หายนะของการพัฒนา เมื่อแม่น้ำโขงกำลังจะตาย
  • Explicit
  • Jul 29, 2019
  •   304

เขาเรียกมันว่า “หายนะครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”

สำหรับ ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาการเมืองที่ติดตามการพัฒนาในลุ่มน้ำโขงมานานกว่า 20 ปี ที่ได้เห็นภาพถ่ายของสัตว์น้ำนานาชนิดนอนตายเกลื่อนท้องน้ำที่แห้งผากจนเกือบถึงกลางแม่น้ำโขง ช่วงพรมแดน ไทย-ลาว ใน อ.เชียงคาน จ.เลย จากนักศึกษาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  

วันที่รัฐบาลทุกประเทศต่างอยากสร้างเขื่อนบนลำน้ำสายนี้ ดร.ไชยณรงค์ยอมรับว่า มองไม่เห็นทางรอดจากหายนะในครั้งนี้

ภาพถ่ายจำนวนมากนั้น ไม่เพียงแต่สะท้อนระดับน้ำที่ขึ้นลงผิดปกติของแม่น้ำนานาชาติที่ทั้งประเทศไทย สปป.ลาว รวมไปถึง กัมพูชาและเวียดนามได้พึ่งพาอาศัยร่วมกันมาช้านาน หากแต่ยังก่อความกังวลถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่อาจไม่หวนคืนของแม่น้ำโขง จากแรงขับดันทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค 

การพัฒนาในลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะบนลำน้ำสายหลักที่ไหลยาวราวห้าพันกิโลเมตร จากภูเขาหิมะในเทือกเขาหิมาลัยจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนาม ผ่านถึง 6 ประเทศรวมทั้งจีนและพม่าทางตอนบน ถูกอธิบายผ่านกรอบแนวคิดนิเวศวิทยาการเมืองอันเป็นทฤษฎีว่าด้วยการมองผลกระทบทางนิเวศวิทยาและวัฒนธรรมของสังคมผ่านกรอบการพัฒนาด้วยแรงผลักดันทางการเมืองและเศรษฐกิจชุดหนึ่งๆ

การเมืองแม่น้ำโขง

ในงานวิจัยดังกล่าว เขาอธิบายการพัฒนาลุ่มน้ำโขงนั้นอาจย้อนไปได้ถึงยุคหลังอาณานิคมที่มีสหรัฐอเมริกาเข้ามามีอิทธิพลแทนประเทศฝรั่งเศส และทำให้เกิดสงครามกลางเมืองในหลายประเทศในลุ่มน้ำนี้ จากความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองระหว่างประชาธิปไตยและลัทธิคอมมิวนิสต์

หลังสหรัฐเข้ามาในภูมิภาค “เขื่อน” กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของการพัฒนาแบบเสรีนิยม เขื่อนขนาดใหญ่ในภาคต่างๆ ของประเทศไทย และบนแม่น้ำโขง รวมทั้งเขื่อนผามองที่สหรัฐตั้งใจให้มีขนาดที่ใหญ่กว่าเขื่อนฮูเวอร์ต่างเป็นผลพวงมาจากสิ่งนี้ทั้งนั้น

แผนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงได้ถูกระงับไปหลังจากที่สหรัฐแพ้สงคราม และการพัฒนาของภูมิภาคได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่ 2 พร้อมๆ กับการมาถึงของนโยบายเปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นสนามการค้าที่นำโดยประเทศไทยในช่วงปี 2530

มีการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบใหม่ที่เรียกว่า อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ Greater Mekong Sub-region ที่มีประเทศลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ รวมทั้ง จีนและพม่าเข้าร่วม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนใหญ่ของภูมิภาคเอเชียคือ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asia Development Bank

พร้อมๆ กันนี้ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission (MRC) ได้รับการก่อตั้งขึ้นภายใต้กรอบข้อตกลง Mekong Agreement เพื่อแสวงหากระบวนทัศน์การพัฒนาการใช้แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนในปี พ.ศ. 2538

ขณะเดียวกัน ตอนบนของแม่น้ำโขงที่อยู่ในเขตประเทศจีนที่ถูกเรียกว่า ลานซาง (Lancang) ก็ได้รับการผลักดันให้มีการพัฒนาภายใต้กรอบเศรษฐกิจใหม่ของจีนสำหรับทางตอนใต้และตะวันตกที่เรียกว่า Lancang-Mekong Economic Belt ซึ่งส่งผลให้เกิดการวางแผนก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงในจีนนับสิบกว่าเขื่อน

