“แม้แต่ความเจ็บปวดที่เบาบางที่สุดยังมีมิติ” จุดกำเนิดวรรณกรรมของวีรพร นิติประภา
“แม้แต่ความเจ็บปวดที่เบาบางที่สุดยังมีมิติ” จุดกำเนิดวรรณกรรมของวีรพร นิติประภา
“แม้แต่ความเจ็บปวดที่เบาบางที่สุดยังมีมิติ” จุดกำเนิดวรรณกรรมของวีรพร นิติประภา
“แม้แต่ความเจ็บปวดที่เบาบางที่สุดยังมีมิติ” จุดกำเนิดวรรณกรรมของวีรพร นิติประภา
  • Explicit
  • Sep 1, 2019

ในวงล้อมของพื้นที่ที่ดัดแปลงจากโกดังเก่ามาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ คน 12 คนนั่งล้อมกันเป็นวงกลม คล้ายกลุ่มจิตบำบัดที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์ แต่นี่คือเวิร์คชอปงานเขียนวรรณกรรมที่วีรพร นิติประภา นักเขียนดับเบิลซีไรต์จัดขึ้น

“อะไรคือสิ่งที่กัดกินคุณที่สุด”

คำถามชวนขบคิด และสะดุ้งน้อยๆ แต่เมื่อมีการพูดถึงหลายครั้งในแวดวงมันก็ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์สำหรับบางคน นี่คือคำถามเริ่มต้นเวิร์คชอปการเขียนของ วีรพร ซึ่งยืนยันว่านี่ไม่ใช่กลุ่มบำบัด แต่บางผลลัพธ์ที่บางคนพกกลับบ้านก็บำบัดผู้เข้าร่วมแง่ใดแง่หนึ่งเช่นกัน

“พี่ทำเวิร์คชอปเพราะทำมาหากินค่ะ” วีรพรตอบคำถามแรก แล้วคำอธิบายก็ตามมา

วิธีคิดไม่ได้มีเพียงหนึ่ง

“พี่รู้สึกว่า สิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุดของประเทศนี้คือ วิธีคิด มันมีวิธีคิดไม่กี่แบบ ทำงานไม่กี่อย่าง เราทำทุกอย่างเกือบจะเหมือนกัน ถ้าใครมาเข้าเวิร์คชอปกับพี่ จะไม่ต้องเขียนแบบวีรพรเลย แต่พี่พยายามจะให้เขาเข้าใจว่า เขามายังไง เขาถนัดตรงไหน เขาจะเริ่มกับตัวเองได้ยังไง เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่เขาจะพัฒนาไปได้สุด ไม่ใช่ว่าเขาเรียนวิธีเขียนเดิม ๆ แล้วเขาจะไปไม่ได้ ไปได้ แต่จะไปไม่สุด เพราะนั่นมันเป็นวิธีคิดของคนอื่น”

หมดสมัยของการบอกว่าจะเขียนอะไรอย่างไร งานเขียนรุ่นใหม่ไปไกลมากกว่านั้น มากกว่าที่เราเคยเห็นในละครหลังข่าว “เราสามารถจะเชื่อมโยงจักรวาลทั้งจักรวาลกับงานเราก็ยังได้” วีรพรย้ำ แม้แต่เขียนเรื่องรักใคร่ก็สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมอื่นๆ

“ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม ไปจนถึงปัญหาที่สังคมทำให้เรารู้สึกไร้ค่าตลอดเวลา ไร้ค่าจนไม่สามารถทำอะไรได้ จนเข้าขั้นอัมพาต เด็กไม่กล้าคิด ไม่กล้าฝัน ไม่กล้าทำ หรือไม่รู้วิธีว่าจะไปทำได้ยังไง บางทีมันกลายเป็น Self Censor ตั้งแต่ต้นแล้ว

