พระมเหสีพระนเรศวรในวรรณกรรมอาถรรพ์
  • Social
  • Jan 17, 2020

สมัยก่อนมักกล่าวกันว่า สมเด็จพระนเรศวร ไม่มีพระมเหสี เพราะทรงทำแต่ศึกสงคราม  แต่นั่นเป็นเรื่องที่คนในสมัยหลังตีความกันไปเองต่างหาก เพียงเพราะว่าไม่มีระบุถึงอยู่ในพระราชพงศาวดาร (ซึ่งโดยปกติมักไม่ได้กล่าวถึงพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดินอยู่แล้ว) อีกทั้งไม่ได้พิจารณาหลักฐานอื่นๆ ประกอบ

คำถามคือ แล้วจริงหรือไม่ อย่างไร...

ทำให้ประเด็นนี้เป็นปริศนาคาใจที่หลายคนพยายามหาคำตอบ ถึงขนาดมีการตั้งกระทู้ถามกันในโซเชียลว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระมเหสี และพระโอรส พระธิดาหรือไม่  นอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายประเด็นในรัชกาลของพระองค์ที่ยังเป็นปริศนาให้นักประวัติศาสตร์ค้นคว้ากันต่อไปอย่างรายละเอียดวีรกรรมยุทธหัตถี ยาวยันถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่สวรรคตว่าอยู่ในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ หรือที่เมืองหาง ในรัฐฉานของพม่ากันแน่...

ที่ผ่านมาเรื่องราวของพระองค์ได้รับการเขียนเป็นหนังสือ ตำราแบบเรียนประวัติศาสตร์  ตลอดจนภาพยนตร์ เพื่อถ่ายทอดให้คนไทยได้รับรู้ถึงเรื่องราวของพระองค์ได้โดยง่าย อาศัยหลักฐานประวัติศาสตร์และตำนานต่างๆ ผนวกเข้าเป็นเรื่องราว ถ่ายทอดออกมาในแง่มุมต่างๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่กล่าวถึงเรื่องราวของพระองค์อย่างละเอียดลออตลอดพระชนมพรรษาของพระองค์  ยิ่งทำให้เรื่องราวของพระองค์ยังคงถูกกล่าวขนานอย่างไม่รู้จบสิ้น

และก็คงไม่แปลกอะไรที่ความเข้าใจของคนไทยที่มีต่อเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวร หลายๆ เรื่องอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางวิชาการไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

เมื่อตอนที่มีภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชออกมาใหม่ๆ ทำให้หลายคนฮือฮากับตัวละครที่ชื่อว่า มณีจันทร์ ซึ่งในภาพยนตร์จัดวางให้เป็นพระมเหสีของพระนเรศวร ที่เป็นคนทางฝั่งพม่ารามัญ แต่มันก็เกิดคำถามขึ้นตามมาอีกว่า แล้วมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์หรือไม่

ต่อประเด็นคำถามนี้เมื่อเช็คกับเอกสารประวัติศาสตร์กลับพบว่า มีการออกพระนามของพระมเหสีในสมเด็จพระนเรศวรต่างกันออกไปหลายพระนามด้วยกัน เช่น คำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวถึงพระนามพระมเหสี ในตอนสมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นครองราชย์ว่า พระนางมณีรัตนา

พงศาวดารละแวก กล่าวว่า หลังตีละแวก หรือกรุงเขมรได้ ใน  พ.ศ. 2138 พระนเรศวรได้ทรงนำพระราชธิดาของพระศรีสุริโยพรรณ พระนามว่า พระเอกษัตรี มาเป็นพระมเหสี  และยังมีพระนามว่า เจ้าขรัวมณีจันทร์ ปรากฏอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ชาติไทย สมัยก่อนตั้งถิ่นฐานในแหลมอินโดจีนจนถึงสมัยอยุธยาบอกว่า พระองค์เป็นหมัน ไม่ทรงมีพระราชโอรสธิดากับสมเด็จพระนเรศวรแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานในเอกสารต่างชาติ เช่น ในเอกสาร Historical Account of King Prasat Thong ฉบับแปลภาษาอังกฤษของ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) หัวหน้าสถานีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาประจำกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ระบุว่ามี widow (หม้าย) ของ Black King (พระองค์ดำ) นามว่า Zian Croa Mady Jan ซึ่งชื่อ Zian Croa Mady Jan นี้ ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ "เจ้าขรัวมณีจันทร์" ในหลักฐานของสเปนชื่อ History of the Philippines and Other Kingdom ของบาทหลวงมาร์เซโล (Marcelo de Ribadeneira, O.F.M.) ได้พรรณนาถึงกระบวนเรือพระพยุหยาตราชลมารคในสมัยสมเด็จพระนเรศวรว่ามีกระบวนเรือของพระอัครมเหสีของพระองค์ร่วมอยู่ในขบวนด้วย

