คุกไทย มีไว้ขังใคร
คุกไทย มีไว้ขังใคร
คุกไทย มีไว้ขังใคร
คุกไทย มีไว้ขังใคร
  • Explicit
  • Jul 15, 2019
  •   359

เรือนจำหรือคุกมักกลายเป็นภาพลบฝังหัวสังคมไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะในภาพยนตร์ ละคร นวนิยาย ตลอดจนเรื่องเล่าต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์ มักถูกจดจำในฐานะเขตแดนต้องห้าม ไม่เพียงแต่กักเก็บผู้กระทำผิด หากยังกลายเป็นโรงเรียนชั้นดีที่ “อัพเวล” ของเหล่า “เทพ” ทั้งหลาย

ขณะที่ตัวเลขคู่ขนานของปริมาณ ผู้ต้องขัง ในทะเบียนของกรมราชฑัณฑ์ก็พุ่งขึ้นแทบทุกปี ซึ่งเรื่องนี้ ดร.นัทธี จิตสว่าง ผู้เชี่ยวชาญด้านการยุติธรรม และอาชญาวิทยาเคยนำเสนอไว้ในบทความวิชาการเรื่อง มาตราการทางเลือกในการปฏิบัติต่อผู้กำระทำผิดเพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุก ว่า จากสถิติผู้ต้องขังในเรือนจำในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นของผู้ต้องขังต่อเนื่องมาโดยตลอด จำนวนผู้ต้องขังเกินความจุปกติที่เรือนจำจะรองรับได้ในทุกปี

เทียบเคียงกับ สถิติผู้ต้องขังจากกรมราชฑัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ต้องขังทั้งสิ้น 354,905 คน ขณะที่ 143 เรือนจำทั่วประเทศสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เพียง 112,348 คน นั่นหมายความว่าวันนี้ คุกต้องแบกคนเกินจำนวนที่รับได้ไม่ต่ำกว่า 2 เท่า!

เรื่องนี้ แม้แต่ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ก็ยอมรับ เพราะตามปกติเรือนจำทั่วประเทศรองรับนักโทษได้แค่ 150,000 คน และผู้คุม 1 คนสามารถดูแลนักโทษได้ 5 หรือคิดเป็น 1:5 แต่ปัจจุบันอัตราการดูแลผู้ต้องขังอยู่ที่ 1:35 หรือ 1:40 

อีกทั้งจากการจัดอันดับจำนวนผู้ต้องขัง จากการเก็บข้อมูลของ prisonstudies.org พบว่า ประเทศไทยมีผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก อันดับ 3 ของเอเชีย (เป็นรองแค่ จีน กับ อินเดีย) และครองที่ 1 ของอาเซียนอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

ใครที่อยู่หลังลูกกรง

ตัวเลขท็อปเท็นของโลกในเรื่องเรือนจำไม่พอกับปริมาณผู้ต้องขังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไหร่ เพราะมันยังสะท้อนถึงแนวโน้มอาชญากรรม รวมทั้งคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำของบ้านเราอีกด้วย

เรื่องนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงศ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ชี้ให้เห็นว่า การที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งในแง่จำนวนทั้งหมด (อันดับ 6 ของโลก) และจำนวนผู้ต้องขังต่อจำนวนประชากร (อันดับ 9 ที่จำนวนผู้ต้องขัง 445 คนต่อประชากร 1 แสนคน โดยการศึกษาของ statista.com) อาจเกิดจากความไม่เอื้ออำนวยของระบบ เพราะมีกฎหมายที่มีโทษทางอาญาค่อนข้างเยอะ

แม้กระทั่งการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก็มีโทษสูงสุดคือ “จำคุก

หากลงรายละเอียดถึงจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ จะพบว่า เกือบร้อยละ 20.66 เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี หรือระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา และจำนวนราวร้อยละ 70 ที่เป็นนักโทษเด็ดขาดนั้น กว่าครึ่งเป็นผู้ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี โดย 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

