มาเรียม ขยะพลาสติก และโศกนาฏกรรมทะเลไทย
  • Explicit
  • Aug 17, 2019

ความตายของ มาเรียม พะยูนน้อยแห่งเกาะลิบง ได้กลายเป็นความเศร้าที่สะเทือนไปทั่วสังคมไทย หลายคนมองพลาสติกนั่นแหละเป็นวายร้าย แต่ที่ร้ายยิ่งกว่า คือ พฤติกรรมการใช้แล้วทิ้ง ที่ซึมอยู่ในวิถีชีวิตจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำวันมากกว่า 

ปริมาณขยะกว่า 1.15 กิโลกรัมต่อวันที่คนเราสร้างขึ้นคือ รูปธรรมของการวัดผลที่ชัดเจนที่สุดในวันนี้ ของปริมาณขยะกว่า 27 ล้านตันต่อปีของประเทศไทย

สัตว์น้ำหลากชนิดที่ถูกจับติดมากับเครื่องมืออวนลากกุ้ง ที่สะพานปลาจังหวัดภูเก็ต สัตว์น้ำมูลค่าต่ำหรือขนาดเล็กที่ถูกจับติดมานี้มักเรียกกันว่าปลาเหยื่อหรือปลาเป็ดที่นำไปป่นทำเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ และด้วยการที่ปลาป่นถูกใช้เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกในอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ โปรตีนเหล่านี้จึงเป็นที่ต้องการในการผลิตอาหารแม้ว่าจะมาจากการประมงทำลายล้างก็ตาม

สำทับด้วยชุดข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษว่า ขยะมูลฝอยทั่วประเทศถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีถูกต้อง 10.88 ล้านตัน สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่มี 9.58 ล้านตัน ขณะที่ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้องมีกว่า 7.36 ล้านตัน และยังมีขยะอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีการเก็บรวบรวม โดยบริเวณที่พบขยะตกค้างพบมากที่สุดคือ ชายหาด ปะการัง และป่าชายเลนในพื้นที่ 24 จังหวัดชายทะเล โดยส่วนใหญ่ของขยะที่พบเป็น “ถุงพลาสติก” 

ผู้ร้ายคือถุงพลาสติก ?

“ความสำเร็จต่างหากที่ทำให้เราเป็นผู้ร้าย” ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย จากสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้คำตอบถึงพลาสติกที่ตกค้างจนกลายเป็นปัญหาในวันนี้

ความสำเร็จที่เขาหมายถึงก็คือ เทคโนโลยี และความรู้ในการผลิตพลาสติกได้ในปริมาณมากๆ ในราคาที่ถูกมากๆ จนกลายเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรม “ใช้แล้วทิ้ง” ให้แพร่หลายกันในชีวิตประจำวันนั่นต่างหากที่คนเรามักมองไม่ค่อยเห็น

ไม่น่าแปลกใจ เพราะพลาสติกที่ในแต่ละปีถูกผลิตขึ้นไม่ต่ำกว่า 300 ล้านตัน พลาสติกเหล่านี้ ประกอบไปด้วย ถ้วยกาแฟ 1.6 หมื่นล้านใบ ขวดพลาสติก 4.5 หมื่นล้านใบ และถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอีก 4 ล้านล้านใบ ทำให้มีขยะพลาสติกราว 8-10 ล้านตันถูกทิ้งลงมหาสมุทร ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีขยะพลาสติกอยู่ราว 2 ล้านตัน ซึ่งในกระบวนการจัดการขยะนั้นมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้เพียง 5 แสนตันเท่านั้น

อีกทั้งระบบการจัดเก็บและรวบรวมขยะมูลฝอยไปสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยชุมชนของหน่วยงานท้องถิ่น อย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีเพียง 4,894 แห่ง หรือร้อยละ 63 ที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังมีถึง 2,881 แห่ง หรือร้อยละ 37 ที่ยังไม่มีการเก็บรวบรวมและถูกนำไปกำจัด

