มองสถานการณ์แคชเมียร์ผ่านสนธิสัญญาน้ำสินธุ (Indus Water Treaty):  ข้อสังเกตบางประการ
  • Politics
  • Aug 8, 2019
  •   309

รัฐบาลกลางของอินเดียภายใต้การนำของ นเรนทระ โมที (Narendra Modi)  ประกาศยกเลิกมาตรา 370 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562 มีผลทำให้สถานภาพการเป็นพื้นที่พิเศษของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ (Jammu and Kashmir) ถูกยกเลิกและเปลี่ยนสถานภาพจาก รัฐ กลายเป็น ดินแดนสหภาพ  (Union Territory) ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลางโดยตรง พร้อมกับภูมิภาคลาดักห์ 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการตอบโต้โดยทันทีจากรัฐบาลปากีสถานซึ่งออกมาแสดงท่าทีคัดค้านการยกเลิกมาตรา 370  โดยระบุว่าจะใช้ทุกทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อตอบโต้ขั้นตอนที่ผิดกฎหมายที่อินเดียกระทำในประเด็น การยึดครองแคชเมียร์

แคชเมียร์ เป็นดินแดนที่ทั้งอินเดีย และปากีสถานต่างแย่งชิงกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 รวมระยะเวลากว่า 70 ปีแล้ว ด้วยเพราะแคชเมียร์เป็นพื้นที่สำคัญที่มีแม่น้ำสินธุอันเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงปากท้องของคนทั้งสองชาติ

ในประวัติศาสตร์ได้ก่อให้เกิดแหล่งอารยธรรมเริ่มแรกของอินเดีย ซึ่งอยู่บริเวณดินแดนภาคตะวันตกของอินเดียหรือปากีสถานในปัจจุบันที่แม่น้ำสินธุไหลผ่าน อาณาเขตลุ่มแม่น้ำสินธุครอบคลุมบริเวณกว้างกว่าลุ่มแม่น้ำไนล์แห่งอียิปต์ ทุกๆ ปี กระแสน้ำได้ไหลท่วมท้นฝั่งทำให้ดินแดนลุ่มน้ำสินธุอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำกสิกรรม นักประวัติศาสตร์เรียกอารยธรรมในดินแดนนี้ว่า วัฒนธรรมฮารัปปา (Harappa Culture) ซึ่งเป็นชื่อเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำสินธุเมื่อประมาณ 3,500 – 1,000 ปี ก่อนพุทธศักราช ปัจจุบันถือว่าอินเดียเป็นผู้ครอบครองดินแดนแคชเมียร์และเป็นผู้กำกับควบคุมสายน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงปากท้องของคนทั้งสองประเทศ 

ทรัพยากรน้ำจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายพิพาทกันเพื่อต้องการมีกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนแคชเมียร์ที่เป็นจุดต้นน้ำ

รายงานการศึกษาวิจัยโดย คณะผู้เชี่ยวชาญของศูนย์วิจัยร่วมหรือเจอาร์ซี (Joint Research Centre) ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อน บวกกับการเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของมนุษย์โลกเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงแหล่งน้ำที่จะหายากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพ และความไม่สงบในสังคมภูมิภาค

พูดง่ายๆ คือ เกิดความขัดแย้งรุนแรงถึงขึ้นทำสงครามสู้รบกัน รายงานชี้ให้เห็นหลายพื้นที่ล่อแหลมทั่วโลกมีประเด็นการเมืองเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ (hydro-political issues) ที่มีโอกาสปะทุเป็นสงครามได้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่พื้นที่เหล่านี้ล้วนกำลังมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งน้ำจืดและแหล่งน้ำอยู่ติดเขตแดนของหลายประเทศที่มีความขัดแย้งกันทางด้านอื่นอยู่แล้ว

ดินแดนแคชเมียร์เป็นชนวนทำให้อินเดียและปากีสถานทำสงครามกันมาแล้ว 2 ครั้ง และสู้รบกันเล็กๆ น้อยๆ อีกนับไม่ถ้วน

เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองชาติได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากอินเดียโจมตีทางอากาศในดินแดนปากีสถาน และปากีสถานตอบโต้ด้วยการยิงเครื่องบินรบอินเดียตก 2 ลำในแคชเมียร์ พร้อมทั้งสั่งปิดน่านฟ้าทั้งประเทศ

ขณะที่อินเดียสั่งปิดสนามบินทางเหนือ มีรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียว่านายนิทิน กัดคารี รมว.กระทรวงคมนาคมและทรัพยากรน้ำของอินเดียกล่าวว่ารัฐบาลนิวเดลีตัดสินใจยุติข้อตกลงการปันส่วนน้ำด้วยการผันเส้นทางไหลของแม่น้ำหลายสายให้แก่ปากีสถาน กลับคืนประชาชนในรัฐจัมมู-แคชเมียร์ และรัฐปัญจาบแทน

ขณะที่ คาวาจา ชูมาอิล รมว.กระทรวงทรัพยากรน้ำของปากีสถานกล่าวว่ารัฐบาลนิวเดลีต้องการใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการกลับมาก่อสร้างเขื่อนที่แม่น้ำราวี ซึ่งระงับไปตั้งแต่ พ.ศ. 2538 เพราะเป็นโครงการที่ปากีสถานคัดค้านมาตลอดเนื่องจากละเมิดสัญญา

แม่น้ำสินธุ มีต้นกำเนิดในเขตปกครองตนเองของทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนและไหลผ่านเขตดาลักห์ ไหลต่อเนื่องขึ้นเหนือเข้าเขตจัมมู-แคชเมียร์จากนั้นไหลเข้าสู่ปากีสถานและไหลลงสู่ทะเลอาหรับ

แม่น้ำสินธุและเครือข่ายถูกนำมาใช้เพื่อการชลประทานสมัยใหม่ใน พ.ศ. 2393 สมัยที่อังกฤษปกครองอินเดียเป็นอาณานิคม  หลังจากอังกฤษให้เอกราชแก่อินเดียและเกิดการแบ่งแยกอินเดียและปากีสถานนั้น ได้เริ่มเกิดปัญหาการจัดสรรระบบแม่น้ำสินธุ ระหว่างอินเดียและปากีสถาน

อินเดียและปากีสถานต่างพูดคุยตกลงกันในประเด็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง  จนในที่สุดก็นำมาสู่การทำข้อตกลงร่วมกันฉบับหนึ่งชื่อ “สนธิสัญญาน้ำสินธุ” (Indus Water Treaty) ซึ่งธนาคารโลกเข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยระหว่างสองประเทศ และมีการลงนามเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2503 ในนครการาจี (Karachi) โดยเป็นการลงนามร่วมกันระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศในเวลานั้น คือ ยวาหราล เนห์รู (Jawaharlal Nehru ) นายกรัฐมนตรีอินเดียกับประธานาธิบดี อายุบ ข่าน (Ayub Khan) แห่งปากีสถาน

สนธิสัญญาดังกล่าวได้กำหนดสิทธิและข้อผูกพันของทั้งสองประเทศเกี่ยวกับการใช้น้ำของแม่น้ำสินธุและเครือข่าย โดยการแบ่งสรรแม่น้ำในลุ่มแม่น้ำดังกล่าวที่มี 6 สาย คือ  บีอาส (Beas) ราวี (Ravi) และสตลุช (Sutlej) ซึ่งไหลผ่านทางตะวันออกของปากีสถานและแม่น้ำอีก 3 สายที่ไหลผ่านภาคตะวันตกของอินเดีย ได้แก่  สินธุ (Indus) จนาพ (Chenab) และเฌลัม (Jhelum) ตามข้อตกลงให้จัดสรรไปยังปากีสถาน 3 สาย และอินเดีย 3 สาย

อย่างไรก็ดี ตามข้อตกลงการจัดสรรน้ำคนละ 3 สาย ดูจะเป็นการจัดสรรให้อย่างเท่าเทียมกัน แต่แท้ที่จริงแล้ว ปากีสถานมีความเสียเปรียบอยู่ในข้อตกลงนี้ เนื่องจากแม่น้ำสายที่ปากีสถานได้รับมานั้น เป็นสายน้ำที่ต้องไหลผ่านประเทศอินเดีย ทำให้ปากีสถานรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะแม่น้ำสายดังกล่าว เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ประชาชนชาวปากีสถานกว่าร้อยละ 90 ใช้อุปโภคบริโภค

