เมื่อ Burnout Syndrome รังควานชีวิต ชาวออฟฟิศรับมือยังไงดี?
เมื่อ Burnout Syndrome รังควานชีวิต ชาวออฟฟิศรับมือยังไงดี?
เมื่อ Burnout Syndrome รังควานชีวิต ชาวออฟฟิศรับมือยังไงดี?
เมื่อ Burnout Syndrome รังควานชีวิต ชาวออฟฟิศรับมือยังไงดี?
  • Wellness
  • Jul 8, 2019

หนุ่มสาววัยทำงานคงเริ่มได้ยินคำว่า Burnout หรือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน กันมากขึ้น ก่อนหน้านี้หลายคนอาจคิดว่าภาวะนี้ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร แค่พักผ่อนมากขึ้นอีกหน่อยก็คงหาย แต่เดี๋ยวก่อน! คุณอาจจะต้องคิดใหม่ เพราะภาวะนี้หากเกิดขึ้นซ้ำๆ และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีมันก็อาจจะเพิ่มระดับความรุนแรงถึงขั้นนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้

ล่าสุด WHO กำหนดให้ ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) เป็นความผิดปกติชนิดหนึ่ง ตามที่ระบุไว้ในบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง(ICD-11) อันเป็นคู่มือทางการแพทย์สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคซึ่งสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 72 (มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป)

แปลว่า... หากคุณมีภาวะนี้ ถือว่าเป็นโรคภัยที่คุกคามชีวิตและควรเข้ารับการรักษาโดยแพทย์

"ภาวะหมดไฟ" เกิดจากอะไรกันแน่?

1. มีปัญหาเรื่องการจัดการชีวิต

หากคุณเป็นคนที่มีปัญหาในการจัดตารางงานและตารางการใช้ชีวิต เช่น เมื่อมีเรื่องที่ต้องให้ทำเข้ามาพร้อมๆ กันหลายอย่าง ไม่สามารถจัดลำดับความสำคัยได้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง หรือไม่สามารถรับผิดชอบงานของตนให้สำเร็จลุล่วงได้ ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ ก็จะนำไปสู่ภาวะ Burnout ได้ง่าย

2. งานที่ทำไม่เหมาะกับตนเอง

หลายครั้งที่ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนไม่สามารถเลือกงานที่ตัวเองถนัดได้เสมอไป บางครั้งได้รับมอบหมายงานที่ไม่อยู่ในความสนใจหรือไม่ถนัด และถูกคาดหวังอย่างมากจากเจ้านาย หัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน จนทำให้รู้สึกอึดอัดใจ เกิดความเครียดตามมา เมื่อเครียดสะสมบ่อยๆ เข้าก็เป็นสาเหตุของภาวะ Burnout ได้

3. งานที่ทำต้องใช้พลังเยอะมาก

หากงานที่คุณทำ มีลักษณะงานประมาณว่าต้องใช้พลังความคิดเยอะ เดินทางไปนั่นนี่ตลอดเวลาทั้งวัน ค่อนข้างวุ่นวาย ต้องจัดการปัญหาหลายๆ อย่างที่เข้ามาพร้อมกันจนต้องใช้พลังงานทั้งหมดที่มีมุ่งไปที่งานตลอดเวลา จนไม่ได้พัก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณเหนื่อยล้าและหมดไฟได้ในที่สุด

4. ขาดสมดุล Work Life balance

ช่วงนี้ได้ออกไป HangOut บ้างหรือเปล่า? หากงานที่ทำนั้นต้องอาศัยทั้งเวลาและแรงกายเป็นอย่างมาก หรือเป็นงานที่กินเวลาส่วนตัวไปด้วย จนทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอไปเข้าสังคมหรือสังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือครอบครัวได้ นี่ก็ทำให้คุณมีอาการหมดไฟเร็วขึ้นได้เช่นกัน

5. ขาดแรงสนับสนุน

ถ้าคุณทำงานที่ต้องเผชิญปัญหา และต้องแก้ปัญหาเยอะๆ ในแต่ละวัน ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้คุณเครียดขณะทำงาน ซ้ำร้ายเมื่อกลับมาบ้านแล้วยังต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในชีวิตส่วนตัว ไม่มีเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือแฟนคอยให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ ก็ยิ่งส่งผลให้ยิ่งเครียดและนำไปสู่ภาวะ Burnout ได้ง่ายขึ้น

ภาวะหมดไฟ VS ภาวะซึมเศร้า

จริงๆ ทั้งสองอย่างนี้มีความใกล้เคียงกันมาก แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว เราจะจำแนกความแตกต่างของแต่ละอาการให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น คือ