ภาพทิวทัศน์มุมสูงของอ่าวมาหยา สถานที่ท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อของเกาะพีพีเล ซึ่งเต็มไปด้วยเรือสปีดโบ๊ทและนักท่องเที่ยวก่อนที่จะถูกปิดอ่าวโดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชในช่วงกลางปี 2018 อุทยานแห่งขาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ อ่าวมาหยามีชื่อเสียงโด่งดังจากการที่ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Beach ที่แสดงนำโดย Leonardo DiCaprio และต่อมาดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมอ่าวเล็กๆแห่งนี้ราว 5000 คนต่อวันในช่วงฤดูท่องเที่ยว ซึ่งจำนวนนี้สูงเกินอัตราการรองรับของธรรมชาติที่ถูกประเมินไว้ว่ารองรับได้อยู่ที่ราว 170 คน บนเกาะต่อชั่วขณะนึงเท่านั้น ซึ่งการท่องเที่ยวเกินขนาดที่เกิดขึ้นตลอดมาก็ได้ทำลายแนวปะการังของอ่าวแห่งนี้ไปจนเกือบหมดสิ้นจนกระทั่งมีการปิดอ่าวเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ / National Geographic Thailand

การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจึงน่าจะเป็นการเกาถูกที่คันมากที่สุดในเวลานี้ โดยเฉพาะการ ลด-ละ-เลิก การเกิดขยะในชีวิตประจำวัน หรือการใช้ประโยชน์จากข้อที่อยู่ในมือเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนจะทิ้งลงถังขยะ และขยะส่วนใหญ่ไม่ได้จบที่ก้นถังขยะ แต่มักจมอยู่ก้นทะเลแทน 

พลาสติก หรือ ขยะทะเล  จะไมโครพลาสติกหรือพลาสติกจิ๋ว ที่แตกตัวออกไปปะปนอยู่ในระบบนิเวศ หรือกระทั่งในตัวเรามีนักวิทยาศาสตร์คาดว่าน่าจะมีอยู่ราว 5 หมื่นชิ้นนั้นเป็นเพียงส่วนเดียวของโศกนาฏกรรมความพังพินาศของทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง โดยเฉพาะในอาณาบริเวณกว่า 3.5 แสนตารางกิโลเมตรของไทย 

บนท้องเรือประมงพื้นบ้าน ไปจนถึงสายพานการผลิตในโรงงานแปรรูปอาหารทะเลต่างรู้ดีว่าใต้ท้องน้ำของไทยมีค่าไม่ต่างจาก “ขุมทรัพย์มีชีวิต” แหล่งทรัพยากรสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไม่ต่ำกว่า 24 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และมีแนวโน้มมากขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ทำให้ทรัพยากรทางทะเล กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจที่ค้ำจุนประเทศไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน 

ลูกปลาวัวอาศัยหลบอยู่ในแก้วพลาสติกที่ล่องลอยไปกับกระแสน้ำ บริเวณใกล้เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์และระบบการจัดการขยะที่ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในปัจจุบันทำให้ขยะพลาสติคจำนวนมากหลุดรอดลงไปอยู่ในทะเล จากงานวิจัยล่าสุดของปี 2015 ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นผู้ผลิตขยะพลาสติคในทะเลเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ที่ปล่อยขยะพลาสติคลงทะเลเป็นจำนวนราว 0.15 – 0.41 ล้านตันต่อปี

ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ นักวิจัยจากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยประเมินผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยเอาไว้ว่า ทะเลไทยมีการใช้ประโยชน์อยู่ 4 ส่วน คือ การพาณิชยนาวี, การประมง, การผลิตพลังงาน และการท่องเที่ยวจังหวัดชายทะเล

ข้อมูลจากหอการค้าไทยระบุว่า อาหารทะเลเมื่อปี 2561 มีปริมาณ 114,817 ตัน มูลค่าการส่งออกที่ 12,908 ล้านบาท ขณะที่ กองทัพเรือได้มีการประเมินยุทธศาสตร์ใน 10 ปีต่อจากนี้ พบว่า ผลประโยชน์ทางท้องทะเลของประเทศไทยจะมีไม่ต่ำกว่า 17.9 ล้านล้านบาทต่อปี

