รู้จักการสำรวจพะยูน เพื่อเข้าใจการเกยตื้น
รู้จักการสำรวจพะยูน เพื่อเข้าใจการเกยตื้น
รู้จักการสำรวจพะยูน เพื่อเข้าใจการเกยตื้น
รู้จักการสำรวจพะยูน เพื่อเข้าใจการเกยตื้น
รู้จักการสำรวจพะยูน เพื่อเข้าใจการเกยตื้น
  • Explicit
  • Jul 14, 2019

การสำรวจพะยูนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เรามีข้อมูล และความรู้เกี่ยวกับพะยูน ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในการดูแลลูกพะยูนอย่าง มาเรียม และยามีล 2 พะยูนน้อย ในโครงการ “อนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดำริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์” ในตอนนี้

ขณะเดียวกัน จากความตายของพะยูน 3 ตัว และเกยตื้นมีชีวิต 2 ตัวของ มาเรียม และยามีล จนถึงพะยูน 2 ตัวล่าสุดที่พบเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2562 ที่เสียชีวิตทั้งจังหวัดตรังและกระบี่ซึ่งรอผลชันสูตรจากเจ้าหน้าที่ รวมเป็น 7 ตัวในเวลา 4 เดือน นำไปสู่การเฝ้าระวังรอบบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ และพื้นที่หญ้าทะเลอันเป็นแหล่งแพร่กระจายของพะยูน เป็นมาตรการล่าสุดที่เกิดขึ้น  

มาเรียม พะยูนน้อยขวัญใจคนไทย ที่มีพี่เลี้ยงคอยดูแลในแหล่งอนุบาลที่อ่าวดุหยง เกาะลิบง ทั้งการดูแลให้เจริญเติบโต และเตรียมความพร้อมให้พะยูนน้อยสามารถใช้ชีวิตได้เองตามธรรมชาติ

ทั้งหมดกลายเป็นคำถาม และความสงสัยถึงสถานการณ์ของพะยูนไทยที่มีแนวโน้มการตาย "ผิดปกติ" ขึ้น หรือเปล่า 

เบื้องต้น ถึงจะยังไม่สามารถชี้ชัดถึงการเป็นสถานการณ์ว่าน่าเป็นห่วงได้หรือไม่ แต่ตัวเลขชุดดังกล่าว ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต) หรือ ศวทม. ก็โพสต์ในโซเชียลมีเดียส่วนตัวยอมรับว่า "มากกว่าปกติ" 

"เต่าทะเล และพะยูนส่วนใหญ่ร้อยละ 60-90 การตายมาจากกิจกรรมของมนุษย์ แต่ถ้าเป็นกลุ่มของโลมา และวาฬส่วนใหญ่จะเกิดจากอาการป่วยเสียมากกว่า"

ข้อสังเกตที่เขาเคยเล่าให้ฟังถึงรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปีพ.ศ. 2561 ที่มีสัตว์ทะเลหายากตายไปทั้งสิ้น 672 ตัว เพิ่มขึ้นจากที่มีการเก็บข้อมูลเมื่อปี 2546 ถึง 6 เท่า โดยแนวโน้มการเกยตื้นภาพรวมนั้นมีอยู่ราว 34 ตัวต่อปี

ภาพรวมแนวโน้มสถิติการเสียชีวิตของสัตว์ทะเลหายาก ตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2561 โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งทะเลอันดามัน หรือ ศวทม. 

หากเฉพาะเจาะจงไปที่ พะยูน จะพบว่า นับตั้งแต่ปี 2546 จนถึง 2561 อัตราการเกยตื้นของพะยูน ค่อนข้างคงที่ โดยเฉลี่ย 12 ตัวต่อปี ซึ่งกว่าร้อยละ 90 จะพบว่าเสียชีวิต อีกทั้งการเกยตื้นส่วนใหญ่ในพะยูนนั้นเป็นผลกระทบมาจากกิจกรรมของมนุษย์อย่าง “เครื่องมือประมง” โดยบังเอิญมากกว่า  

"อาจจะมีการเสียชีวิตจากการติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ แล้วก็มีการเอาบางส่วนของพะยูนไปใช้มากกว่านะ ไม่ใช่เป็นลักษณะตั้งใจล่า" ผอ.ศวทม.คนเดิมยืนยันอย่างที่เคยยืนยันมาตลอด

โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการล่าเพื่อเอาเขี้ยวพะยูน ส่วนตัวเขาเชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยกว่า แต่คิดว่าเป็นการพยายามตัดเอาหลังจากพบซากแล้วมากกว่า เพราะร่องรอยการกระทำเกิดหลังจากที่พะยูนเสียชีวิตแล้ว เรื่องนี้อยู่ที่จิตสำนึกเป็นหลัก เพราะหากพบการครอบครองก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว

นั่นเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของการสำรวจสัตว์ใหญ่ที่หาตัว “จับยาก” อย่าง “พะยูน” ที่ทางศูนย์วิจัยฯ ทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

อ่านเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: 

 

ฝูงวัวใต้ท้องเล

อันที่จริงพะยูนกับทะเลไทยนั้นมีความเชื่อมโยงกันมานานแล้ว เห็นได้จากตำนานพื้นบ้านที่ชาวเลเล่าต่อกันมาถึงสามีที่ออกตามหาภรรยาไปยังทุ่งหญ้าชะเงากลางทะเลในคืนเพ็ญ กลับพบเพียงพะยูนตัวหนึ่ง 

ไปจนถึงคำเรียก “พะยูน” ในสำเนียงต่างๆ

ทั้ง ดุหยง ซึ่งแปลว่า หญิงสาว หรือผู้หญิงแห่งท้องทะเลในภาษามลายู หมูดุด จากสำเนียงคนฟากทะเลเมืองจันท์ แม้กระทั่ง วัวทะเล เพราะคล้ายวัวก็มี 

แม้กระทั่ง ความเชื่อทางไสยศาสตร์ และตำรับยาแผนโบราณ จากชิ้นส่วนของพะยูน จนกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พะยูนถูกล่า และลดจำนวนลงอย่างน่าเป็นห่วงในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนถึงความคุ้นเคยของคนไทยกับพะยูนได้เป็นอย่างดี

แนวทางการดูแลยามีลของทีมสัตวแพทย์นั้นมีการทำคล้ายกับการดูแลมาเรียม โดยเฉพาะการให้นมผ่านสายยางจนกว่าจะแข็งแรง ซึ่งอาการภาพรวมก็ดีขึ้นตามลำดับ 

ครั้งหนึ่งพะยูนในทะเลไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอ่าวไทย ที่มีประชากรพะยูนอยู่ไม่ถึง 20 ตัว หรือฝั่งอันดามันตั้งแต่ระนอง จนถึงสตูล ซึ่งมีประชากรพะยูนอยู่ราว 210 -250 ตัว ก็ตาม

เต่าทะเล และพะยูนส่วนใหญ่ร้อยละ 60-90 การตายมาจากกิจกรรมของมนุษย์

อย่างที่ ทะเลตรัง แหล่งรวมพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดในประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2555 มีรายงานพบการตายของพะยูนสูงถึง 12 ตัว จนนำไปสู่การคาดการณ์ว่า หากปริมาณการตายยังคงที่อย่างนี้ ในเวลาไม่เกิน 10 ปีพะยูนจะหมดไปจากทะเลตรังอย่างแน่นอน ทำให้ในช่วง 5 ปีต่อมา มีกระแสการอนุรักษ์พะยูนมากขึ้น ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน 

ดังนั้น ประชากรพะยูนที่เกาะมุก และเกาะลิบง ของทะเลตรังจึงไม่ต่างจากการ “ตรวจการบ้าน” ก่อนประกาศผลสอบประจำปีว่าสิ่งที่ทำกันมานั้น “ผ่าน” หรือ “ตก” ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันได้จัดทำการสำรวจประชากรพะยูนทุกปี 

อย่างบรรยากาศการสำรวจพะยูนเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา...