ระหว่างปี พ.ศ 2536-2537 จีนได้สร้างเขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงสำเร็จ ประชาชนลุ่มน้ำโขงทางตอนล่างแทบไม่มีใครรู้ จนเกือบสิบปีผ่านไปที่เริ่มรู้สึกได้ถึงผลกระทบในลำน้ำ จนนำไปสู่การตั้งคำถาม และตรวจสอบผ่านเครือข่ายภาคประชาสังคม  

นับตั้งแต่นั้นมา ภูมิภาคได้ถูกขับเคลื่อนเข้าสู่การพัฒนาที่มีการลงทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศไทย ที่หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน จากการประท้วงต่อต้านการสร้างเขื่อนอย่างหนักในประเทศ สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเขื่อนเพื่อเป็น Battery of Asia ของ ส.ป.ป.ลาว นำไปสู่การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงทางตอนล่างอีกไม่ต่ำกว่าสิบเขื่อน รวมทั้งเขื่อนไซยะบุรี ในจังหวัดไซยะบุรี ในสปป.ลาว ที่นับเป็นเขื่อนแรกที่มีการก่อสร้างบนแม่น้ำโขงตอนล่าง หลังจากนั้นเขื่อนอื่นๆ ก็ตามมา 

ผลกระทบข้ามพรมแดน

จากการติดตามรวบรวมข้อมูลขององค์กรแม่น้ำนานาชาติ International Rivers จนถึงปัจจุบัน จีนได้สร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบน 11 เขื่อน จากในแผนที่มีอยู่ราว 28 เขื่อน โดยเขื่อนที่สูงที่สุดและใหญ่ที่สุดคือเขื่อนเสี่ยวหวานและเขื่อนนั่วจาตู้ที่มีความสูงราว 250-300 เมตรหรือราวตึกร้อยชั้น และสามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้ถึงเกือบ 40,000 ล้านลบ.ม

ในขณะเดียวกัน ทางตอนล่างของแม่น้ำโขง ได้มีการวางแผนก่อสร้างเขื่อนจำนวน 11 เขื่อน โดยอย่างน้อย 3 เขื่อนอยู่ในขั้นตอนเตรียมหรือก่อสร้างใกล้เสร็จแล้ว ได้แก่ เขื่อนไซยะบุรีซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบระบบ เขื่อนดอนสะโฮง ที่กำลังก่อสร้าง และเขื่อนปากแบงที่กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการก่อสร้าง

ช่วงต้นเดือนกรกฏาคม ย่างเข้าสู่ฤดูฝน ชาวบ้านแถบริมแม่น้ำโขงแทบไม่มีใครรู้เลยว่า เขื่อนจิ่งหงของจีนเหนือขึ้นไปจาก อ.เชียงของราวสามร้อยกว่ากิโลเมตรกำลังลดการระบายน้ำเพื่อซ่อมแซมระบบ ผลก็คือ ระดับน้ำที่ลดลงอย่างมาก และส่งผลกับการดำรงชีวิตในพื้นที่

ใต้ลงไปถึงอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จุดพรมแดนไทย-ลาวที่แม่น้ำโขงวกกลับเข้ามาผ่านประเทศไทยอีกครั้ง ชาวบ้านริมฝั่งโขงที่นั่นรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำที่ผิดธรรมชาตินี้เช่นกัน

ช่วงเวลานั้น ทาง MRC ได้ออกเอกสารข่าวโดยระบุถึง “ความเป็นไปได้” ที่จะมาจากการลดการระบายน้ำของเขื่อนทางตอนบน และฝนที่น้อยกว่าปกติ รวมทั้ง “การสูงขึ้น และลดลงอย่างรวดเร็ว” ของแม่น้ำโขงในอีกหลายกรณีต่อมา 

สำหรับผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทยและพม่าขององค์กรแม่น้ำนานาชาติ เพียรพร ดีเทศน์ ยืนยันว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกำลังพูดต่อสาธารณะด้วยตัวของมันเอง และยากที่นักสร้างเขื่อนจะปฏิเสธว่าการสร้างเขื่อนไม่มีต้นทุนอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไปแล้ว

