เป็นโสดทำไม เมื่อใครๆ ก็ “โสด” กัน!
  • Explicit
  • Sep 9, 2019

หากคุณเป็นคนที่กำลังรู้สึกเหงา เศร้า ซึม เพราะโสดแล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะถึงแม้ความโสดจะทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว แต่คุณไม่ได้อยู่คนเดียวเหงาๆ เสียหน่อย!

มีข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า สัดส่วนระหว่างชายและหญิงจากปี 2560 มีความแตกต่างกันราวๆ 1.3 ล้านคน เป็นผู้หญิง 33.78 ล้านคน มากกว่าผู้ชายที่มีจำนวน 32.45 ล้านคน

ส่วนจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด อย่าง กรุงเทพมหานคร ชาวกทม.กว่า 5.69 ล้านคนนั้น แบ่งเป็นชาย 2.69 ล้านคน เป็นหญิง 2.99 ล้านคน แน่นอนว่า ผู้หญิงก็ยังมีจำนวนมากกว่าผู้ชายอยู่ดี

ที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงอายุต่างๆ จำนวนผู้หญิง และผู้ชายจะแปรผันไปตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วงวัยเด็กตั้งแต่ 0-24 ปี ผู้ชายจะมีจำนวนมากกว่า แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป ผู้หญิงกลับมีจำนวนมากกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ

เอาล่ะ! เพื่อให้เห็นภาพ เราสามารถจำแนกตามช่วงอายุของประชากรได้ ดังนี้

  • 0-14 ปี : 19.2% ของประเทศ (ชาย 6.62 ล้านคน หญิง 6.31 ล้านคน)

  • 15-24 ปี : 15.1% ของประเทศ (ชาย 5.18 ล้านคน หญิง 4.97 ล้านคน)

  • 25-54 ปี : 45.6% ของประเทศ (ชาย 15.19 ล้านคน  หญิง 15.56 ล้านคน)

  • 55-64 ปี : 10.4% ของประเทศ (ชาย 3.34 ล้านคน หญิง 3.66 ล้านคน)

  • 65 ปีขึ้นไป: 9.8% ของประเทศ (ชาย 2.97 ล้านคน หญิง 3.61 ล้านคน)

แต่ในรายงานฉบับดังกล่าวก็บอกอีกนั่นแหละว่า เป็นเพราะผู้ชายมีแนวโน้มหรือเสี่ยงเสียชีวิตเร็วกว่าผู้หญิง จึงทำให้ประชากรรวมของผู้ชายลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นน้อยกว่า

นี่ก็อาจเป็นส่วนนึงที่แสดงว่า ชีวิตสาวโสด เริ่มมาตั้งแต่ส่วนต่างประชากรที่ไม่เท่ากันอยู่หนึ่งล้านคนแล้วเป็นอย่างน้อย

นอกจากเรื่องจำนวนประชากร ก็ยังมีข้อมูลสถานะสมรสของคนไทยในรอบ 10 ปีมายืนยันเหตุผลของความโสด นั่นคือจำนวนคนจดทะเบียนสมรสน้อยลง 5.1% เทียบจากปี 2550 ที่มีจำนวน 3.13 แสนคู่ ลดลงมาเป็น 2.98 แสนคู่ในปี 2560 ขณะที่จำนวนการจดทะเบียนหย่ากลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 19.7% คือจากในปี 2550 ที่มีคำนวน 1.02 คู่ เพิ่มเป็น 1.22 คู่ ในปี 2560

สำหรับปี 2562 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 จนถึง 5 กันยายน 2562 มีคู่ที่จดทะเบียนสมรสไปแล้ว 174,532 คู่ เช่นเดียวกับคู่สมรสที่ไปจดทะเบียนหย่าซึ่งมีจำนวนสูงถึง 90,745 คู่ ถือว่าเป็นสถิติที่ไม่น้อยเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เหลืออีกราว 4 เดือนก่อนจะหมดสิ้นปี

จากสถิติข้างต้น เราอาจอธิบายได้ว่า การที่จำนวนคู่สมรสลดน้อยลง ในขณะที่จำนวนคู่หย่าร้างเพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลให้มีจำนวนคนโสดเพิ่มมากขึ้นจนนิยามได้เลยว่า เป็นโสดไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะคนโสด ไม่ได้หมายถึงเพียงแต่คนที่เกิดมาไร้คู่เท่านั้น แต่คนโสดนั้นหมายรวมถึง กลุ่มแม่หม้าย พ่อหม้ายที่จดทะเบียนหย่ากับอดีตคู่รักไปแล้วเช่นเดียวกัน