เพราะเราต่างเชื่อมโยงด้วยความเจ็บปวด

งานเขียนของวีรพร นิติประภาเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม บางตอนอ่านแล้วต้องหยุดพัก ทอดถอนใจ ทำไมนักเขียนช่างโหดร้ายกับตัวละครขนาดนี้ แต่กระนั้นคนที่อ่านวรรณกรรมของเธอแล้วต่างหลงรัก อยากพบ อยากพูดคุย และอยากมาร่วมเวิร์คชอปการเขียนด้วย

“ถ้าหนูเจอพี่ หนูจะรู้สึกสนิทใจกับพี่ด้วย ไม่รู้หนูอาจจะต่อต้านความสุขอยู่ลึก ๆ ก็ได้ ไอ้พวกมีความสุขกูเกลียดมึงว่ะ แต่อย่างที่บอกบางคนที่มาเรียนก็ชอบวีรพร อยากเจอตัวจริง อยากอยู่กับวีรพรสักวันหนึ่ง ทำไมเวลาวีรพรถามว่าอะไรกัดกินคุณ คุณเล่าเป็นคุ้งเป็นแควเลย”

การ “รีวิว” เวิร์คชอปกับวีรพรเริ่มพูดกันไปปากต่อปาก บางคนก็ไม่มาเพราะจะต้องเล่าเรื่องตัวเอง แต่มีหลายคนก็คิดว่าถ้ามาแล้วจะได้คำตอบอะไรบางอย่าง

“ไม่ได้ตอบอะไร เพราะพี่ไม่ได้ทำกลุ่มบำบัด พี่ไม่ได้บำบัดคุณ แต่พี่คิดว่า เราควรจะเห็นว่าปัญหาของเรา เวลามันถูกมองจากมุมคนอื่น มันจะได้ solution แปลกๆ ขึ้นมา ในหลายคลาสเขาจะดูแลกันเอง ออกความเห็นกันเอง ในหลายๆ ครั้งก็เป็นพี่ ที่แน่ๆ คือเราไม่ได้คิดแบบเดียวกัน เขาจะได้เห็นว่าปัญหาของเขาเวลามันถูกมองจากหลายมุมมันเป็นยังไง เช่นเดียวกับเมื่อคุณทำงานเขียน เราก็มองมันด้วยสายตาอื่น ๆ เหมือนกัน เช่น คุณเขียนเรื่องตัวเอง คุณจะเขียนในแนวระนาบต่าง ๆ ไม่ใช่ระนาบเดิมที่คุณจมอยู่”

แม้ทุกข์ที่เบาบางก็ยังมีมิติกว่าความสุข

คน 12 คนในแต่ละคลาส ราวกับดึงดูดกันความไม่สมบูรณ์ การเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “อะไรที่กัดกินคุณ” มันคือมองเข้าไปในมิติอันซับซ้อนของจิตใจคน และนั่นคือขุมทรัพย์ส่วนตัวที่นักเขียนแต่ละคนจะขุดขึ้นมาขัดเกลาด้วยวิธีไหน

นิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมมีหลายประเภท มีหลากรูปแบบ แต่ในวงล้อมของวีรพรแล้ว อาจไม่เคยฉุกคิดว่า เราบังเอิญมาร่วมวงโคจรเดียวกัน เพราะสนใจในสิ่งเดียวกันหรือเปล่า


