'Young Pride Club' พลังนักศึกษาเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ
  • Social
  • Jul 3, 2019

ประเด็นการยอมรับตัวตนอันแตกต่างและความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นในสังคมไทย เป็นหนึ่งในเรื่องป๊อปที่ผู้คนจำนวนมากตื่นตัวและสนใจกันมากขึ้น ในช่วงปีที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ที่ตอกย้ำการยอมรับตัวตนของ LGBTIQ+ ทั้งการมีสมาชิกผู้แทนราษฎรที่เป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศคนแรกในประเทศไทยได้รับการเลือกตั้งให้เข้าสภา การบรรจุเรื่องความหลากหลายทางเพศลงในหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน หรือกฎหมายคุ้มครองคู่สมรสเพศเดียวกัน (พรบ. คู่ชีวิต) ที่กำลังผลักดันให้เป็นกฎหมายที่ใช้งานจริง

ในความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิดังกล่าว Young Pride Club คือกลุ่มนักศึกษาผู้มีความหลากหลายทางเพศ​ (และชายจริงหญิงแท้บางส่วน) จากรั้วสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศที่มีจุดยืนเหมือนกับนักกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียมทางเพศกลุ่มอื่นๆ แต่กลุ่ม Young Pride Club มองว่า ไม่ใช่แค่เรื่องเพศเท่านั้น แต่ LGBTIQ+ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเรื่องใดก็ได้

แกนนำ Young Pride Club คือ เบส - ชิษณุพงษ์ นิธิวนา, ปาหนัน - ชัญญา รัตนธาดา, ขิม - จิระดา เหลืองจินดา และแมกซ์ - ธรรมปพน ต่อทรัพย์สิน ทั้ง 4 คนคือแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจ สร้างการยอมรับและมีตัวตน จนถึงเปลี่ยนแปลงภาพเหมารวมต่อ LGBTIQ+ ต่อคนเชียงใหม่ให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เสียงเล็กๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย

Young Pride Club เริ่มต้นจากเบสที่เป็นนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มเคลื่อนไหวกับเพื่อนของเธอในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งคือ การอนุญาตให้นักศึกษาแต่งกายตรงกับเพศสภาพในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

 “เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ทุกปี เพราะว่าคนที่เป็นกะเทยหรือคนข้ามเพศ เขาไม่สามารถแต่งตัวตามเพศที่ต้องการได้ เลยมีการขับเคลื่อน เริ่มจากเพื่อนของเราคนหนึ่งที่เขาส่งเรื่องนี้ไปให้หน่วยงานที่ช่วยเหลือ LGBTIQ+ เช่น สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย มูลนิธิเอ็มพลัส แล้วเขาก็ช่วยจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เราก็เป็นหนึ่งคนที่ช่วยกันรวบรวมรายชื่อ เพื่อทำให้กลไกนี้มันเกิดขึ้นก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่พี่ๆ ของเราทำมาตลอด 10 ปี 20 ปี จากที่ไม่เคยได้ผลเลย จนมาทำได้ที่รุ่นเรา

"เราเลยรู้สึกว่า นี่แหละ คือการขับเคลื่อน แล้วเราควรทำต่อ เพราะว่ามันไม่ได้ส่งผลแค่รุ่นเรา มันส่งผลกับน้องอีก 10 ปี 20 ปี ที่เขาจะสามารถเลือกอัตลักษณ์ตัวเองได้” เบสเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นขับเคลื่อนกิจกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศ

ต่อมา เบสในฐานะนักศึกษาปริญญาโทได้ก่อตั้งกลุ่ม Pride CMU ขึ้นมาเพื่อแสดงจุดยืนและทำความเข้าใจกลุ่มคน LGBTIQ+ ในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะตอนนั้นความเข้าใจของกลุ่มคนนี้ รวมถึงสิทธิ-เสรีภาพ ผ่านการแสดงออกต่างๆ ยังไม่เท่าเทียมเท่ากับเพศชายหญิงมากนัก Pride CMU จึงทำหน้าที่นี้เพื่อให้ทุกคนเข้าใจในความแตกต่างเพื่อสร้างความเท่าเทียม