บนเรือหางยาวขนาด 10 ที่นั่งที่ลอยลำอยู่กลางทะเลก็กลายเป็นความโกลาหลขนาดย่อมในทันที บางคนควานหาอุปกรณ์ในกล่องเครื่องมือ หลายคนช่วยกันสอดส่ายสายตาเพื่อชี้เป้า บางคน...กล้องถ่ายภาพในมือกำแน่น ขณะที่อีกสายตามองย้อนไปยังต้นทางสัญญาณที่ส่งมาให้

เพียงเสี้ยววินาที ท้องน้ำกระเพื่อม ตะกอนฝุ่นใต้น้ำก็คลุ้งไปทั่ว เศษใบหญ้า และยอดอ่อนของพืชทะเลบางชนิดพากันลอยขึ้น พร้อมสิ่งที่คนบนเรือเฝ้าคอย ได้ “หาย” ไปแล้ว

“เห็นหลังไวๆ” ใครว่าอย่างนั้น

ตั้งแต่ออกจากท่า โต้คลื่นผ่านร่องน้ำมายังพื้นที่เป้าหมาย และคอยนานนับชั่วโมง ก็มีครั้งนี้นั่นแหละที่ใกล้เคียงที่สุด

การบินแบบ Line-transect survey หรือ การบินแนวเส้นขนาน เป็นวิธีบินสำรวจพะยูนที่ใช้ในปัจจุบัน เพื่อป้องกันการนับซ้ำ และครอบคลุมพื้นที่โดยนักวิจัยจะทำหน้าที่ ถ่ายภาพ ระบุตำแหน่ง จำนวน รูปพรรณสัณฐาน ลงในเครื่องบันทึกเสียง และบันทึกจีพีเอส ร่วมกับนักบินที่เป็น “ผู้ช่วย” นอกจากนี้ บริเวณปีกของเครื่องเองก็จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ระบุพิกัดเพิ่มเข้าไปด้วย เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อน

สำรวจให้รู้ เพื่อ รัก(ษ์)

“คนเรามักพูดถึงตัวเราว่า มันมีความสำคัญอะไรกับเรา” นี่เป็นข้อสังเกตที่ชวนคิดต่ออย่างยิ่งสำหรับหัวเรือใหญ่ในทีมสำรวจอย่าง ก้องเกียรติ เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องสำรวจ “พะยูน”

แต่ก่อนจะถึงคำอธิบาย หากย้อนกลับไปราว 20 ปีก่อน นับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจพะยูนขึ้นในประเทศไทย การค้นหาตัวพะยูนในท้องทะเลดูจะเป็นเหมือนเป้าหมายที่นักวิชาการพยายามเข้าถึงมาโดยตลอด

ไม่ว่าจะเป็นการลงเรือสำรวจ หรือเฝ้าติดตามพฤติกรรมบนที่สูงตามแนวชายฝั่ง แต่ด้วยธรรมชาติของพะยูนเป็นสัตว์ที่ไม่คุ้นเคยกับคนจึงทำให้การสำรวจทางภาคพื้นนั้น ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร การสำรวจทางอากาศ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสากลในการสำรวจสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้จึงถูกนำมาใช้

ภารกิจนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้น 2 อาทิตย์สำหรับการสำรวจ ก่อนนำข้อมูลที่ได้กลับไปประมวลผลอีกราว 1-2 สัปดาห์จนได้เป็นรายงานประชากรพะยูนประจำปีออกมา

จากการเริ่มบินโดยนักวิชาการของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ก็มีการทดลองกับเครื่องบินแบบต่างๆ เรื่อยมา ตั้งแต่ เฮลิคอปเตอร์ ที่เสียงดังเกินไปจนเป็นการรบกวนพะยูน เครื่องบินเล็กขนาด 10 ที่นั่ง ซึ่งเร็วเกินไป อีกทั้งไม่สามารถลดระดับเพดานบินลงมาเท่าที่ต้องการได้ จนได้มาเริ่มใช้ เครื่องไมโครไลท์ (Microlite) เครื่องบินที่มีลักษณะคล้ายเครื่องร่อน มีขนาดเล็ก สามารถขึ้นลงบนชายหาดได้ ทำให้สามารถถ่ายภาพพะยูนไทยได้เป็นครั้งแรก

“ตอนนั้นตื่นเต้นมากกับการได้ภาพพะยูน” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ คนเดิมยอมรับ เมื่อได้ภาพถ่าย โจทย์ต่อมาก็คือ แก้เรื่องความคลาดเคลื่อนในการนับจำนวนที่แท้จริง

