รีวิว Stranger Things 3
  • Entertainment
  • Jul 5, 2019

*บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์*

Stranger Things คือความสำเร็จใหญ่ของ Netflix และพี่น้องดัฟเฟอร์ในฐานะผู้สร้างซีรีส์เรื่องนี้

จากซีรีส์ม้านอกสายตาว่าด้วยเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่หายตัวไปอย่างลึกลับ การมาของเด็กหญิงประหลาดผู้มีพลังจิต นำไปสู่สู่โลกกลับด้านที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดและเรื่องพิศวง

ซีรีส์ขนาด 8 ตอนจบในซีซั่นแรกประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายจนได้รับอนุมัติซีซั่น 2 และสานต่อความสำเร็จมาจนถึงซีซั่น 3 ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อวานนี้พร้อมกันทั่วโลกเป็นวันแรก

สเตรนเจอร์ ธิงส์ 3 เปิดโปรโมทแรกด้วยโฆษณาห้างสรรพสินค้าสตาร์คอร์ทมอลล์ มันคือห้างสรรพสินค้าในเมืองฮอว์กินส์ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันพร้อมสิ่งบันเทิงพร้อมสรรพ นั่นอาจเป็นภาพแรกที่เราไม่คุ้นนักกับการเริ่มโปรโมทซีรีส์สักเรื่อง หากแต่ว่าห้างสตาร์คอร์ทนี้ คือจุดศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในซีรีส์ขนาด 8 ตอนจบของซีซั่นที่ 3

เมื่อ “สิ่งประหลาด” ในเมืองฮอว์กินส์ยังไม่หายไป อีเลเว่นที่ลงมือปิดประตูโลกกลับบ้านหรือ Upside Down ด้วยตัวเองกลับพบว่ายังมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นในเมือง ตั้งแต่หนูกลายพันธ์ หรือสัตว์ประหลาดตัวใหม่ที่ทำให้เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในอันตราย จึงเป็นหน้าที่ของอีเลเว่น​และแก๊งเพื่อนๆ คือ ไมค์ วิล ลูคัส ดัสติน แม็กซ์ (อีกแล้ว) และญาติมิตรทั้งหลายที่เราคุ้นเคยกันดี

ว่ากันจริงๆ แล้วโครงสร้างการดำเนินเรื่องจำนวน 8-9 ตอนในทุกซีซั่นของสเตรนเจอร์ ธิงส์ มีคล้ายๆ กันคือ ปูปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองจากโลกกลับด้าน จนตัวละครบางตัวได้รับผลกระทบไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม นำไปสู่่การเผชิญหน้าระหว่างตัวละครหลักกับกลุ่มสัตว์ประหลาด ถึงตรงนี้ใครที่เป็นแฟนเดนตายของสเตรนเจอร์ ธิงส์ ใน 2 ซีซั่นที่ผ่านมาก็คงจะพอเดาได้ว่า ซีซั่น 3 นี้คงใช้วิธีการดำเนินเรื่องในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเรามองว่ามันเหมือนดูเป็นการเพลย์เซฟเกินไปสักนิด

แต่แก่นเรื่องที่ว่าด้วย 'สิ่งประหลาด' ตามที่ชื่อเรื่องบอกไว้ มันแข็งแรงและชัดเจนพอที่จะดึงผู้ชมให้ติดหนึบอยู่ที่หน้าจอได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือมุกเดิม มุกเก่าที่คล้ายกับซีซั่นที่ผ่านมา แต่เพราะลีลาที่มากขึ้น การทำการบ้านที่หนักหน่วงขึ้นของทีมงาน ด้วยการเพิ่มลีลาจากภาพยนตร์ในช่วงเวลานั้น สเตรนเจอร์ ธิงส์ จึงยังมีแก่นเรื่องที่ไม่เอนเอียงชวนดูสนุก ถึงแม้ว่าองค์ประกอบบางอย่างจะส่งผลให้ซีรีส์เรื่องนี้ 'ออกทะเล' ไปค่อนข้างไกลก็ตาม

สิ่งที่สเตรนเจอร์ ธิงส์ ชัดเจนมากคือสถานที่เกิดเหตุ มันคือยุค 80's ตอนกลางในย่านชานเมืองของสหรัฐอเมริกา สิ่งที่ดีเหมือนเดิมและดีกว่าเดิมคืองานศิลปกรรม ทั้งการเลือกสถานที่ถ่ายทำในเมืองอินเดียน่า รัฐจอร์เจีย การเก็บรายละเอียดทั้งเสื้อผ้า แฟชั่น พร๊อพประกอบฉากโดยเฉพาะในห้างสตาร์คอร์ที่เก็บรายละเอียดได้เนี๊ยบมากจนเราเชื่อสนิทใจว่า นี่คือเมืองฮอว์กินส์ในยุค 80's จริงๆ

บาดแผลใหญ่ของสเตรนเจอร์ ธิงส์ นอกจากส่วนประกอบของแก่นเรื่องที่ทำให้ 'ชวนออกทะเล' ในทรรศนะของผู้เขียนมี 2 ประการ  1 - การลำดับภาพที่ทำให้ผู้ชมอาจตามไม่ทัน เพราะมีหลายเส้นเรื่องเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในตอนเดียว จึงทำให้ค่อนข้างงงว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ประกอบกับตัวละครที่เยอะขึ้น การลำดับภาพอย่างรวดเร็วย่อมส่งผลให้ผู้ชมที่เพิ่งเริ่มชมใหม่ ขาดความต่อเนื่องจนอาจต้องสะกิดถามเพื่อนข้างๆ เป็นระยะ 2 - จุด Climax บางจุดในเรื่องเดาง่ายเกินไป ทำให้ขาดความเร้าอารมณ์จากการคาดเดาง่ายของเนื้อเรื่อง

สเตรนเจอร์ ธิงส์ ยังทำได้ดีในแง่ของซีรีส์ภาคต่อที่ยังสนุกเข้มข้นบนพื้นฐานของแก่นเรื่องที่ดี ผนวกรวมกับการแสดงของนักแสดง ศิลปกรรมที่เนี๊ยบทุกรายละเอียด และความคาดเดาไม่ได้ตามขนมซีรีส์ไซไฟ หากแต่ทีมงานลองก้าวจากคอมฟอร์ทโซนเพื่อให้สเตรนเจอร์ ธิงส์ ฉีกออกไปจากวิธีการดำเนินเรื่องแบบสูตรสำเร็จที่คล้ายๆ กับซีซั่นเดิม

สเตรนเจอร์ ธิงส์ 3 จะกลายเป็นซีรีส์ที่ดีอย่างไม่มีที่ติ

เรื่อง: สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

ภาพ: Netflix

ซีรี่ส์ม้ามืดที่ดึงดูดคนด้วยเสน่ห์ของฉากหลังยุค 80s และเรื่องราวประหลาด สยอง ชวนลุ้น และมุกตลกของเด็กๆ มาถึงซีซั่น 3 ที่ยังคงความสนุก แต่ออกทะเลมากไปหน่อย

  • เรื่อง :
  • ภาพ :
  • กราฟิก :
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์