ถ้าเป็นอย่างหลักฐานต่างๆ ว่าไว้ ก็แสดงว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระมเหสีหลายองค์ เช่นเดียวกับพระเจ้าแผ่นดินส่วนใหญ่ สมัยโบราณ ในแถบนี้ที่นิยมมีพระมเหสีจำนวนมาก ไม่ได้ไม่มีอย่างที่ส่วนใหญ่เคยเข้าใจกัน

นอกจากชาวดัตช์ ชาวสเปน ได้กล่าวถึงไว้ในบันทึกของเขาแล้ว ยังมีชาวต่างชาติอีกผู้หนึ่งที่ยืนยันเรื่องพระมเหสีในสมเด็จพระนเรศวรคือ นะวะเดแห่งเมืองแปร

นะวะเด ผู้นี้เป็นกวีในราชสำนักพม่า ตามหลักฐานว่ามีอายุอยู่ในช่วง ค.ศ. 1498-1588 เกิดที่เมืองแปร เป็นนายทหารหัวก้าวหน้าในสมัยนั้น แต่มีพรสวรรค์ด้านวรรณคดี ว่ากันว่า นอกจากความช่ำชองในเพลงดาบแล้ว เขายังเป็นกวีอัจฉริยะที่สามารถคิดสร้างสรรค์รูปแบบ และประเภทคำประพันธ์ใหม่หลายชนิด จนทำให้เกิดประเภทวรรณคดีใหม่ๆ

นะวะเดมีผลงานวรรณคดีมากมาย เขามักจารต้นฉบับด้วยตัวเอง กล่าวกันว่า เขาเป็นกวีที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในรัชกาลของพระเจ้าบุเรงนอง (ค.ศ.1550-1581)

ในระหว่างรัชกาลของพระเจ้าบุเรงนอง นะวะเดได้รับมอบหมายให้แต่งเอชีน หรือ บทเห่กล่อมพระบรรทม หรือ บทถวายโอวาทเจ้าฟ้าชาย เจ้าฟ้าหญิงตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนเจริญพระชนมพรรษา ถวายแด่พระธิดาพระองค์เล็กใน พระเจ้านอยะทามินซอ / อนอยะทาซอ กับ พระนางสิ่นผิ่วฉิ่นแหม่ด่อ

พระธิดาพระองค์นี้มีศักดิ์เป็นหลานปู่ของพระเจ้าบุเรงนอง เนื่องจากพระบิดาคือ พระเจ้านอยะทามินซอเป็นพระโอรสในพระเจ้าบุเรงนอง เดิมทีไม่ทราบพระนามว่า พระธิดาที่นะวะเดแต่งบทเห่กล่อมพระบรรทมถวายนั้นทรงมีพระนามว่าอะไร เพราะตอนแรกเลยก็ออกพระนามแต่เพียงว่า นะมะด่อ  แปลว่า พระกนิษฐา / พระน้องนางเธอ เนื่องจากพระองค์มีพระเชษฐา 3 พระองค์ เป็นเหตุให้นะวะเดเรียกชื่อบทเห่พระบรรทมบทนี้ว่า บทเห่กล่อมพระบรรทมพระกนิษฐาของกษัตริย์ (เนื่องจากต่อมาพระเชษฐาทั้ง 3 พระองค์ได้เป็นกษัตริย์)

สมัยสมเด็จพระนเรศวร เมืองเชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า พระเจ้าบุเรงนองส่งพระเจ้านอยะทามินซอ หรือที่เชียงใหม่เรียกว่า พระเจ้านรธามังช่อ มาปกครอง รวมถึงพระมเหสีและพระโอรสพระธิดาในพระเจ้านอยะทามินซอก็โดยเสด็จมาพร้อมกันในครานี้ด้วย