- ภาวะหมดไฟ: อาการ Burnout เกิดจากความเหนื่อยล้าในการทำงานเป็นหลัก สามารถหายได้เอง แต่ถ้าอาการรุนแรงยิ่งขึ้นแล้วไม่รีบรักษา อาการ Burnout อาจส่งผลให้เกิดปัญหาเครียดสะสม ภาวะนอนไม่หลับ และพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้าได้

- ภาวะซึมเศร้า: อาการเหนื่อยล้าหดหู่จากหลายๆ เรื่องในชีวิต อาจเป็นได้ทั้งเรื่องงาน เรื่องคู่รักเรื่องครอบครัว เรื่องการเงิน ฯลฯ อาการคล้ายกันแต่สำหรับผู้ที่เป้นโรคซึมเศร้ามักมีอาการรุนแรงมากกว่า และต้องรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

เช็คก่อนรู้ก่อน รับมือได้ดีกว่า

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าถูก Burnout Syndrome เล่นงานเข้าให้แล้ว? เราอยากให้คุณลองเช็คตัวเองในเบื้องต้นว่าคุณมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นหรือไม่? ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ถ้ามีมากกว่า 5 ข้อขึ้นไป แสดงว่าคุณมีแนวโน้มที่จะเป็น "ภาวะหมดไฟ" แล้วล่ะ

1. หมดแรง หมดพลังงานในการทำทุกอย่าง

2. ทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานเริ่มทำให้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ

3. เริ่มบ่นหรือวิจารณ์งานที่ทำ

4. รู้สึกท้อแท้กับงานที่ทำอยู่

5. ไม่รู้สึกพึงพอใจในความสำเร็จของงานที่ตัวเองทำได้

6. นึกถึงปัญหาเรื่องงานตลอดเวลา แม้แต่ตอนกินข้าวหรือเข้านอน

7. มีปัญหาในการนอนและการกิน เช่น นอนไม่หลับ ไม่หิวเมื่อถึงเวลาอาหาร

8. หงุดหงิดใจร้อนกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าบ่อยขึ้น

9. ชีวิตยุ่งเหยิง ขาดความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการทำงาน

10. ต้องหาอะไรมากระตุ้นตัวเอง พึ่งยาหรือแอลกอฮอล์เพื่อทำให้รู้สึกดีขึ้น

เมื่อรู้ตัวว่าเป็น Burnout รับมือยังไงดี?

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" ไว้ว่า การจัดการภาวะเมื่อยล้าหมดไฟควรดูแลสองด้านควบคู่กันไป คือด้านการจัดการกับตัวเอง และ การจัดการสภาพแวดล้อมในการทำงาน สามารถปรับลูปชีวิตใหม่ได้ง่ายๆ แบบนี้

1. พักผ่อนให้เพียงพอ นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ออกกำลังกายเป็นประจำ

2. ปรับเวลาการตื่น การนอน การกิน ให้ตรงเวลามากขึ้น

3. ผ่อนคลายอารมณ์ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิงให้รางวัลกับตนเอง

4. พูดคุยขอคำปรึกษากับคนที่ไว้ใจ เช่น เพื่อน แฟน คนในครอบครัว

5. หากมีอาการรุนแรงมากกว่าปกติ ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

6. ทำงานแต่พอดี อย่ากดดันตัวเองให้ต้องทำได้ทุกอย่าง อย่าลืมว่าเราไม่ใช่หุ่นยนต์

7. ฝึกเขียนตารางจัดลำดับงานและตารางชีวิต พยายามทำให้ได้ทุกวัน

8. ปรับสิ่งแวดล้อมการทำงานให้มีพลังบวกมากขึ้น เช่น หาต้นไม้มาวางที่โต๊ะทำงาน

9. พูดคุยกับหัวหน้างานเกี่ยวกับเป้าหมายการทำงานให้ชัดเจน

10. ควรสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกัน

เพียงเท่านี้ชาวออฟฟิศก็จะสามารถรับมือกับภาวะหมดไฟได้อย่างรู้เท่าทัน เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีขึ้นได้แล้วล่ะค่ะ

เรียบเรียง: วรุณรัตน์ คัทมาตย์

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง: cnnforbespobpad

เมื่อองค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดให้ Burnout Syndrome เป็นความผิดปกติชนิดหนึ่งที่ควรได้รับการวินิจฉัย และรักษาโดยแพทย์ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนยุคนี้ที่เสี่ยงต่อภาวะหมดไฟในการทำงานได้ง่าย  ชวนหนุ่มสาวมารู้จักวิธีรับมือกับอาการหมดไฟ เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้นกว่าที่เคย

  • เรื่อง :
  • ภาพ :
  • กราฟิก :
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์