“เราเริ่มจากการปลุกประเด็นความเท่าเทียมทางเพศในมหาวิทยาลัย ก็จะเล่าประมาณว่ากลุ่มแบบเราเจอปัญหาอะไรบ้าง ตอนนั้นเราจัดเป็นเวทีย่อมๆ เวทีแรกที่แต่ละคนมาพูดถึงเรื่องปัญหาที่เจอ แต่ตอนนั้นคนก็ยังเข้าร่วมน้อย เพราะด้วยตัวกิจกรรมอาจจะเครียดไปด้วย” เบสเล่าถึงผลตอบรับของการจัดกิจกรรมครั้งแรก

เมื่อเจอปัญหา Pride CMU จึงต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เข้าถึงนักศึกษากลุ่มใหญ่ได้มากขึ้น เช่น การจัดฉายภาพยนตร์พร้อมเสวนา หรือการจัดประกวดพูด Gender Contest ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และได้เรี่ยวแรงสำคัญจากปาหนันและขิมเข้ามาร่วมเดินหน้ากิจกรรมให้ลุล่วง

Pride CMU มีผลงานที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มไปเตะตานักศึกษาที่ขับเคลื่อนเรื่องเดียวกันนี้ในมหาวิทยาลัยอื่นและเริ่มสนใจที่จะเป็นทีมงาน ซึ่งแม็กซ์ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ คือหนึ่งในนั้น

“ส่วนของผมเองเริ่มจากที่เขาจัดงาน Gender Contest ครั้งแรกครับ ผมก็เข้าร่วมแล้วพูดเกี่ยวกับเรื่องปัญหาการศึกษาไทย ที่สอนเรื่องความหลากหลายทางเพศที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่าตอนนี้เขาได้เปลี่ยนระบบการศึกษาแล้วครับ คือมีการใส่เรื่อง LGBTQ+ ในการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถม ก็จะทำให้เด็กเข้าใจมากขึ้น พอผมเข้าร่วมงานนั้นเสร็จก็คือได้คุยกับทางกลุ่มแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ เลยร่วมเป็นส่วนหนึ่งครับ พอเขาจัดกิจกรรมแล้วถ้าว่างก็จะมาช่วยตลอดครับ” แม็กซ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นส่วนหนึ่งของชมรม 

“เราต้องการที่จะสนับสนุนให้ว่า ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้เป็น LGBT คุณสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ ก็คือเราต้องการสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นได้” ขิมเสริม

สุดท้าย Pride CMU ได้รับความสนใจจากนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัยมากขึ้น และเปลี่ยนชื่อชมรมเป็น Young Pride ในที่สุด

ก้าวใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

เมื่อ Young Pride เปิดตัวชมรมอีกครั้งอย่างเป็นทางการ ทั้ง 4 ยังคงทำกิจกรรมเดิมตามพันธกิจที่มี โดยการจัดกิจกรรมแบบออฟไลน์อย่างที่เคยทำ จนเข้าสู่กระบวนการรณรงค์อย่างเป็นรูปธรรมคือ การเดินขบวนเฉพาะกลุ่ม Young Pride โดยมีทั้งกลุ่มคน LGBTIQ+ และบุคคลทั่วไป เพื่อร่วมเดินขบวนในประเพณีรับน้องขึ้นดอย ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เหมือนจะเป็นการรณรงค์ที่ชัดเจน แต่สุดท้าย เจตนาดีของ Young Pride กลับถูกตั้งคำถาม