พี่คิดว่าเราเชื่อมโยงกันผ่านความไม่สมบูรณ์ของชีวิตเปล่า ถ้าใครสักคนมีความสุข ความสุขมันแบน ความสุขมีอะไร ? งานแต่งงาน เรียนจบ มีบ้าน มีรถ ไปเที่ยวต่างประเทศ ชอปปิ้ง ความสุขแม่งแบน ในขณะที่เราพูดถึงการอกหัก เฮ้ย หนูอกหักยังไง ผู้ชายคนนั้นเป็นยังไง อายุเท่าไร เขาหักอกเธอแบบไหน เขาจีบเธอหรือเปล่า หรือเธอจีบเขา มันมีมิติขึ้นมา แม้แต่ความทุกข์ที่แบนราบที่สุดก็ยังมีมิติ แต่ความสุขไม่ว่าจะลึกซึ้งแค่ไหน แม่งแบนราบ ดังนั้นเรากลับอ่านหรือเสพงานต่าง ๆ เพื่อจะเรียนรู้ความทุกข์ หรือหลีกหนีความทุกข์ เชื่อมโยงผู้อื่นผ่านความทุกข์หรือเปล่า ทำไมเราดูหนัง 250 บาท แพงนะ หนังบันเทิงก็มีคนดู สนุกจังเลย เสร็จแล้วเราก็ลืม แต่กลับเป็นหนังแบบคร่ำครวญวินาศสันตะโรต่างหากที่เราจำติดใจ ผู้กำกับคนนี้ทำหนังอีกฉันจะดู เราเชื่อมโยงกันผ่านตรงนี้”

ทุกเรื่องคือเรื่องของมนุษย์

เพราะตัวละครที่มิติทั้งกลม เหลี่ยม แหลมคม บูดเบี้ยวในวรรณกรรมของวีรพร ทำให้รู้สึกว่าเธอรู้จักมนุษย์ดีเหลือเกิน

“พี่สนใจผู้คนตั้งแต่เด็กแล้ว พี่เป็นเด็กไม่พูดเลย นั่งอยู่ตรงไหนก็มองคนแล้วก็สนใจว่าเขาคิดอะไร ทำไมเขาถึงทำแบบที่เขาทำ ทำไมเขาฆ่าตัวตาย ทำไมบางคนอยู่ได้ บางคนอยู่ไม่ได้ ทำไมบางคนเจอความทุกข์แล้วก็ตั้งตัวได้ใหม่ บางคนไปต่อไม่ได้ พี่ว่ามนุษย์เป็นหัวข้อที่พี่สนใจ มนุษย์เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ พอพี่กลับไปอ่านงานของตัวเองสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือ กูรักคนมากกว่าที่คิด พี่เป็นคนไม่ค่อยยุ่งกับใครด้วยนะ เพราะบางครั้งคนก็ส้นตีน แต่เวลากลับไปอ่านงานของตัวเอง เออ.. อย่างน้อย ๆ ความภูมิใจของการมีอายุ 50 กว่าก็คือ พี่ยังรักผู้คนในแบบต่าง ๆ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้สูญเสียความเป็นมนุษย์ของเราไป บางคนเขาผ่านชีวิตแล้วเขาก็กลายเป็นคนส้นตีนไปอีก จะเห็นคนแก่ ๆ ทำหน้าบึ้ง กระฟัดกระเฟียด นี่ก็มีความภูมิใจหนึ่งของพี่ที่ผ่านเวลามาแล้วไม่ได้อยู่ในจุดนั้น”

ที่จริงงานสร้างสรรค์ทั้งหมดก็พูดถึงมนุษย์ ไม่ว่าจะมีมิติที่ตื้นลึกหนาบางเพียงไร หรือต่อให้เป็นงานเขียนที่เคยได้ยินมาว่า ‘คนสมัยนี้เอาแต่เขียนคร่ำครวญถึงความทุกข์ของตัวเอง’ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเฉพาะตนแค่ไหน ก็สะท้อนสังคมที่เขาเผชิญอยู่ออกมา “เราก็ต่างก็เป็นผลิตผลของสังคม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จริง ๆ ในความเข้าใจของพี่คือทุก ๆ ทาง”

ความร่วมสมัยของงานเขียนเป็นสิ่งที่วีรพรกังวลน้อยที่สุด แต่การที่งานเขียนจะได้รับการต้อนรับจากคนอายุน้อยหรือเปล่า กลับเป็นมาตรวัดที่สำคัญ “ถ้าเด็ก ๆ ไม่อ่านงานคุณก็จงพิจารณาตัวเอง”