เพียรพร และเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงได้รวบรวมประเด็นข้อกังวลของชาวบ้านลุ่มน้ำโขงตอนล่างไว้ในรายงาน “สรุปสถานการณ์แม่น้ำโขงสำหรับลูกหลานแม่น้ำโขง” ที่เผยแพร่ต้นเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่า 

การขึ้นลงของน้ำจากกรณีเขื่อนไซยะบุรี ทำให้พวกเขาเกรงว่าจะทำให้ระบบนิเวศท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

อาทิ แก่งหินอาจจะจมน้ำในช่วงแล้ง หาดทรายซึ่งสำคัญต่อการวางไข่ของนกอพยพและปลาบางชนิดอาจจะหายไป และกระทบต่อการท่องเที่ยวริมหาดทรายช่วงหน้าแล้ง โดยเฉพาะในเขตจังหวัด เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ในขณะที่เจ้าของโครงการและรัฐบาลไทยยังไม่มีแนวทางและนโยบายต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลถึงผลกระทบต่อการหาปลา ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค เนื่องจากปลาแม่น้ำโขงมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นปลาอพยพ ที่ว่ายขึ้นมายังแม่น้ำโขงตอนบนและลำน้ำสาขาเพื่อหากินและวางไข่ ด้วย

เขื่อนเปลี่ยนชีวิต

ในรายงานดังกล่าว ระบุถึงการสร้างเขื่อนกั้นบนแม่น้ำโขงสายหลัก โดยเฉพาะที่เขื่อนดอนสะโฮงที่สร้างกั้นบริเวณร่องน้ำ “ฮูสะโฮง” จะคุกคามการอพยพของปลา แหล่งอาหาร และการแพร่พันธุ์ของปลาแม่น้ำโขงอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากฮูสะโฮงเป็นร่องน้ำใหญ่ที่สุดและมีการเข้าถึงมากสุดในบริเวณสี่พันดอนในบริเวณรอยต่อพรมแดนระหว่างลาวและกัมพูชา และเป็นพื้นที่แห่งเดียวซึ่งปลาอพยพว่ายผ่านตลอดทั้งปี

มีการศึกษาที่ระบุถึงการพบพันธุ์ปลามากกว่า 100 สายพันธุ์ที่อพยพผ่านร่องน้ำฮูสะโฮง ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการจำแนกว่าเป็นพันธุ์ปลาที่ “โดดเด่นด้านการอพยพ” โดยบางสายพันธุ์อพยพไปไกลจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม

ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นรวมทั้งผลกระทบต่อการอพยพของปลา ชาวบ้านลุ่มน้ำโขงตอนล่างคาดการณ์ว่าจะส่งผลร้ายแรงต่อความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค เพราะปลาแม่น้ำโขงแหล่งอาหารสำคัญและเป็นแหล่งรายได้ของชุมชน โดยประมาณ 40-70% ของโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในภูมิภาคมาจากการทำประมงน้ำจืด

พวกเขาอ้างอิงงานศึกษาหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า บางชุมชนซึ่งตั้งอยู่ตอนบน และล่างของบริเวณน้ำตกคอนพะเพ็ง ต้องพึ่งพาแหล่งโปรตีนจากเนื้อปลาสูงถึง 80% อย่าง งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) ซึ่งระบุว่า เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะแสวงหาแหล่งโปรตีนและพลังงานอื่นมาทดแทนปลาจากแม่น้ำโขง และจำเป็นต้องมีการเพิ่มทรัพยากรจากน้ำและที่ดินจำนวนมากโดยเฉพาะในกัมพูชา เพื่อผลิตอาหารทดแทนปลาน้ำโขงที่จะสูญเสียไป

การลดลงของปลาที่จับได้ยังส่งผลให้ราคาปลาในท้องตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้ชุมชนที่ยากจนต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อการบริโภคปลา รวมถึงการเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของ ปลาบึก และโลมาหัวบาตร (โลมาอิรวดี) สัตว์ใกล้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง” งานศึกษาระบุ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการลดลงของตะกอนแม่น้ำโขงที่ทางชาวบ้านกังวล ทั้งนี้ เนื่องจากการกักเก็บตะกอนไว้ในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน จะส่งผลกระทบต่อการสะสมของพื้นที่หาดทรายและการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ปากแม่น้ำโขงเวียดนาม