“ตอนที่เราเดินขึ้นดอยก็เป็นดราม่าเลย เพราะว่าเราเป็นกลุ่มนักศึกษาในสาขาสตรีศึกษา (คณะสังคมศาตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เป็นแค่กลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่ง เราอยากแสดงจุดยืนก็เลยถือธงสีรุ้งขึ้นดอย ตอนนั้นมีประเด็นว่า ทำไมต้องถือธงสีรุ้งขึ้น ทำไมไม่รู้จักกาลเทศะ มันไม่เหมาะสม เวลานั้นถือว่าเป็นบทเรียนหนึ่ง แต่ก็เป็นการสร้างความเข้าใจกับสังคมนั่นแหละว่า เวลา LGBTIQ+ จะแสดงจุดยืน ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวโป๊หรือแต่งตัวเยอะเสมอไป” เบสกล่าวถึงช่วงหนึ่งของการทำกิจกรรมของชมรม 

ถึงแม้ว่าบางกิจกรรมจะก่อให้เกิดตั้งคำถามกับสังคม Young Pride ยังคงดำเนินกิจกรรมการรณรงค์ในพื้นที่โลกออนไลน์ บนแฟนเพจของกลุ่ม โดยมีทั้งการแชร์ข่าวและคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นใหม่โดยเฉพาะ การรณรงค์ครั้งนี้ได้ผลทั้งในแง่ของยอดผู้เข้าถึงโพสต์ และได้รางวัลชมเชยจากสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในโครงการ Social Media Smart Page

“การทำเพจเป็นกิจกรรมที่ต่อยอดจาก Pride CMU อยู่แล้วค่ะ ซึ่งทางคณะทำงานต้องเพิ่มทักษะและศักยภาพให้มากขึ้นทั้งการทำคอนเทนต์และความรู้ทางโซเชียลมีเดีย โดยได้รับการสนับสนุนจากทาง TCIJ (ศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง) เพื่อให้เจาะกลุ่มคนใช้โซเชียลมีเดีย ให้คนรู้จักเรามากขึ้นด้วยค่ะ” ปาหนันกล่าวถึงการรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์

Young Pride มีการจัดนิทรรศการเพื่อการรณรงค์ในชื่อ Love is Love ที่จัดไปแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การรณรงค์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของการเดินขบวนหรือการอ่านปาฐกถาเพียงอย่างเดียว

เดินจนเป็นปรากฏการณ์

นอกจากกิจกรรมเชิงรุกที่ Young Pride พยายามรณรงค์อย่างต่อเนื่อง สิ่งหนึ่งที่ Young Pride ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อปลุกความตระหนักในความเท่าเทียมทางเพศคือ การร่วมเป็นแกนนำสำคัญและทำให้เกิดขึ้น คือกิจกรรม Chiang Mai Pride 2019 หรือขบวนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศครั้งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากความพยายามในการจัดงานเมื่อ 10 ปีที่แล้วล้มเหลว

“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ด้วยค่านิยมที่ยังไม่ยอมรับกลุ่ม LGBT และการถูกต่อต้านจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงจากกลุ่มรักษ์เชียงใหม่’52 ซึ่งเป็นกลุ่มคนทางการเมือง ทำให้ Chiang Mai Pride ไม่ได้รับการยอมรับและจัดกิจกรรมสู่สาธารณชนได้มากเท่าไหร่ จำเป็นจะต้องยุติการเดินรณรงค์เหล่านั้นไป” ขิมเล่าถึงเหตุการณ์ของงาน Chiangmai Pride เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

“คือคนในพื้นที่และกลุ่มคนพวกนั้นเขาบอกเลยค่ะ ว่าพวกกะเทยเป็นพวกผิดเพศ ทำลายวัฒนธรรม ขึดบ้านขึดเมือง (เป็นกาลกิณีต่อบ้านเมือง) ซึ่งตอนนั้นโดนหนักมาก เราโดนข้อเสนอห้ามจัดงาน 1,500 ปีค่ะ ผ่านเวลามา 10 ปี พี่ๆ คนรุ่นเก่าก็ภูมิใจมาก มันเป็นกระบอกเสียงที่ดีที่เราได้แสดงจุดยืนตรงนี้” ปาหนันเสริม