ต่อมาเหตุการณ์การเมืองภายในพม่าหลังสมัยพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตเข้าสู่สถานการณ์วุ่นวายหนัก ทำให้หัวเมืองประเทศราชน้อยใหญ่พากันแยกตัวออกจากพม่า ซึ่งก็รวมถึงเชียงใหม่ด้วย เชียงใหม่เองก็มีปัญหา คือ ถูกคุกคามจากล้านช้าง และเชียงใหม่หาที่พึ่งไม่ได้

ด้วยเหตุนี้พระเจ้านอยะทามินซอจึงส่งพระราชสาส์นและบรรณาการลงไปกรุงศรีอยุธยา ยอมเป็นประเทศราชใน พ.ศ. 2141 สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงขอพระธิดาของพระเจ้านอยะทามินซอกับพระนางสิ่นผิ่วฉิ่นแหม่ด่อมาเป็นมเหสี เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลถึงการออกพระนามพระธิดา จากที่ก่อนหน้านี้เรียกว่านะมะด่อก็เปลี่ยนมาเรียกว่า โยดะยามิพะยา แปลว่า มเหสีอยุธยา และบทเห่กล่อมพระบรรทมที่นะวะเดแต่งถวายก็เลยเปลี่ยนมาเรียกพระยศล่าสุดกลายเป็น โยดะยามิพะยาเอชีน หรือ บทเห่กล่อมพระบรรทมมเหสีอยุธยา

แล้วนะวะเดพรรณนาถึงพระมเหสีพระนเรศวรในบทเห่กล่อมพระบรรทมอย่างไรบ้าง

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่น้อยใช่ไหมล่ะ ถ้าได้นึกภาพตามคำบอกเล่า แต่เนื้อหามิได้มุ่งกล่าวถึงพระรูปพระโฉมโดยตรง มุ่งเน้นพรรณนาถึงพระราชประวัติ และวีรกรรมของพระมหากษัตริยาธิราชที่เป็นต้นราชสกุล เพื่อให้ทรงทราบถึงพระราชประวัติของพระราชวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นถึงพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระเจ้าบุเรงนองผู้มีศักดิ์เป็นปู่ ลักษณะฉันทลักษณ์ใช้กลอนสี่ (วรรคละ 4 คำ) จริงๆ แล้วจัดว่า เป็นวรรณกรรมยอพระเกียรติประเภทหนึ่งเพราะเนื้อหาโดยรวมมุ่งแต่ยอพระเกียรติวีรกรรมของบรรพบุรุษในราชวงศ์โดยอ้างว่าสืบสันตติวงศ์มาจากเทพ

เอชีน หรือ บทเห่กล่อมพระบรรทม ที่กล่าวถึง โยดะยามิพะยา—มเหสีอยุธยา ของพระนเรศวร

เอชีนนี่แต่งทีเดียวใช้งานคุ้มเลย เพราะใช้เห่กล่อมได้ตั้งแต่เล็กจนโต โดยใช้เป็นบทอ่านถวายซ้ำๆ เพื่อเป็นบทเรียน  บางทีเรียกกันว่า บทอ่านเพื่อพระกรรณ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเจ้านายทุกพระองค์จะได้รับการแต่งบทเห่พระบรรทมถวายไปเสียหมดเพราะอนุญาตให้แต่งถวายเฉพาะแด่เจ้านายที่เป็นพระโอรส พระธิดาของกษัตริย์ และชั้นหลานสายตรง ทั้งชายและหญิง อย่างเคสของพระมเหสีในพระนเรศวร

บทเห่กล่อมพระบรรทมหรือวรรณกรรมประเภทเอชีนนี้ บางครั้งกล่าวกันว่าเป็น วรรณกรรมอาถรรพ์ เพราะเจ้านายพม่าหลายพระองค์ โดยเฉพาะที่ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารหลายพระองค์ต้องประสบชะตากรรมถูกปลงพระชนม์บ้าง ถูกกบฏชิงราชบัลลังก์บ้าง มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ประสบภัย