พวกเขากล่าวว่า เขื่อนยังจะเพิ่มความเสี่ยงให้พื้นที่ “อู่ข้าวอู่น้ำ”ของเวียดนามที่เลี้ยงคนทั้งประเทศและส่งออกไปทั่วโลก โดยลดความอุดมสมบูรณ์ลง ในขณะที่พื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาการรุกล้ำของน้ำทะเลอย่างหนัก ซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องประสบปัญหาด้านการเพาะปลูก รายได้ ขาดแคลนอาหาร และการเข้าถึงน้ำจืด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตพื้นฐาน

ชาวบ้านเครือข่ายลุ่มน้ำโขงกล่าวว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับลูกหลานแม่น้ำโขงก็คือ ผลกระทบเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้นโดยที่รัฐบาลในประเทศลุ่มน้ำโขงไม่มีมาตรการศึกษา ติดตามและบรรเทาผลกระทบจากโครงการเขื่อนแต่อย่างใด

ความสุ่มเสี่ยงสู่ภัยคุกคาม 

นอกจากผลกระทบที่ชาวบ้านได้สัมผัสโดยตรงในช่วงระยะเวลาที่มีการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงเป็นต้นมา รัฐบาล และองค์กรที่ทำงานให้กับรัฐอย่าง MRC เองก็รับรู้ถึงปัญหาผ่านงานศึกษาที่สำคัญอย่างน้อยสองครั้ง คือ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment) ในช่วงปี พ.ศ 2554 และการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการบริหารจัดการแม่น้ำโขงที่ยั่งยืน รวมทั้งผลกระทบจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “การศึกษาของคณะมนตรีแม่น้ำโขง” (Council Study)

การศึกษาของคณะมนตรีฯ เป็นความต่อเนื่องจากความเห็นชอบของประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างในปี 2554 ภายหลัง “การปรึกษาหารือล่วงหน้า” ของโครงการเขื่อนไซยะบุรีตามกระบวนการของ MRC ซึ่งในครั้งนั้น อ้างอิงผลการศึกษา SEA เวียดนามได้เรียกร้องให้ระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง 10 ปีเพื่อให้มีการศึกษาเพิ่มเติมและทำความเข้าใจผลกระทบระดับลุ่มน้ำให้ดีขึ้น ซึ่งทางกัมพูชาเองก็สนับสนุนต่อข้อเสนอนี้

อย่างไรก็ตาม ประเทศลุ่มน้ำโขงไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับโครงการเขื่อนไซยะบุรีในระหว่างการปรึกษาหารือล่วงหน้า จึงได้มีการเสนอให้ทำการศึกษาของคณะมนตรีฯ เพื่ออุดช่องว่างด้านองค์ความรู้และทำความเข้าใจผลกระทบในภาพรวม ซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 7 ปีก่อนจะเป็นรายงานที่สมบูรณ์เผยแพร่ต่อสาธารณะในปีที่ผ่านมา

Council Study ได้ชี้ให้เห็นว่า แผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้า 11 โครงการบนแม่น้ำโขงตอนล่าง และเขื่อนอีก 120 แห่งในแม่น้ำสาขาภายในปี 2583 “คุกคามอย่างรุนแรง” ต่อนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจของภูมิภาค รวมทั้งกระทบต่อการเข้าถึงอาหารของประชาชนในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม การศึกษาทั้งสองชิ้นเป็นเพียงข้อเสนอที่ไม่ได้มีการผูกมัดประเทศสมาชิกของ MRC ให้ปฏิบัติตามแต่อย่างใด สะท้อนถึงจุดอ่อนขององค์กรและกลไกกำกับดูแลการพัฒนาบนแม่น้ำโขงที่หลายๆ ฝ่ายเรียกร้องให้มีการปรับปรุงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ 

หลายเดือนหลังการเผยแพร่ผลการศึกษา Council Study ชิ้นนี้ IR ได้รายงานว่า สปป.ลาวได้แจ้งต่อ MRC ถึงความประสงค์ที่จะก่อสร้างเขื่อนปากลาย เริ่มต้นของ “กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า” (PNPCA)ของโครงการระยะเวลา 6 เดือนตามข้อตกลงแม่น้ำโขง ซึ่งจะเป็นโครงการเขื่อนแห่งที่ 4 บนแม่น้ำโขงตอนล่าง

การปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนปากลายที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชุมชนและภาคประชาสังคมทั่วทั้งภูมิภาคต่างคว่ำบาตรกระบวนการครั้งนี้ เนื่องจากมองว่า ขั้นตอนการปฏิบัติยังมีข้อบกพร่องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ด้อยคุณภาพ