แต่ผลประโยชน์มหาศาลระดับร้อยละ 30 ของจีดีพีของประเทศนั้นกลับต้องแลกด้วยความทรุดโทรมของระบบนิเวศ และสร้างผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำอย่างชัดเจนในช่วง 30 ปีหลัง

การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย โดยการสนับสนุนจาก สกว. หรือ สกสว. ในปัจจุบัน ที่มี ศ.ดร.เผดิมศักดิ์เป็นหัวหน้าโครงการ ระบุไว้ชัดเจนว่า

ไทยมีแนวโน้มของกิจกรรมการใช้ทะเลเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และรูปแบบ

นักท่องเที่ยวโพสต์ท่าถ่ายรูปกับเครื่องบินใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นที่หาดไม้ขาว ที่เป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติภูเก็ต ในอดีตหาดไม้ขาวเคยเป็นแหล่งวางไข่ที่สำคัญของเต่ามะเฟืองในประเทศไทย แต่ว่าเป็นเวลาร่วมสิบกว่าปีแล้วที่ไม่มีการพบเห็นเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่อีกเลยที่ชายหาดแห่งนี้อีกเลย ซึ่งการพัฒนาพื้นที่และใช้สอยพื้นที่ชายฝั่งที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่างๆ เต่าทะเลก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสูญเสียพื้นที่สำคัญในวงจรชีวิตของพวกมัน  / National Geographic Thailand

ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความต้องการการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่นั้นลดลง การจับปลามากเกินศักยภาพในการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำและเครื่องมือประมงพาณิชย์ที่มีความก้าวหน้า กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามไม่ทัน ขณะที่ประชากรเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

ยิ่งไปกว่านั้น ทะเลไทยยังเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูมให้เป็นตลาดการขนส่งทะเลร่วมอาเซียน กองเรือพาณิชย์ทั้งไทยและต่างชาติ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มขึ้น ซ้ำเติมทะเลไทย จำนวนท่าเทียบเรือที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชายฝั่ง อีกปัญหาที่ไทยละเลยการจัดการน้ำอับเฉาเรือ น้ำอับเฉาเป็นน้ำที่ใช้ปรับจุดศูนย์ถ่วงเรือให้ทรงตัวได้ดี การสูบถ่ายน้ำสร้างปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานสู่ทะเลไทย

ขณะที่สิ่งปลูกสร้างในทะเล ก็กำลังสร้างผลกระทบให้เกิดกับระบบนิเวศในพื้นที่ ที่เห็นได้ชัดเจนจากสิ่งปลูกสร้างทางกิจการปิโตรเลียมในทะเล ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 400 แท่น และอยู่ในทะเลไทยมากกว่า 20-30 ปี การเสื่อมสภาพ หรือหมดอายุการใช้งาน อาจต้องการองค์ความรู้ในการจัดการมากกว่าการรื้อถอน เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ และกลายเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศไปแล้ว 

ภาพทิวทัศน์มุมสูงในยามเช้าของแนวป่าชายเลนที่ถูกขนาบข้างด้วยฟาร์มกุ้งและสวนปาล์มน้ำมันที่แนวเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนที่สำคัญของสัตว์ทะเลจำนวนมากอีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ประเทศไทยได้สูญเสียป่าชายเลนไปมากจากครั้งอดีตจากการบุกรุกพื้นที่ป่าและการพัฒนาชายฝั่งจนถึงขั้นวิกฤติ ซึ่งอ่าวพังงาเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดของไทยที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

“ปัจจุบันไทยยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารจัดการ” นี่ถือเป็นฟันฟืองที่สำคัญ และน่ากังวลสำหรับ ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ ถึงการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลในภาพรวม

เพราะรายงานความสำเร็จฟื้นฟูทะเลไทยต้องไม่ขึ้นกับปริมาณลูกปลาที่ปล่อย ปะการังที่ปลูก วางปะการังเทียมกี่ก้อน ปลูกป่าชายเลนกี่ต้น หรือสร้างเขื่อนกันแนวชายฝั่งความยาวกี่เมตร จะต้องมองผลลัพธ์คือ ระบบนิเวศที่ฟื้นคืนมา สัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น ชาวประมงมีอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมากกว่า 

ด้านฟากองค์กรพัฒนาเอกชนอย่าง กรีนพีช ระบุถึงภัยคุกคามทางทะเล นั้นปัจจัยสำคัญ นอกจากภาวะโลกร้อยที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมให้กับทรัพยากรในทะเล สิ่งที่เป็นเหมือนปัจจัยเร่งให้ความย่อยยับนั้นเกิดเร็วขึ้นก็คือ อุตสาหกรรมประมงเกินขนาด หรือประมงทำลายล้าง ซึ่งในประเทศไทยนั้น เป็นที่รู้กันดีว่า อวนรุน อวนลาก และเรือปั่นไฟ ที่กลายเป็นต้นเหตุสำคัญทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อน และสัตว์น้ำพลอยได้ ถูกทำลายล้างอย่างรุนแรง 

ถ้วยพลาสติกที่ถูกนำออกมาจากกระเพาะของวาฬหัวทุยถูกตรวจสอบโดยทีมสัตวแพทย์ ระหว่างทำการผ่าพิสูจน์ซากวาฬ ที่เกาะลันตาใหญ่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ผลสรุปจากการผ่าพิสูจน์ซากบ่งชี้ว่าสาเหตุการตายของวาฬมาจากการป่วยในธรรมชาติ แต่ว่าเศษชิ้นส่วนพลาสติคในกระเพาะก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากพฤติกรรมการบริโภคของเราที่ส่งผลถึงท้องทะเลเปิดที่กว้างใหญ่ / DMCR

ข้อมูลจากสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการสำรวจข้อมูลของกลุ่มวิจัยและวิเคราะห์สถิติการประมง กรมประมง เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่า ปี 2558 ลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนถูกทำลายจำนวน 2.81 แสนกิโลกรัม ปี 2559 จำนวน 3.4 แสนกิโลกรัม และปี 2560 จำนวน 3.5 กิโลกรัม โดยลูกปลาตัวเล็กกว่า 74 ชนิด อาทิ ปลาทู ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาอินทรี ปลาจะละเม็ดและอื่นๆ ถูกทำลายเฉลี่ยปีละ 30.4 ล้านกิโลกรัม

จากการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการทำประมงแบบไม่ยั่งยืนคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 145 ล้านบาทต่อปี 

ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมามีข่าวว่า ปลาทูในอ่าวไทยกำลังลดน้อยลง และพยากรณ์กันว่าอีก 5 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการแก้ปัญหา ปลาทูในอ่าวไทยจะหมดไป ปัจจัยสำคัญก็เพราะการทำประมงโดยใช้เครื่องมือจับปลาแบบทำลายล้าง โดยเฉพาะอวนลาก และเรือปั่นไฟซึ่งจับปลาได้ทุกขนาด ทุกวัย

ปะการังเขากวางที่ได้รับผลกระทบจากการฟอกขาว ที่เกาะโลซิน จังหวัดปัตตานี สาเหตุหลักๆของปะการังฟอกขาวมาจากการที่อุณหภูมิของน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งปรากฏการปะการังฟอกขาวได้ทำลายพื้นที่แนวปะการังจำนวนมากไปจากโลกใบนี้แล้ว เช่นที่ทางตอนเหนือของแนวปะการัง Great Barrier Reef แนวปะการังของ Maldives หรือที่ Caribbean และยังแนวโน้มว่าจะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆตามปริมาณแก๊สเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศ / DMCR