เหตุที่วีรพรเน้นการเข้าถึงคนอายุน้อย เพราะคนรุ่นใหม่คือกลุ่มตัวแทนของเทรนด์และอนาคต

“จริง ๆ แล้วยุคสมัยมันถูกแทนค่าด้วยคนอายุน้อยมากกว่าคนอายุมากนะ หมายถึงทั่วๆ ไปเลย เด็กสนใจอะไร นั่นหมายแนวโน้มในอีก 10 ปีข้างหน้า ในแง่ธุรกิจ ถ้าคุณคิดเปิดธุรกิจใหม่ตอนนี้ สิ่งแรกคือมองแนวโน้มในอนาคต ไม่ได้มองวันนี้ มันจึงต้องเป็นเด็ก เช่น เฟสบุ๊กจะไม่เวิร์คแล้วในอีก 10 ปีข้างหน้า ร้านเหล้าก็อาจไม่ควรเปิดแล้ว เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เด็กรุ่นใหม่กินคลีน ปั่นจักรยาน ดริปกาแฟ อะไรงี้ ถ้าคุณจะทำธุรกิจคุณก็ต้องมองคนรุ่นใหม่

“ในขณะที่คนรุ่นเก่าอาจเป็นธุรกิจบ้านพักคนชรา หรือทุกสิ่งสำหรับคนสูงวัย ที่จริงมันก็เป็นธุรกิจที่ทำเงินนะ แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเทรนด์ เป็นแค่การรองรับปัญหา ถ้าจะเป็นเทรนด์ต้องมองที่กลุ่มคนอายุน้อย”

เพราะตอนนี้ทุกอย่างพัฒนาบนดิจิทัล แฟลตฟอร์ม ซึ่งเริ่มเข้ามาประมาณกลางยุค 90 คนในยุคอนาล็อกเปลี่ยนผ่านไม่ทันในขณะเด็กๆ โตมากับแพลตฟอร์มนี้ เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์มากมายที่คนยุคเก่าคาดไม่ถึง

“เรามีคนอย่างเกรทา ธุนเบิร์ก ซึ่งสามารถปลุกระดมคนทั้งโลกได้ในเวลาแค่ 2 - 3 เดือน และการประท้วงต่าง ๆ ก็เป็นแนวระนาบ ไม่มีแกนนำ อย่างที่ฮ่องกงก็สภาพเดียวกันเป็นแนวระนาบ ไม่มีแกนนำชัดเจน แต่ทุกคนออกจากบ้านพร้อมกัน 2 ล้านคนบนถนน นี่คือวิธีคิดแบบดิจิทัล หมายความว่ามันควบคุมเราเบ็ดเสร็จแล้ว ซึ่งอนาล็อกคิดไม่ทัน ไม่มีทางคาดเดาว่าอยู่ ๆ จะมีเด็กนักเรียนอเมริกาสามารถปลุกระดมคนทุกรัฐออกมาประท้วงเรื่องการกราดยิงพร้อมกันหมด พี่ไปดูหนังมาด้วย ก็เป็นเด็กธรรมดา ใช้มือถือเครื่องเดียว ส่งทุกอย่างเข้าไปใน virtual space แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้น เจรจาไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะคุณไม่รู้ว่าใครเป็นแกนนำ”

คุณแม่ผู้รู้จักความทุกข์ของคนร่วมสมัย

บทสัมภาษณ์ที่คุณอ่านอยู่นี้ น่าจะเป็นครั้งที่สิบกว่าแล้วที่เป็นงานสัมภาษณ์วีรพร เธออาจเป็นนักเขียนที่ถูกสัมภาษณ์บ่อยที่สุดในช่วง 2 – 3 ปีนี้ เพราะนักอ่านวรรณกรรมสถาปนาให้เธอเป็น “ตัวแม่” ตั้งแต่งานเขียนเล่มแรกแล้ว