“สิ่งหนึ่งที่พบคือ เมื่อคนถูกจับในคดีอาญาแม้ว่าจะไม่ใช่คดีที่ใช้ความรุนแรง แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำราว 5-10 ปี เมื่อออกมาจะมีแนวโน้มที่จะเป็นอาชญากรที่ใช้ความรุนแรง และ 2 ใน 3 จะกระทำผิดซ้ำและถูกส่งกลับไปยังเรือนจำอีกภายใน 3 ปี บางคนถึงกับกล่าวว่า คุกเป็นโรงเรียนสอนอาชญากรสร้างเครือข่ายอาชญากรรม ไม่ว่าจะเข้าไปด้วยข้อหาอะไร มักจะออกมาด้วยความรู้ด้านอาชญากรรมมากขึ้นเสมอ” นั่นคือข้อเท็จจริงที่เขาค้นพบหลังจากคลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้มาหลายปี

แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวผู้กระทำผิดที่เป็น “ผู้บรรลุนิติภาวะ” เท่านั้น เพราะแม้แต่เด็กและเยาวชนก็อยู่ในข่ายของการเพิ่มปริมาณสมาชิกในสถานกักกันให้ยิ่งมากขึ้นด้วย

“เมื่อประตูโรงเรียนปิด ประตูคุกก็เปิดออกค่ะ” ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ป้ามล หรือ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ก็ยังยืนยันถึงความบกพร่องของระบบที่เอาแต่ผลักเด็กออกจากการศึกษาจนทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพของ “ผู้แพ้” ซึ่งสถานการณ์ทำนองนี้เกิดติดต่อกันมาตลอดตั้งแต่มีการเริ่มพูดถึงการปฏิรูประบบการศึกษา

ผลก็คือ ทำให้เด็กไม่ต่ำกว่าแสนคนต่อปีต้องออกมาระหกระเหินข้างนอกรั้วโรงเรียนก่อนจะเริ่มก้าวสู่โลกสีเทาจุดเริ่มต้นของยุวอาชญากรในที่สุด

“ทุกคนก็อยากให้เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน บทสนทนาที่นำมาถกเถียงกันก็คือ ใครจะเจ๋งกว่าใคร ไม่แปลก หลังจากออกโรงเรียนกลางคันสัก 2-3 เดือนการปล้นเล็กๆ ก็จะเกิดขึ้น แล้วมันก็จะยกระดับไปเรื่อยๆ จนเป็นการก่ออาชญากรรมที่รุนแรง” เธอบอก

ยิ่งกว่านั้น นี่คือภาพสะท้อนของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมกว่า 3 หมื่นคนจากรายงานของ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)

เมื่อย้อนกลับไปดูภาพรวมของผู้คนที่อยู่ในสถานกักกัน หรือเรือนจำนั้น มันจึงเป็นทั้งความท้าทาย และเครื่องหมายคำถามสำหรับกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างยิ่งในการที่จะหาทาง “ปลดล็อก” ปัญหา “คนล้นคุก” ที่เรื้อรังมายาวนานโดยไม่หลุดจากกรอบ และหลักการของกระบวนการยุติธรรม

ระหว่างทางเข้าคุก

เมื่อทัศนคติทำนอง ...เคยเป็นโจรอย่างไรก็เป็นโจรอยู่วันยังค่ำ ได้กลายเสมือนกำแพงที่มองไม่เห็น และกลายเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขา ถูกผลักกลับเข้าคุกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง 

ยังไม่นับอาการ “เสพติดคุก” หรือ “หวาดกลัวอิสรภาพ” ซึ่งจากสถิติที่กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงยุติธรรมกางออกมาให้ดูนั้น พบว่า มีสัดส่วนผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว 3 ปีกว่าร้อยละ 35 กลับไปกระทำผิดซ้ำ เพื่อจะได้กลับเข้าไปอยู่ในคุกอีกครั้ง 