จนนำไปสู่การพิจารณาให้ "ปลาทู" เป็นสัตว์น้ำชนิดแรกที่ต้องกำหนดขนาดในการจับ โดยขนาดที่เหมาะสม คือ 14 เซนติเมตร ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของกรมประมงที่ระบุว่า ปลาทูขนาด 14 เซนติเมตร เป็นขนาดแรกสืบพันธุ์ หรือเริ่มวางไข่ครั้งแรก 

แต่ก็ยังมีข้อกังวลต่อไปอีกว่า เครื่องมือจับปลาทั้งเครื่องมือพื้นบ้าน และ ประมงพาณิชย์ สามารถจะจับปลาขนาดที่ต่ำกว่า 14 เซนติเมตรได้เท่ากัน จึงทำให้ ชาวประมงเสี่ยงที่จะกระทำผิดได้โดยง่าย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดกับพะยูนน้อยขวัญใจชาวไทยอย่างมาเรียมนั้น เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาบางส่วนที่ท้องทะเลไทยกำลังเผชิญเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่คาบเกี่ยว และเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตของเราอย่างนึกไม่ถึง อย่างอาหารทะเลบนโต๊ะกินข้าวของเราด้วย

มาเรียมกินหญ้าทะเลที่ถูกป้อนโดยสัตวแพทย์ ที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง แม้ว่าหลายหน่วยงานและภาคประชาชนจะได้ร่วมมือกันในการดูแลสุขภาพมาเรียมอย่างดีที่สุดแล้ว มาเรียมก็ตายไปในเวลาราวเที่ยงคืนของวันที่ 17 สิงหาคม 2019 จากการติดเชื้อและขยะพลาสติกในทางเดินอาหาร ซึ่งหวังว่าเรื่องราวของมาเรียมจะทำให้ผู้คนหันมาสนใจถึงประเด็นการอนุรักษ์ประชากรของพะยูนตัวอื่นๆและปัญหาของระบบนิเวศทางทะเลมากขึ้น / DMCR

นอกจากการตื่นตัวเรื่อง พฤติกรรม ลด-ละ-เลิก การใช้แล้วทิ้ง เพื่อลดปริมาณขยะ เราคงต้องหันกลับมามองให้เห็นความเชื่อมโยงของทะเลที่ดูเหมือนไกล แต่ใกล้เรามากกว่าที่คิดอีกด้วย เพราะคงไม่ต่างจากเรื่องตลกร้าย 

หากเราต้องมาเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ และดูแลทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในวันที่ไม่เหลืออะไรให้ดูแลอีกต่อไปแล้ว 

ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเต่าทะเล และเจ้าหน้าที่ขุดทรายเพื่อช่วยลูกเต่าออกมาจากรัง เนื่องจากลูกเต่าไม่ขุดทรายออกมาแม้ว่าจะถึงเวลาตามกำหนดที่พวกมันควรเริ่มการเดินทางออกสู่ทะเล สุดท้ายแล้วลูกเต่าเกือบทุกตัวในรังก็ได้ออกว่ายน้ำออกไปสู่ทะเลในตอนกลางคืนเพื่อเอาชีวิตรอด เติบโต หวังว่าจะสืบทอดเผ่าพันธุ์ของพวกมันได้ต่อไห ความสำเร็จในงานเต่ามะเฟืองนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของผู้คนมากมายและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีส่วนร่วมที่มากขึ้นในงานอนุรักษ์ทางทะเลของไทย / DMCR

โศกนาฏกรรมที่เกิดกับพะยูนน้อยขวัญใจชาวไทยอย่างมาเรียม เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาบางส่วนที่ท้องทะเลไทยกำลังเผชิญเท่านั้น ยังมีเรื่องของ อุตสาหกรรมประมงล้างผลาญ การท่องเที่ยวเกินขนาด รวมทั้งการจัดการทัรพยากรธรรมชาติทางทะเลที่ยังต้องจัดการเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนอีกด้วย

  • เรื่อง : ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี
  • ภาพ : ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย
  • กราฟิก :
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

    Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

    เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

    • About
    • Contact
    • For Advertiser
    • Want to become an author?