ทำวิธีเดียวกัน แต่ทำเพียงแค่ยัดผ้าขนหนูลงไปในกางเกงเพื่อปกปิดเท่านั้น

เช่นเดียวกับเมื่อปี 2018 ที่ค่าย DC-Comics สำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนอเมริกา ปล่อยภาพฉากเปลือยจนเห็นอวัยวะเพศของแบทแมนโผล่มาในคอมมิกส์ ทำให้แฟนๆ ผู้อ่านตกตะลึง กลายเป็นกระแสทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จนทำให้ทาง แดน ดิดิโอ ผู้จัดพิมพ์ของ DC-Comics ต้องกลับมาทบทวนถึงฉากเปลือยอวัยวะเพศใหม่ เพราะมันดึงความสนใจของคนอ่านไปจนหมด แทนที่พวกเขาจะให้ความสนใจกับเนื้อเรื่องที่ยอดเยี่ยมแต่กลับไปสนใจอย่างอื่นแทน

การท้าทายและทดลองใส่ภาพที่เผยให้เห็นอวัยวะเพศกันแบบโจ๋งครึ่มก็ได้ข้อสรุปว่าคนอ่านยังไม่พร้อมที่จะรับการเปิดเผยอย่างเต็มรูปแบบ ยังต้องมีการเซ็นเซอร์เพราะว่าคนอ่านคุ้นชินกับขนบแบบนั้น!?

ทำไมการเห็นอวัยวะเพศจึงเป็นเรื่องต้องห้าม แต่เคยสังเกตไหมว่าทำไมรูปปั้นผู้ชายหรือเทพเจ้าสมัยกรีกโรมันถึงเปลือยให้เห็นเครื่องเพศได้ เช่น รูปปั้น Priapus และรูปปั้นซาตาน Silenus ในยุคกรีก หรือย่างในกรณีรูปปั้นเดวิด ผลงานของไมเคิลแองเจโล หรือมีเกลันเจโล ที่ยืนอวดน้องชายอยู่ที่ฟลอเรนซ์ ซึ่งมันทำให้เราเห็นว่า การเห็นอวัยวะเพศในยุคกรีกโรมัน มาจนถึงกระทั่งช่วงต้นยุคกลางนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากๆ !

แล้วไยต่อมาจึงกลายเป็นเรื่องต้องห้ามไปได้ ตามความเห็นของนักวิชาการด้าน Sex and Gender กล่าวว่า เรื่องการปกปิดอวัยวะเพศมาจากวัฒนธรรมแบบคาทอลิก และวิกตอเรียน ที่กระจายไปทั่วโลกในยุคล่าอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงกลางศตวรรษที่ 19 การเห็นอวัยวะเพศเป็นเรื่องผิดบาปเลวร้าย เพราะสำนึกคิดของโลกตะวันตกในยุคกลางนั้น คนที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่ คือ พวกคนบาปที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า ขณะที่คนมีเสื้อผ้าใส่คือคนที่ได้รับการปกป้องจากพระผู้เป็นเจ้า

มีรายงานว่าในยุคของ พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ ที่ 10 (ค.ศ. 1644 ถึง ค.ศ. 1655) ไปจนถึง พระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 (ค.ศ. 1846 – 1878) ได้กระทำการชำระอวัยวะเพศทั่ววาติกัน โดยเฉพาะในยุคของปิอุส ซึ่งกำหนดให้เอาใบไม้มาปิดบังเครื่องเพศ  และวิธีคิดนี้มันก็สืบทอดมาถึงบัดนี้

มุมมองทางประวัติศาสตร์ และศาสนาอันสัมพันธ์กับการปกปิดอวัยวะเพศเช่นนี้ ทำให้เห็นถึงแนวคิดการจำแนกแบ่งแยกชนชั้นผ่านการเปิดเผยของร่างกายในการสวมใส่เสื้อผ้า เพื่อแยก ผู้ที่เจริญแล้ว ออกจาก ความป่าเถื่อน เพราะ ร่างเปลือยและอวัยวะเพศชายที่ปราศจากการปกปิด มีค่าไม่ต่างจากการเปิดเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอ สภาวะไร้อารยธรรม (Uncivilized) และความไม่เป็นชาย (Effeminate) ที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะกับตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องการเน้นย้ำให้เห็นความเป็นชายชาตรีและความแข็งแรงของร่างกายที่ต้องต่อสู้กับเหล่าวายร้าย

อี พอล เซียร์ ศาสตราจารย์ทางด้านประสาทวิทยาและการเคลื่อนไหวร่างกาย จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรีย เมืองบริติช โคลัมเบีย ประเทศแคนาดา เขียนหนังสือชื่อ การเป็นแบทแมน: ความเป็นไปได้ของสุดยอดฮีโร่ (Becoming Batman: The Possibility of a Superhero) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2008 โดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ กล่าวไว้ว่า การที่จะมีร่างกายกำยำอย่างแบทแมนได้นั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อฝึกพละกำลังด้วยการยกน้ำหนักทุกวัน จึงจะทำให้ได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรง

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ฝึกจะได้ร่ายกายที่กำยำเหมือนแบทแมนกันทุกคน ศาสตราจารย์เซียร์กล่าวว่าในเคสของแบทแมนนั้นปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีส่วนอย่างมาก เช่น การสร้างโปรตีนไมโอสตาติน (myostatin protein) ในร่างกายที่สูงมาก ซึ่งเป็นปัจจัยขัดขวางการเติบโตเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และดูเหมือนว่าแบทแมนจะไม่มีเนื้อเยื่อไมโอสตาตินเลย

หากแต่แบทแมนมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมากกว่า เป็นต้น กว่าจะลงทุนฝึกร่างกายให้แข็งแรงสมชายชาตรีได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ดังนั้น การเผยให้เห็นอวัยวะเพศชายถือเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีว่ามีส่วนทำลายภาพลักษณ์ความเป็นชายที่พยายามฝึกฝนมา

การที่ยังต้องมีการเซ็นเซอร์อวัยวะเพศในเรื่องแบทแมนนั้น นอกจากจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย จึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมแล้ว อีกประการหนึ่งคือ แต่เดิม บ็อบ เคน ก็ไม่ได้เจตนาสร้างให้แบทแมนเป็นหนังโป๊

แต่ต้องการให้การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่อย่างแบทแมนเป็นนวัตกรรมของสังคมอเมริกันที่แสดงถึงความเจริญในโลกยุคใหม่

 

ป.ล. ถ้าใครอยากเห็นการปกปิดอย่างที่เบิร์ต วอร์ดบอก ก็ลองไปหาแบทแมนเวอร์ชั่นเบิร์ต วอร์ด มาดูก็ได้

 

เรื่อง : นทนท

อ้างอิง

https://pagesix.com/2020/01/10/abc-told-batman-actor-burt-ward-to-take-pills-to-shrink-penis/

ร่างเปลือยและอวัยวะเพศชายที่ปราศจากการปกปิด มีค่าไม่ต่างจากการเปิดเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอ สภาวะไร้อารยธรรม (Uncivilized) และความไม่เป็นชาย (Effeminate) ที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์