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2513 อินเดียเริ่มดำเนินการโครงการจัดการน้ำ เริ่มสร้างเขื่อน และค่อยๆ เดินหน้าโครงการนี้มาเรื่อยๆ เช่น การสร้างสถานีไฟฟ้าพลังน้ำ Kishanganga ในแคชเมียร์ และดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำจนาพ ซึ่งปากีสถานได้คัดค้านว่าโครงการเหล่านั้นละเมิดเงื่อนไขของสนธิสัญญาน้ำสินธุหรือไม่

เป็นเหตุให้ปากีสถานวิตกถึงผลกระทบที่ตามมา เนื่องจากแม่น้ำในอินเดีย มีความเชื่อมโยงกับประเทศปากีสถาน การสร้างเขื่อนอาจจะทำให้น้ำไหลมายังปากีสถานได้น้อยลง ทำให้ปากีสถานตกที่นั่งลำบาก

 

ตามรายงานของ องค์การสหประชาชาติ (UN) มีรายงานว่า ปากีสถานเป็นประเทศอันดับ 7 ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำในปากีสถานที่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ปากีสถานจะต้องเผชิญกับทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมกับการที่ปากีสถานไม่มีประสิทธิภาพเรื่องการบริหารจัดการระบบน้ำอย่างยั่งยืน ส่งผลให้น้ำเพื่อการบริโภคเหลือใช้เพียง 10% เท่านั้น และหากต้องการจะหลีกเลี่ยงวิกฤตนี้ ปากีสถานจะต้องกักเก็บน้ำให้ได้มากกว่า 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายใน พ.ศ. 2568

การเข้ายึดครองแคชเมียร์ของอินเดียทำให้อินเดียมีกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวเหนือดินแดนแคชเมียร์และควบคุมสายน้ำที่สัมพันธ์กันของทั้งสองประเทศ จัมมู-แคชเมียร์เป็นแหล่งทรัพยากรน้ำของทั้งสองประเทศเพราะแม่น้ำสินธุ แม่น้ำเฌลัมและแม่น้ำจนาพล้วนเป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากจัมมู-แคชเมียร์ แน่นอนว่าย่อมทำให้ประเทศปลายสายน้ำอย่างปากีสถานออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ

ปากีสถานได้ประณามการกระทำครั้งนี้ของอินเดีย โดย ชาห์เมห์มูด คูเรชิ (Shah Mahmood Qureshi) รัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานระบุว่า

“อินเดียกำลังเล่นเกมที่เป็นอันตรายซึ่งจะมีผลกระทบร้ายแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค”

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของเจอาร์ซีระบุว่า ลุ่มน้ำสินธุในอินเดียและปากีสถานเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำ 5 แหล่งของโลกที่เสี่ยงต่อการเกิดสงครามมากที่สุด 

ล่าสุด รัฐบาลปากีสถานได้ออกมาประกาศการลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูตกับอินเดีย อีกทั้งยังมีแนวทางการยุติความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับอินเดีย พร้อมเตรียมนำเรื่องต่างๆ เข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อเป็นการตอบโต้อินเดียอีกด้วย 

 

แคชเมียร์ เป็นดินแดนที่ทั้งอินเดีย และปากีสถานต่างแย่งชิงกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 รวมระยะเวลากว่า 70 ปีแล้ว ด้วยเพราะแคชเมียร์เป็นพื้นที่สำคัญที่มีแม่น้ำสินธุอันเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงปากท้องของคนทั้งสองชาติ

  • เรื่อง : Htay Win
  • ภาพ :
  • กราฟิก :
เกี่ยวกับผู้เขียน
นักข่าวปริมณฑลที่ชอบบอกใครต่อใครว่าเป็นพวกรักสบาย แต่ไม่ค่อยชอบอยู่ติดโต๊ะทำงาน สนใจความเป็นไปของสังคมทั้งที่เป็นเรื่องควรรู้ และเรื่องที่ต้องรู้

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?