การกำกับดูแลแม่น้ำโขงในเวลานี้ MRC เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพียงแห่งเดียวที่เชื่อมโยงประเทศสมาชิก 4 ประเทศแห่งลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกันคือ ประเทศไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยที่จีน และพม่าวางตัวเป็นเพียง “ผู้สังเกตการณ์” ตั้งแต่ระยะแรกๆ จนมาถึงทุกวันนี้

กลไกที่กำกับดูแลการพัฒนาบนแม่น้ำโขงเพียงกลไกเดียวที่มีเวลานี้คือ กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) ที่ระบุให้ประเทศสมาชิกที่จะพัฒนาโครงการบนแม่น้ำโขงต้องแจ้ง MRC เพื่อเข้าสู่กระบวนการ “ปรึกษาหารือล่วงหน้า” กับประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ MRC เองก็ยอมรับว่ากลไกดังกล่าวยังมีความคลุมเครือในการบังคับใช้ และกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงพัฒนากระบวนการ

เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ก่อตั้ง Lao Dams Investment Monitor และนักวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ได้ติดตามประเด็นการลงทุนการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของลุ่มน้ำโขงมานานกว่ายี่สิบปีกล่าวถึงทางออกท่ามกลางวิกฤตินี้ว่า MRC ได้พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ของลุ่มน้ำที่ถือได้ว่ามีมากที่สุดในเวลานี้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมไม่ได้คาดหวัง MRC ในการเป็นองค์กรกำกับดูแลบังคับใช้กฎระเบียบเหนือประเทศสมาชิกอีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า MRC ไม่สามารถผลักดันให้ประเทศสมาชิกยอมรับการตัดสินใจใดๆได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางอำนาจหน้าที่ การทำงานเรื่องแม่น้ำโขง จำเป็นที่จะต้องมีรูปแบบการทำงานใหม่ โดยเฉพาะการพูดคุยเจรจาต่อรองกัน นอกจากนั้น ยังมีกลไกอื่นๆ ที่มีศักยภาพ อาทิ CLMVT หรือ ASEAN เองก็ตาม

ทำให้ MRC ในช่วงเวลานี้ จำเป็นที่จะต้องทบทวนกรอบการทำงานของตัวเองให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเรียกร้องให้ MRC เองช่วยเจรจากับจีนโดยเจ้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรี หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของเขื่อนจีนเช่นกัน เพราะที่ผ่านมา MRC ซึ่งทำงานให้รัฐสมาชิกมี “ช่องว่าง” กับภาคประชาชนมากพออยู่แล้ว และไม่ควรเป็นกลไกการทำงานให้กับ “กลุ่มทุน” อีก

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของที่ก่อตั้งเพื่อติดตามการพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่และผลกระทบต่อภาคประชาชนลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า เขายังมีความเชื่อมั่นในพลังของภาคประชาชน เพราะที่ผ่านๆมา การดำเนินการของรัฐและล่าสุดกับการประสานทางการลาวให้ช่วยชะลอการระบายน้ำของเขื่อนไซยะบุรี ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวแต่อย่างใด

เขามองว่า ประชาชนลุ่มน้ำโขงต้องรวมตัวกันและยกระดับด้านข้อมูลโดยร่วมมือกับภาควิชาการเพื่อสร้างพลังเจรจาต่อรองอีกทาง

การใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงและปรับความเข้าใจให้ตรงกัน อาทิ การระบายน้ำของเขื่อนจีนที่ผิดฤดูกาล และวงจรธรรมชาติ ซึ่งควรปรับให้เข้ากับวงจรของธรรมชาติให้มากที่สุด นิวัฒน์เชื่อว่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการหาทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 

และเป็นความหวังของการอาศัยอยู่ในลุ่มน้ำโขงที่ดีที่สุดเวลานี้

แม่น้ำโขงตอนบนมีเขื่อน 11 เขื่อน จากในแผนที่มีอยู่ราว 28 เขื่อน ขณะที่ทางตอนล่างมีการสร้างเขื่อนไปแล้ว 3 เขื่อนจาก 11 เขื่อน

  • เรื่อง : ปิยะภรณ์ วงศ์เรือง
  • ภาพ : Shutterstock
  • กราฟิก :
เกี่ยวกับผู้เขียน
Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์