“ตั้งแต่เล่มแรกดูเหมือนจะเป็นนักเขียนที่คนอายุน้อย ๆ รักที่สุดแล้วมั้ง หลังจากนั้นจึงการสัมภาษณ์ตามมา พี่ไม่ได้เข้าข้างเด็กนะ แต่พี่ไม่มีอะไรด่าเด็กเลย อย่างที่พี่บอกเราทุกคนล้วนเป็นผลิตผลของสังคม

“คนบอกว่า ทำไมเด็กไปขี่รถแว้นตาย เพราะคุณรักเขาไม่พอ ทำให้เขาไม่เห็นคุณค่าชีวิตเขา คนแม่งจะบ้าเหรอวะ ขี่รถเพื่อที่ตัวเองจะตายเมื่อไรไม่รู้ เพื่อแลกกับความสนุกเล็กๆ น้อยๆ ก็เพราะชีวิตมันโคตรไม่สนุกเลย เราจะโทษเด็กได้ไง เลี้ยงกันยังไง ห้ามกินเหล้า ห้ามมี Sex ห้ามแต่งตัว ห้ามทำสีผม ห้ามทุกอย่างเลย เอาแค่ลำพังไม่ห้ามอะไร ก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงดูอีก เช่น ดูหนังตั๋ว 250 ก็รันทดพอแล้ว นี่ยัง...เป็นประเทศที่เด็กไม่มีความสุข ในประเทศที่เด็กมีความสุขเด็กก็เรียนมหาวิทยาลัย ทำอะไรสร้างสรรค์อื่นๆ มีงานอดิเรก เขาก็ทำตัวเพื่อประโยชน์แก่สังคม อาสาสมัคร ทำนู่นนี่ แต่ประเทศนี้....”

เด็กวันนี้ในยุคอำนาจนิยม

หลายปัญหา ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล ไม่ได้มาจากความเป็นปัจเจกหรือความยากลำบากส่วนตัวของคนนั้นเท่านั้น แต่โครงสร้างการเมืองและสังคมนั่นแหละที่กดทับ

“รัฐบาลแบบนี้ไม่มีการสังคายนา กลายเป็นล้าหลังไปเรื่อยๆ ผลิตประชากรที่ไม่รู้จักชีวิตไปเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นคนมีคุณธรรม คนเราต้องเป็นคนดีแค่ไหน ทำไมไม่เป็นคนธรรมดา เป็นคนเฉย ๆ เป็นคนสวย ๆ ทำไมแม่ไม่มีความพยายามที่จะปลุกปั้นให้ลูกเป็นคนเก๋ๆ กลายเป็นว่าต้องเป็นคนดี แล้วมันตอบสนองด้านอื่นของชีวิตยังไง แล้วไม่มีการบอกด้วยว่าเป็นคนดีเป็นยังไง การที่คุณเป็นคนเก๋ก็เป็นคนดี พูดจาดีๆ เพราะมันไม่เก๋ แต่งตัวดี ๆ ไม่นินทาว่าร้ายใครเพราะมันไม้เก๋ มันก็ได้เหมือนกันปะ มันไม่ดีตรงไหน”

“เด็กรุ่นใหม่เศร้าจะตาย ต่อให้ระดับเด็กธรรมดาไม่ซับซ้อน ก็มึน ซึมๆ ไป ร่าเริงไป เป็นเด็กที่โตมาในสังคมที่กดทับจนไม่รู้จะพูดไง มันไม่แสวงหาความสนุกแล้ว เดี๋ยวนี้มันไม่เดตแล้ว อย่างที่บอกมันก็ไม่เข้า Tinder แล้ว คือพอไม่มีคนคลิกก็เศร้า ฉันไม่มีค่าที่จะถูกเลือก เออ ก็อย่าเลย พอไปเจอก็ทำหน้าปุเลี่ยน ๆ มันไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ที่ง่ายต่อการรับมือเลยนะ การที่ไปเจอคนแปลกหน้าหนึ่งหน แล้วก็ไปนอนกับเขาหลังจากนั้น แต่ที่แน่ๆ คือเราถูกคุณหมายหัวไว้แล้วว่าเราอาจจะมีอะไรกัน คือมันห้วนมาก เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่มองว่า หูย สนุกล่ะสิ บ้า! ขมขื่นจะตาย