กระทั่ง การกักขังแทนค่าปรับ อันเป็นที่มาของกรณี “คนจนถูกขังแทนค่าปรับ” ที่ถึงแม้จะใช้ชื่อเรียกต่างจาก จำคุก แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็แทบไม่ต่างกันเลย

หมายความว่า กระบวนการยุติธรรมไม่ช่วยอะไร

"ที่ผ่านมาไทยมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังถึง ร้อยละ 85 ในผู้กระทำผิด 100 คน" ตัวเลขที่ ศุภกิจ แย้มประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม หยิบขึ้นมายกตัวอย่างถือเป็นรูปธรรมของการหลีกเลี่ยงการ “ต้องขัง” ในกระบวการยุติธรรมตลอดเวลาที่ผ่านมา

หากตีความในแง่ของการพิจารณาในชั้นศาลนั้น คำว่า คุมขัง กักขัง จำคุก หรือ ควบคุม มีลักษณะการใช้ในหลายกรณีโดยอันที่จริงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กระบวนการที่ไม่ต้องนำไปสู่การกักตัวได้มีการนำไปใช้ค่อนข้างครอบคลุมตั้งแต่ก่อนพิจารณาคดี และหลังกำหนดโทษ ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในดุลยพินิจของศาลทั้งสิ้น

ในแต่ละปีมีการพิจารณาเข้าสู่ชั้นศาลราว 5-6 แสนคดี โดยในจำนวนนี้มีไม่ต่ำกว่า 2 แสนคดีที่มีการยื่นขอประกันตัว ซึ่งกว่าร้อยละ 94 มักได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยมีกรอบกว้างๆ คือ สำหรับผู้ที่ได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี มีการเปลี่ยนกฎหมายเดิมซึ่งผู้ที่ได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี จึงจะสามารถประกันตัวได้

แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การลดโอกาสที่ความผิดพลาดชั่วไม่กี่นาทีจะเปลี่ยนชีวิตคนเหล่านั้นให้กลายเป็นอาชญากรที่ร้ายแรงขึ้น จากการเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้การกระทำผิดอื่นเพิ่มเติม การนำไปสู่วงจรอาชญากรที่สมบูรณ์ การสร้างบาดแผลในชีวิตจนต้องใช้ชีวิตในทางที่ผิดไปจนสุดทาง หรือถูกตราหน้าจนไร้หนทางที่จะประกอบอาชีพสุจริตเมื่อกลับออกมาสู่สังคม 

“ระบบยุติธรรมที่ดี คือ ลดอัตราการกระทำผิดให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แต่วันเวลาผ่านไปเราอาจหลงลืมจุดมุ่งหมายนี้ และกลับไปมุ่งเน้นการลากตัวคนทำผิดมาลงโทษ โดยลืมมองไปว่าแทนที่จะหลาบจำกลับกลายเป็นสร้างคนผิดมากขึ้นหรือร้ายแรงขึ้น” ผู้อำนวยการ TIJคนเดิมย้ำ

“ตัวแทนภาคประชาชน” ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกส่วนที่จะเข้ามาช่วย “ปลดล็อก” สถานการณ์ดังกล่าว 

อย่างที่ สหรัฐอเมริกาจะมีระบบลูกขุนที่เข้ามาช่วยในคดีร้ายแรง ยุโรปมีผู้พิพากษาสมทบ ญี่ปุ่นเริ่มมีการนำประชาชนเข้ามามีส่วนในระบบลูกขุนและผู้พิพากษาสมทบ สำหรับ ประเทศไทยนั้นได้เริ่มมีการนำผู้พิพากษาสมทบเข้ามาสู่ระบบ ทำให้มีความรู้และความเข้าใจเฉพาะด้านมากขึ้น อีกทั้งยังมีองค์กรช่วยเหลือประชาชนต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

คงไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า การที่จะสร้างสังคมที่สงบสุข ไม่เพียงแต่ต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเท่านั้น แต่ทุกฝ่ายต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อช่วยลดจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำซ้อน และกระตุ้นให้ผู้ที่ก้าวพลาดสามารถกลับมาเป็นคนดีของสังคมได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเริ่มต้นปรับที่ทัศนคติส่วนตัว อย่าผลักให้คนผิดพลั้งก้าวไปติดอยู่ในมุมมืด ต้องให้กำลังใจ ให้โอกาสพวกเขาเหล่านั้นกลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมต่อไปได้

ใจเขา ใจเรา

ถ้าจะบอกว่า ปัญหาของคนในคุกก็คือปัญหาของทุกคน คงไม่ผิดนัก เพราะวังวนการกระทำผิด ไปจนถึงกระบวนการสิ้นสูญอิสรภาพนั้นล้วนเชื่อมโยงกันกับทุกภาคส่วนของสังคม 

แม้จะมีมาตราการ “ผ่อนปรน” ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหา กลับกัน การมองย้อนกลับไปถึงกลุ่มผู้กระทำผิดที่ถูกผลักเข้าสู่วังวนทัศนคติแบบตัดสินแทน กระทั่งการปักใจเชื่อจนกลายเป็นกุญแจบานใหญ่ ที่หากถามคนส่วนใหญ่เองก็ไม่ปฏิเสธถึงความรู้สึกที่ดูจะมีระยะสำหรับใครที่มีประวัติ “เคยต้องขัง” ต่อท้าย ก็เป็นอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม และตั้งคำถามถึงด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลัง ประเด็นเรื่องของการ “สร้างโอกาส และส่งเสริมการกลับสู่สังคม” ถูกพูดถึง และเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่

“เพียงแค่เรามีวิธีคิดที่มีความเป็นมนุษย์ขึ้นเท่านั้นเอง”

รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ นักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิงมาตลอกหลายปีมองถึงหลักคิดพื้นฐานที่จะสร้างเรือนจำในนิยามใหม่ที่จำเป็นต่อการสร้างคุณค่าในตัวเองที่ถูกลบหายไปหลังจากที่พวกเธอต้องเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไร้อิสรภาพใบนี้

หลักคิดเกี่ยวกับบทลงโทษนั้น การสูญเสียอิสรภาพสำหรับคนๆ หนึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่แล้ว เมื่อคนๆ นั้นถูกตัดสินว่ากระทำผิด สิ่งที่ต้องคิดต่อมาก็คือกระบวนการฟื้นฟูเพื่อให้พวกเขากลับไปเป็นบุคลากรส่วนหนึ่งของสังคมได้เหมือนเดิม ในขณะที่ปัจจัยที่เกิดขึ้นกับเหล่าผู้ต้องขังนั้นได้กลายเป็น “ตราประทับ” ที่ไม่มีวันถูกลบออกไปจากชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ต้องไม่ลืมนะคะว่า นักโทษที่อยู่ในคุกส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว นั่นเท่ากับว่าเราเสียทรัพยากรบุคคลที่จะขับเคลื่อนประเทศไปตั้งเท่าไหร่” นักวิชาการด้านผู้ต้องขังคนเดิมย้ำ

เหมือนที่ใครบางคนเคยบอก

...แม้กระทั่งอาชญากรที่อายุน้อยที่สุดก็ไม่ได้คิดที่จะทำเพราะความตั้งใจ

 

เรื่อง: อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์, ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

ภาพ: รชานนท์ อินทรักษา

การที่จะสร้างสังคมที่สงบสุข ไม่เพียงแต่ต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเท่านั้น แต่ทุกฝ่ายต้องเข้าไปมีส่วนร่วม

  • เรื่อง :
  • ภาพ :
  • กราฟิก :
เกี่ยวกับผู้เขียน
Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์