มีพระมกุฎราชกุมาร 7 พระองค์ต้องทรงประสบชะตากรรมที่เลวร้ายทั้งก่อน และหลังครองบัลลังก์ อย่าง พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ (ค.ศ.1531-1551) มีบทเห่กล่อมพระบรรทมที่แต่งถวายเมื่อครั้งทรงเป็นเจ้าฟ้าถึง 3 เรื่อง ในบั้นปลาย ถูกขุนนางชาวมอญลอบปลงพระชนม์ พระมหาอุปราช องค์ที่เป็นพระโอรสของพระเจ้านันทบุเรงมีบทเห่กล่อมที่แต่งถวาย 1 เรื่อง ในที่สุดก็สิ้นพระชนม์ในการรบกับอยุธยา เมื่อ ค.ศ. 1593 ในสงครามยุทธหัตถี (สงครามในลิลิตตะเลงพ่ายที่คุ้นเคยกันดี)

หรืออย่างที่ใกล้เข้ามาในยุคอาณานิคม อู ปวา นักวิชาการ และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยย่างกุ้งได้แต่งบทอ่านเพื่อพระกรรณสั้นๆ ถวายแด่ เจ้าชายแห่งแคว้นเวลส์ เมื่อคราวเสด็จเยือนอาณานิคมพม่า ใน ค.ศ. 1921 อู ปวา ได้รับพระราชทานเงินรางวัลจำนวน 1,000 รูปี (ประมาณ 70 ปอนด์) ในสมัยนั้น และต่อมาก็ปรากฏว่าเจ้าชายพระองค์นั้น ซึ่งเป็นองค์รัชทายาทก็ไม่ได้ขึ้นครองราชย์ เพราะทรงสละตำแหน่ง เสกสมรสกับหญิงอันเป็นที่รัก และไปใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศ พระอนุชาของพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น

เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอยู่ว่า บรรดาเจ้านายที่มีผู้แต่งเอชีนหรือบทเห่กล่อมพระบรรทมถวายล้วนประสบชะตากรรมที่ไม่ดี ก็เพราะอย่างนั้น นั่นแหละ จึงอดที่จะกล่าวกันมิได้ว่าวรรณกรรมประเภทนี้มีอาถรรพ์!

เช่นเดียวกันกับที่พระมเหสีอยุธยาก็มีเอชีน 1 เรื่อง ที่นะวะเด นายทหารกวีผู้อยู่ร่วมสมัย แต่งถวาย ในที่สุดพระองค์ก็ทรงพลัดพรากจากบ้านเมือง มาเป็นหลักประกันความจงรักภักดีของเจ้าประเทศราช และไม่ทราบเรื่องราวที่แน่ชัดหลังจากมาเป็นมเหสีอยุธยา

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเอชีน หรือ บทเห่กล่อมพระบรรทม จะถูกกล่าวหาว่าเป็นวรรณกรรมอาถรรพ์เพราะผู้ที่มีวรรณกรรมประเภทนี้ ส่วนใหญ่มักประสบชะตากรรมที่ไม่สวยงามนัก แต่มันก็เป็นพยานลายลักษณ์ที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

อย่างในกรณีนี้มันก็ช่วยเป็นจิ๊กซอว์ที่ให้ข้อมูลว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระมเหสีเป็นเจ้าหญิงพม่า ผู้สืบเชื้อสายตรงจากพระเจ้าบุเรงนองหรือผู้ชนะสิบทิศที่คนไทยคุ้นเคยดี ซึ่งมีพระนามตามพระยศล่าสุดว่า โยดะยามิพะยา—มเหสีอยุธยา ปรากฏพระองค์ครั้งแรกสุดในบทเห่กล่อมพระบรรทม —วรรณกรรมที่ถูกกล่าวหาว่ามีอาถรรพ์ และได้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงหลักให้กับหลักฐานชั้นหลังต่อมา

ท้ายนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ Daw Thandar Aung บรรณารักษ์ห้องสมุดมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง แผนกเอกสารโบราณที่ช่วยให้ผู้เขียนมีโอกาสเข้าถึงโยดะยามิพะยาเอชีน ต้นฉบับใบลาน เมื่อหลายปีก่อน  แม้ว่าจะเป็นฉบับที่คัดลอกเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ก็ตาม

 

เรื่อง : วทัญญู ฟักทอง

แม้ว่าเอชีน หรือ บทเห่กล่อมพระบรรทม จะถูกกล่าวหาว่าเป็นวรรณกรรมอาถรรพ์เพราะผู้ที่มีวรรณกรรมประเภทนี้ ส่วนใหญ่มักประสบชะตากรรมที่ไม่สวยงามนัก แต่มันก็เป็นพยานลายลักษณ์ที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์