“คือบางทีเราก็แค่เหงา วันนี้ไม่อยากอยู่คนเดียว ไปกับเขา แต่ไม่ได้อยากจะนอนกับเขาซะหน่อย บางทีอีกฝั่งก็ไม่อยากนอนด้วยเหมือนกัน แค่คนเหงาสองคนมาเจอกัน แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็น mission ที่ต้องทำ ก็เลยนอนด้วยกัน แล้วมันดีมั้ย คิดว่าจะมีอะไรอบอุ่น นุ่มนวลเหรอ ยาก

หรือมีบางคนที่คิดอีกอย่าง ฉันมีทินเดอร์ ฉันไม่มีแฟนก็ได้ ฉันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งช้ำ โอกาสที่คุณจะเจอคนเฮงซวยก็เยอะขึ้น เจอคนเฮงซวย 3 คนก็เฉาแล้วนะ ออกมาก็เด๋อ ๆ แล้วก็ดูถูกตัวเองอีกทำไมกูไปอยู่ตรงนั้น ชีวิตยากนะ ยากกว่าคนยุคเรา คนยุคเราแต่งงานเพื่อมี sex ยุคนี้ดูเหมือนจะง่ายขึ้นแต่เราพบว่ายาก ในขณะเดียวกันการจะหาผู้คนในชีวิตจริงก็ยากไปอีก”

อีกทั้งคนรุ่นใหม่ที่ถูกห้ามตลอดเวลา ถูกบอกว่าให้ทำอย่างนี้ดี ทำอย่างนั้นไม่ดี กลายเป็นว่าเด็กไม่มีความอดทนกับความเจ็บปวด ท้ายที่สุด ก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ทั้งความเป็นโรคซึมเศร้า ค้นหาตัวเองไม่เจอ ฆ่าตัวตาย ทั้งๆ ที่เหมือนยุคนี้จะมียาแก้ปวดมากมาย แต่มันกลับไม่หาย ความเจ็บปวดข้างในจึงดูเหมือนกลายเป็นหัวข้อสำคัญที่ทำให้คนหมกมุ่นกับตัวเอง

มีอะไรในวรรณกรรมของนักเขียนวรรณรุ่นใหม่

นอกจากรสนิยมการอ่านส่วนตัวแล้ว เพราะความนิยมในวรรณกรรมเปลี่ยนไปตามบริบทสังคม การเขียนภาพสะท้อนความทุกข์ยากของชนบท การพูดถึงประวัติศาสตร์ การทบทวนตัวเอง แล้ววรรณกรรมในวันนี้ นักเขียนเขาเขียนถึงอะไรกัน

“เขาเขียนเรื่องความเหงา ความเดียวดาย ไม่สามารถเข้ากับผู้คนได้ อันนี้คือเท่าที่ได้อ่านนะ ขณะเดียวกันฝั่งหญิงเขียนถึงเรื่องความไม่สามารถ ไม่สามารถรักของฝ่ายชาย อีกอย่างคือความรักเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เหมือนกันนะ

“อย่าคิดว่าทุกคนเกิดมาแล้วจะรักเป็น มันเป็นส่วนของการเรียนรู้ เราเรียนรู้จากใคร เราเรียนรู้จากครอบครัว จากพ่อแม่เราเป็นหลัก หรือปู้ย่าตายายายที่อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า เราเห็นเขาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ปรับตัวเข้าหากัน