ภาพถ่ายทางอากาศถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การสำรวจกลุ่มประชากรพะยูนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พื้นที่สำรวจพะยูนส่วนใหญ่ของศูนย์วิจัยฯ นั้นจะอยู่ตามแนวทะเลฝั่งอันดามันใต้ ตั้งแต่ อ่าวพังงา ไล่ลงมาจนถึงบริเวณ เกาะมุก และเกาะลิบง จ.ตรัง โดยภารกิจนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้น 2 อาทิตย์สำหรับการสำรวจ ก่อนนำข้อมูลที่ได้กลับไปประมวลผลอีกราว 1-2 สัปดาห์จนได้เป็นรายงานประชากรพะยูนประจำปีออกมา

จนกระทั่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จึงได้นำเครื่องบินเล็กขนาด 2 ที่นั่ง ที่มีเพดานบินราว 150 เมตร ซึ่งเหมาะกับการมองเห็นมาใช้สำรวจแทน ไม้บรรทัดของการสำรวจอันใหม่ก็เริ่มใช้ตั้งแต่ตอนนั้น

“เราจะใช้วิธีบินแบบทรานเส็ค (Line-transect survey : การบินแนวเส้นขนาน) จะเป็นการป้องกันการนับซ้ำ และครอบคลุมพื้นที่ ทำให้สามารถนับจำนวนพะยูนได้แน่นอนขึ้น" 

สิตากาญจน์ ทวิสุวรรณ นักวิชาการประมงที่รับผิดชอบการประสานงานกับทีมเครื่องบินเล็ก อธิบายรายละเอียดในการทำงาน

“ต้องเลือกช่วงน้ำขึ้นสูงสดในรอบวัน ถ้าเช้าจะดีมาก” ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะสภาพอากาศถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการสำรวจ และส่งผลต่อการนับจำนวนพะยูนที่อยู่ใต้น้ำทั้งสิ้น

การขึ้นบินแต่ละครั้ง จะมีนักวิจัยทำหน้าที่เป็น “ตาหลัก” ในการถ่ายภาพ ระบุตำแหน่ง จำนวน รูปพรรณสัณฐาน ลงในเครื่องบันทึกเสียง และบันทึกจีพีเอส ร่วมกับนักบินที่เป็น “ผู้ช่วย” นอกจากนี้ บริเวณปีกของเครื่องเองก็จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ระบุพิกัดเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกแปรผลเป็น แผนที่การบิน ตำแหน่งพะยูนที่พบ รวมทั้งจำนวน เพื่อเทียบเคียงกับ “รายงานเสียง” เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนอีกชั้นหนึ่ง

“คนเรามักพูดถึงตัวเราว่า มันมีความสำคัญอะไรกับเรา”

พื้นที่สำรวจพะยูนส่วนใหญ่ของศูนย์วิจัยฯ นั้นจะอยู่ตามแนวทะเลฝั่งอันดามันใต้ ตั้งแต่ อ่าวพังงา ไล่ลงมาจนถึงบริเวณ เกาะมุก และเกาะลิบง จ.ตรัง โดยภารกิจนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้น 2 อาทิตย์สำหรับการสำรวจ ก่อนนำข้อมูลที่ได้กลับไปประมวลผลอีกราว 1-2 สัปดาห์จนได้เป็นรายงานประชากรพะยูนประจำปีออกมา

นอกจาก อาสาสมัครเครื่องบินเล็ก ทีมสัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทั้ง 5 ศูนย์แวะเวียนกันมาเป็นแรงงานหลักในการสำรวจแล้ว ก็ยังมีเรื่องของความร่วมมือจากทั้งมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนักวิจัยจากประเทศจีนภายใต้กองทุน The China-ASEAN Maritime Cooperation Fund (MCF) ในการพัฒนาวิธีการสำรวจพะยูน และสัตว์ทะเลหายากให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างการนำเอาโดรนมาใช้ช่วยนับจำนวนพะยูน หรือ การทดลองสำรวจทางเสียง เป็นต้น

การใช้โดรนร่วมสำรวจนั้น จะเริ่มจากเครื่องบินเล็กขึ้นบินสำรวจก่อน เมื่อพบพื้นที่เป้าหมาย เครื่องบินก็จะวิทยุสื่อสารไปยังทีมโดรนให้นำเรือมายังบริเวณดังกล่าว และทำการบินเป็นวงกลมเพื่อแจ้งตำแหน่งให้กับทีมสำรวจบนเรือ ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของโดรนในการบันทึกภาพเคลื่อนไหว ก่อนจะนำไฟล์ที่ได้มาแยกจำนวนพะยูนอีกที