“พวกเราช่วยกันทำงานในเกือบทุกภาคส่วน ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังครับ การติดต่อขออนุญาตจากทางภาครัฐที่ต้องจัดงานให้อยู่ในกฎหมายและขนบประเพณี การประชาสัมพันธ์ ประสานงาน ช่วยดูงานในวันจริง ช่วยลงทะเบียน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ดูแลขบวนตั้งแต่ต้นจนจบครับ” แมกซ์เล่าถึงการเตรียมและจัดงาน Chiangmai Pride ในวันจริง

Chiang Mai Pride จาก Young Pride ที่เป็นแรงขับส่วนหนึ่งของงาน พยายามสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายและผู้คนทั่วไปในหลายประเด็น โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จคือ จำนวนผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศกว่าหนึ่งพันคน และบรรยากาศในวันงานเต็มไปด้วยความภูมิใจ และความชื่นมื่น ทั้งจากเสียงปรบมือตลอดสองข้างทางที่ผู้คนในขบวนได้รับ การได้พื้นที่สื่อ หรือคำวิจารณ์เชิงบวกจากแบบสอบถามหลังจบงาน

“การเป็น LGBT ไม่ได้น่าอายนะคะ และเราอยากแก้ความเข้าใจผิดด้วยว่า เราไม่ได้ฟินกับการแต่งหญิงหรือเป็น Drag Queen แต่เราอยากจะเชิญชวนให้ทุกคนมาประกาศจุดยืนและ Movement ไปกับเราเพื่อให้สังคมตระหนักรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่ Binary System หรือมีแค่สองเพศเท่านั้น” ปาหนันกล่าวถึงความหมายของ Chiang Mai Pride อย่างแท้จริง

หลากสีแต่เท่าเทียม

สำหรับแผนการในอนาคตของ Young Pride คือต้องการให้ชมรมเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นผ่านการจัดกิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบ ต่อยอดกิจกรรมที่ได้รับความนิยม เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมของชมรมบรรลุจุดประสงค์แรกให้เร็วที่สุด

นั่นคือ ทุกคนมีความเข้าใจ และยอมรับในความหลากหลายทางเพศ

“การร่วมงานกับ Young Pride ตอบโจทย์ผมในทุกด้านครับ เลยอยากขยายเข้าไปในกรุงเทพฯ เพราะมีเพื่อนๆ หลายคนที่ได้ยินข่าวเขาสนใจ แต่อาจไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกที่จะเดินทางมาที่เชียงใหม่ ถ้ามีโอกาสได้ขยายมาที่กรุงเทพฯ เราอาจจะได้ทำอะไรที่ดีและสร้างสรรค์เพื่อภาคประชาสังคมมากขึ้น” แมกซ์กล่าวถึงการขยายฐานชมรม Young Pride ในอนาคต

“เราอาจจะจัดกิจกรรมให้บ่อยขึ้น และที่สำคัญเราอยากช่วยเครือข่ายประชาสังคมอื่นๆ ด้วย เราจะได้เป็นที่รู้จักในเครือข่ายที่หลากหลายมากขึ้น” ปาหนันกล่าว

“เราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในระยะยาว เราหวังผลอยู่ไม่กี่ข้อ คืออยากให้มันดัง (หัวเราะ) ถ้าดัง เราสามารถเชื่อมต่อกับอีกหลายภาคส่วน เราไม่ได้อยากเป็นนักกิจกรรมที่ PC (Political Corretness- การตัดสินทางสังคม) อยู่ตลอดเวลา ความเป็นไปได้เราอยากให้เป็นอัตลักษณ์ของชมรมเราจน Branding ชมรมแข็งแรง เราก็สามารถจัดกิจกรรมในนามชมรมต่อไปได้” เบสสรุป

 

เรื่อง: สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

ภาพ: Young Pride Club

ความหลากหลายทางเพศเป็นประเด็นควบคู่กับการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์ ซึ่งทางกลุ่มรณรงค์ต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมสร้างกระแส ยิ่งการรับรู้มากขึ้น ก็ยิ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มาก

  • เรื่อง :
  • ภาพ :
  • กราฟิก :
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์