"ความรักมันไม่ได้เป็นสิ่งสำเร็จรูป มันต้องการการปรับตัว ต้องการความคุ้นชิน ต้องการการให้เวลา เสียสละล้านแปด give & take กว่าจะเกิดความรัก มันไม่ใช่แบบในนิยายที่เดินไปแล้วชอบผู้ชายคนนี้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเสร้างขึ้นมาจากธาตุอะไร เราจะรักคนได้อย่างไร เรารักคนจากการรู้จัก มันก็เป็นความฟั่นเฟือนอย่างหนึ่ง”

เราจะมีชีวิตอย่างไรในโลกแปลกหน้า

โจน จันไดพูดใน TED Talk เมื่อปี 2011 หัวข้อว่า “Life is easy. Why do we make it so hard?” (ชีวิตเป็นเรื่องง่าย ทำไมเราถึงทำให้มันยาก) ขณะที่ Zheng Bo ศิลปินฮ่องกงโต้ตอบด้วยงานศิลปะใน Thailand Biennale 2019 ที่พูดว่า “Life is hard. Why do we make it so easy?” (ชีวิตเป็นเรื่องยาก ทำไมเราถึงทำเหมือนมันง่าย) และวีเจ๋ – ณัฐฐาวีรนุช ทองมี โพสต์ในอินสตาแกรมว่า “Life is really simple, but we insist on making it complicated” (ชีวิตมันเรียบง่ายจริงๆ นะ แต่เราก็ยังยืนยันที่จะทำให้มันซับซ้อน”

แต่ละคนมีมุมมองต่อชีวิตต่างกัน สำหรับวีรพร ทุกครั้งที่เธอทำเวิร์คชอปงานเขียนเธอจะบอกเสมอว่า

“ชีวิตไม่มีอะไรมาก สร้างมิตรภาพ เดินทาง ตามหาความรัก แค่นี้จริง ๆ แล้วคุณจะเรียนรู้เอง การเดินทางจะทำให้คุณปรับตัว ไม่ว่าจะเดินทางข้างในหรือข้างนอกนะ การเดินทางข้างในคือการอ่านเยอะๆ การเสพเยอะๆ ฟังเพลง ดูหนัง ทำให้มองเห็นว่าโลกนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่แตกต่าง สถานที่ที่แตกต่าง การสร้างมิตรภาพ ทำให้คุณจะรู้จักคนในแง่ลึก การตามหาความรัก ทำให้ชีวิตคุณมีความหมาย ขณะเดียวกันก็เป็นแง่ลึกที่สุดที่คุณจะรู้จักคนๆ นี้ได้

“ถ้าเด็กรุ่นใหม่ไม่มีความรักเลย สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเขาจะไม่รู้จักมนุษย์ การสร้างมิตรภาพทำให้รู้จักคนในด้านดี แต่การมีความรักจะได้เห็นอีกด้าน ด้านที่เปราะบางที่สุดของเขา"

เดินทาง สร้างมิตรภาพ ตามหาความรัก แค่นั้นจริงๆ

ความกัดกินในใจผู้คน มองดูเป็นสิ่งลบ แต่มิติแห่งความทุกข์นั้น คือวัตถุดิบและคลังประสบการณ์ชั้นดี ที่นักเขียนสามารถเปลี่ยนเป็นวรรณกรรมที่น่าจดจำได้ ในเมื่อความสุขอันเบาหวิวก็มีตลาดของมันอยู่ แต่ความกัดกินที่ตราตรึงก็มักขึ้นแท่นวรรณกรรรมชั้นเยี่ยม เพราะเราต่างถูกเชื่อมโยงด้วยความทุกข์บางอย่างอยู่แล้ว

  • เรื่อง : อาศิรา พนาราม
  • ภาพ : กุลพันธ์ ศิริพิมพอัมพร
  • กราฟิก : -
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์