เพื่อทะเล เพื่อเรา

“ถึงแดดแรงจนหน้าจอเราอาจจะไม่เห็นอะไรเลย แต่พอโหลดคลิปลงคอมพิวเตอร์เราก็จะสามารถแยกตัวพะยูนออกจากทะเลได้ครับ” ชินกร ทองไชย นักวิชาการประมงที่รับผิดชอบการใช้โดรนเพื่อบันทึกภาพพะยูนชี้ให้ดูแสงแดดที่สะท้อนหน้าจออยู่ในตอนนี้

โดยผลสำรวจประชากรพะยูนปี 2561 ค้นพบพะยูนคู่แม่ลูก 42 คู่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยืนยันว่า มีพะยูนอยู่มากกว่า 210 ตัว เพิ่มจากปี 2561 ที่มี 169 ตัวอย่างเห็นได้ชัดถือเป็นแนวโน้มที่ดี 

ขณะที่ กระแส มาเรียม และ ยามีล 2 พะยูนน้อยที่ได้รับความสนใจจากผู้คนในสังคมซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสื่อสารเรื่องของการอนุรักษ์ต่อไป

“ทุกคนอาจเข้ามาดูมาเรียมจากความน่ารัก หรือความเอ็นดู แต่มาเรียมก็เป็นหนึ่งในพะยูนอีก 250 ตัวทั่วประเทศที่รอความหวังของการดูแลอนุรักษ์” ก้องเกียรติชี้ให้เห็นโจทย์ทั้งใหญ่ และท้าทายกว่า โดยเฉพาะ จะทำอย่างไรให้มาเรียมนำไปสู่การมองเห็นการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน

อ่านเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: 

 

สำหรับเขา นี่ถือเป็นบทเรียนจากมาเรียมถึงทะเลไทยที่ชัดเจนที่สุด เพราะหากมาเรียมอยู่ได้ สัตว์ทะเลอื่นๆ ในระบบนิเวศก็อยู่ได้ ระบบนิเวศที่ดีก็เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 24 ล้านล้านบาทในอาณาเขตกว่า 3.2 แสนตารางกิโลเมตรของทะเลไทย และสร้างรายได้หลายแสนล้านบาทต่อปีให้กับประเทศ ระบบเศรษฐกิจที่ดีก็นำมาซึ่งสังคมที่ดี

“มันเป็นลูกโซ่ที่เห็นว่าความรัก หรือความน่าเอ็นดูของมาเรียมมันนำมา หรือเกี่ยวเนื่องไปตลอดจนกระทั่งถึงคน ที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่า สัตว์เหล่านี้อยู่คู่โลกมานาน แต่วันนี้มันกำลังจะหายไป ก็มาจากที่เราทำให้เกิดผลในเชิงลบ ขณะเดียวกันเราก็สามารถทำงานให้เกิดผลในเชิงบวกได้” โดยเฉพาะ “แผนการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล” จ.ตรัง เพราะกว่าร้อยละ 70 ของประชากรพะยูนไทยอยู่ที่นี่

“การที่เราสามารถดูแลพื้นที่พะยูนที่นี่ได้ ก็เท่ากับว่า เราดูแลเกือบจะเป็นประชากรพะยูนทั้งหมดของประเทศแล้ว ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราพบแนวโน้มการลดลงของพะยูนที่จ.ตรังนี่ตลอด จนเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เรามีเรื่องความพยายามในการอนุรักษ์พะยูนอย่างเข้มข้นขึ้นมา ดังนั้นเราจึงเห็นได้ชัดว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เรามีสถิติการเพิ่มขึ้นของพะยูนจาก 120 กว่าตัว จนปัจจุบันอยู่ที่ 180 เศษ ก็เป็นแนวโน้มที่ดี แต่การอนุรักษ์อย่างนี้ก็ไม่สามารถหยุดได้ หากหยุดก็มีโอกาสที่จะทำให้พะยูนลดลงได้อีก

เรือคายัค "แม่ส้ม" กำลังพายติดตามมาเรียมในแหล่งอนุบาลตามธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนตามธรรมชาติ รวมถึงเป็นพื้นที่ร่วมของกิจกรรมทางทะเลของมนุษย์ การจัดการ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลพื้นที่จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อปริมาณประชากรของพะยูน