นอกจากความต่างในแง่ของจำนวนประชากรแล้ว การเป็นคนโสดและไม่โสดยังมีผลในแง่ของการใช้ชีวิต และเงินในกระเป๋าของคุณอีกด้วย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนโสดและคนมีคู่ มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร แบ่งออกเป็น

อย่างแรก คนโสดมีรายจ่ายต่อหัวมากกว่าคนมีคู่ประมาณ 11% แต่เรื่องทรัพย์สินกลับน้อยกว่า เพราะคนมีคู่เขามักจะมีทรัพย์สินที่เป็นเงิน บ้าน หรือรถ มากกว่าคนโสด โดยรายจ่ายของคนมีคู่ มักจะเป็นรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ต่างๆ เห็นชัดได้จากเรื่องอาหาร คนโสดมักจะออกไปทานข้าวนอกบ้านมากกว่าคนมีคู่ ส่วนคนมีคู่หรือมีครอบครัว ใช้จ่ายเงินเพื่อการทานข้าวนอกบ้านเป็นเพียง 1 ใน 3 ของรายจ่ายค่าอาหารทั้งหมด ทำให้คนโสด มีรายจ่ายด้านอาหาร มากกว่าคนมีคู่หรือมีครอบครัวอยู่ราว 12% 

ส่วนค่าเดินทางนั้น คนโสดก็มีรายจ่ายในการเดินทางมากกว่าคนมีคู่ กรณีนี้เทียบแค่คนมีรถเป็นของตัวเองเท่านั่น และเนื่องจากคนมีครอบครัวสามารถใช้รถร่วมกันได้ ทำให้คนโสดมีรายจ่ายค่าเดินทางมากกว่าถึง 42%

และสุดท้าย เรื่องรายจ่ายสุขภาพ คนมีคู่จะมีรายจ่ายเกี่ยวกับสุขภาพมากกว่าคนโสด เพราะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับคนมีครอบครัว ได้แก่ ค่าทำคลอด ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของลูก เป็นต้น

สิ่งที่แฝงมากับคนโสดไม่ใช่แค่ความเหงา แต่การเป็นโสด อาจจะมีโรคที่คอยมารบกวนใจอยู่เรื่อย อาทิ โรคไมเกรน เภสัชกรหญิงดร.จุฑามณี สุทธิสีสังข์ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำไว้ในหนังสือ แก้ปวดก่อนป่วย อธิบายว่า โดยปกติแล้วผู้หญิงมีโอกาสเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชาย 3-4 เท่า จะมีอาการรู้สึกปวดศีรษะข้างเดียวหรือทั้งสองข้างอย่างรุนแรง บางคนอาจมีอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงมีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียงเพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าเกิดจากอะไรแน่ แต่ก็มีการสันนิษฐานว่าเกิดจากความผิดปกติของสารเซโรโทนินและสารเคมีชนิดอื่นๆ ในสมอง ร่วมกับปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ได้แก่ ความเครียด แสงสว่างจ้า แสงไฟกะพริบ การเพ่งอะไรนานๆ หรือมีเสียงดังรบกวน

นอกจากไมเกรน อีกโรคที่เสี่ยงคือ โรคซึมเศร้า โดยข้อมูลจากหนังสือ โรคซึมเศร้า ของ ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลภาควิชาจิตเวชศาสตร์ อธิบายว่า แม้การซึมเศร้าจะมีหลายสาเหตุแต่สาเหตุเล็กๆ ประกอบกันก็จะทำให้กลายเป็นปัจจัยที่รบกวนความรู้สึกและอารมณ์บ่อยขึ้น เช่น ความเหงา แรงกดดัน สังคมรอบข้าง หรือแม้แต่ความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกแย่และมีความเสี่ยงได้เช่นกัน โดยผลกระทบของโรคนี้จะเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออาการรุนแรงซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักไม่รู้สึกตัว