เขตอนุรักษ์จึงเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความหวัง” สำหรับก้าวต่อไปของการรักษาพะยูนให้อยู่คู่ท้องทะเลไทย อย่างที่เกาะลิบงมีการกำหนดเขตอนุรักษ์โดยแบ่งเป็น 3 โซนสำคัญ ตั้งแต่แหลมจูโหย ไปจนถึงแหลมปันหยัง ระยะทางราว 3 กิโลเมตรถือเป็น “ไข่แดง” ที่สงวนเอาไว้สำหรับ พะยูน และสัตว์ทะเลเท่านั้น

ทิพย์อุสา แสงสว่าง ที่สวมทั้งหมวกของ เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง และชาวเกาะลิบง ยืนยันว่า พื้นที่นี้ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการจัดเวทีประชาคมร่วมกันทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ชุมชน การจัดการพื้นที่อนุรักษ์ รวมทั้งการมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ และชุมชน ซึ่งตอนนี้ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ก้าวต่อไปที่เธอหวังก็คือ การสร้างความยั่งยืนผ่านเยาวชนในพื้นที่ที่กำลังรวมกลุ่มกันอย่างขยันขันแข็งในวันนี้

"การอนุรักษ์อย่างนี้ก็ไม่สามารถหยุดได้ หากหยุดก็มีโอกาสที่จะทำให้พะยูนลดลงได้อีก"

ที่สำคัญ...

ตรังไม่ใช่จังหวัดเดียวที่มีพะยูน ถึงจะมีมากที่สุดก็ตาม แต่ยังมีเพื่อนของมาเรียมในแหล่งอื่นๆ อย่าง กระบี่ ในอ่าวพังงา อ่าวบ้านดอน สุราษฏร์ธานี อ่าวไทย ทาง ระยอง จันทบุรี ตราด ซึ่งสถานการณ์ของพะยูนในบริเวณเหล่านี้ยังน่าเป็นห่วงอย่างมาก

เมื่อคนเราเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดผลในเชิงลบ และเชิงบวกได้ในเวลาเดียวกัน การวัดผลจากตัวเลขอาจเป็นสิ่งจับต้องได้ดีที่สุดในงานอนุรักษ์ แต่ถ้ามองในความสมดุลของธรรมชาติแล้ว ที่ว่า ทำไมต้องสำรวจพะยูนก็ไม่จำเป็นต้องสงสัยต่อเลย

ถ้านิเวศเสื่อมโทรมพะยูนก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เท่านี้ พะยูนก็สำคัญด้วยตัวของเขาเองอยู่แล้วล่ะครับ” ก้องเกียรติขยายความต่อจากคำตอบที่ค้างเอาไว้

ระบบนิเวศล้วนผูกพันกับทุกชีวิตโดยรอบ แนวหญ้าทะเลเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนอย่าง ปลาเก๋า หรือปลากระพง ซึ่งต้องอาศัยพะยูน และเต่าตนุเท่านั้นในการแทะเล็มยอดเพื่อการเติบโต เมื่อพะยูน และสัตว์ทะเลอื่นๆ อยู่ได้ ทรัพยากรทางทะเลก็อยู่ได้ และคนเราก็จะได้รับผลประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ตรงนี้ด้วยเช่นกัน 

 

 

เรื่อง: ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

ภาพ: จรูญ ทองนวล, ชัชชัย เลิศวรสิริกุล

 

หมายเหตุ: สารคดีเชิงข่าวชิ้นนี้เป็นการเรียบเรียงข้อมูลจากเรื่อง แกะรอยดุหยงทะเลใต้ ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เมื่อปี 2560 และสัมภาษณ์เพิ่มเติมโดยตัวผู้เขียนเอง เพื่อให้ชุดข้อมูลที่นำเสนอนั้นสดใหม่ และเป็นประโยชน์กับผู้อ่านมากที่สุด

พะยูนไทย 250 ตัว กระจายอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ จ.ตรัง จ.กระบี่ ในอ่าวพังงา อ่าวบ้านดอน จ.สุราษฏร์ธานี อ่าวไทย ทาง จ.ระยอง จ.จันทบุรี จ.ตราด ซึ่งสถานการณ์พะยูนในบริเวณเหล่านี้ยังน่าเป็นห่วงอย่างมาก

  • เรื่อง :
  • ภาพ :
  • กราฟิก :
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

    Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

    เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

    • About
    • Contact
    • For Advertiser
    • Want to become an author?