ศ.นพ. เสวก วีระเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช ศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ บอกว่า ช็อคโกแลตซีสต์ ก็เป็นอีกโรคที่เกิดได้กับคนโสดเช่นเดียวกัน เพราะการเจริญเติบโตที่ผิดปกติภายในเยื่อบุโพรงมดลูกจนทำให้เกิดช็อคโกแลตซีสต์ มีสาเหตุมาจากประจำเดือนบางส่วนที่ไหลย้อนกลับมาตกค้างที่รังไข่ รวมถึงผู้หญิงที่ไม่มีลูกจะมีโอกาสปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อย หรือเป็นซีสต์ได้มากกว่า เพราะการที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จะเป็นช่วงที่ร่างกายไม่มีประจำเดือน ซึ่งอาจทำให้ซีสต์ที่เป็นอยู่ฝ่อลงและสลายไป แต่อย่าคิดว่ามีคู่เท่ากับไม่มีโอกาสเป็นซีสต์นะ เพราะโรคนี้มีโอกาสเป็นกันได้ทุกคน แนะนำให้ตรวจสุขภาพปีละครั้งจะชัวร์กว่า

ต่อมาคือโรคมะเร็งเต้านม ข้อมูลจาก สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ระบุว่า โรคที่พบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย ซึ่งโรคนี้มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถ้าเป็นคุณแม่แล้วให้นมลูก จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้มากกว่าเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ส่วนหญิงโสดที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยงทั้งกินอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายน้อย และดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ก็จะยิ่งเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้นไปอีก ทางที่ดีควรหมั่นตรวจเต้านมเป็นประจำ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และหากพบว่ามีสิ่งผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันทีจะดีที่สุด

ปิดท้ายด้วย โรคอัลไซเมอร์ มีงานวิจัยอีกชิ้นจากงานประชุมสมาคมอัลไซเมอร์นานาชาติ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขาพบว่า การครองตัวเป็นโสด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมมาถึง 42% เมื่อเทียบกับคนที่แต่งงาน รวมถึงแม่หม้ายที่ไม่ได้แต่งงานใหม่ก็มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมได้ถึง 1 ใน 4 ซึ่งปกติแล้วอาการสมองเสื่อมมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่ถ้าหากคุณดูแลสุขภาพให้ดี เข้าสังคม พบปะกับผู้คนอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคสมองเสื่อมได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าแต่งงานหรือเป็นโสด

ดร. ลอร่า ฟิปป์ส จากสถาบันวิจัยอัลไซเมอร์ของอังกฤษ วิเคราะห์จากผลวิจัยนี้ว่า แสดงให้เห็นว่าคนที่แต่งงานมีสุขภาพที่ดีกว่า อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย  ซึ่งส่วนใหญ่คู่ที่แต่งงานกันมักจะมีฐานะการเงินหรือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และช่วยดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กันทางสังคมมากกว่าการครองตัวเป็นโสด ถือว่าช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของสมองให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น  ขณะที่คนโสดหรือแม่ม่าย มักมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่น้อยกว่าเมื่อมีอายุที่มากขึ้น

แต่ถึงแม้ว่าจะมีผลวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าคนโสดจะมีความเสี่ยงต่อโรคภัยหลายอย่าง แต่คุณคน
โสดก็อย่าเพิ่งวิตกไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะไม่สามารถตัดสินได้หรอกว่า ระหว่างคนโสดหรือคนมีคู่ ใครมีข้อดีข้อด้อยมากกว่า เพียงแต่อย่าลืมดูแลสุขภาพ และมีความสุขกับสถานะของตัวเองให้มากๆ ก็พอ!

 

 

ที่มา:

https://www.mirror.co.uk/

http://www.thailandometers.mahidol.ac.th/

https://www.scbeic.com/th/detail/product/6102

https://goodlifeupdate.com/healthy-body/70218.html

http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsrbeta/th/Gazette.aspx

https://www.manulife.co.th/specific-diseases-women-health/

https://www.bangkokhospital.com/th/disease-treatment/chocolate-cysts-single

ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะไม่สามารถตัดสินได้หรอกว่า ระหว่างคนโสดหรือคนมีคู่ ใครมีข้อดีข้อด้อยมากกว่า เพียงแต่อย่าลืมดูแลสุขภาพ และมีความสุขกับสถานะของตัวเองให้มากๆ ก็พอ!

  • เรื่อง : Bottom Line
  • ภาพ : -
  • กราฟิก : ณัฐนิช อิสรเสรีธรรม
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

    Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

    เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

    • About
    • Contact
    • For Advertiser
    • Want to become an author?