โป๊ะปลาทู มรดกประมงแห่งสุดท้ายของเมืองเพชร
  • Explicit
  • Sep 12, 2019

ถึงจะมีข่าวการพบไมโครพลาสติกในตัวปลาทู ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกต่อความปลอดภัยบนโต๊ะอาหารของเรา แต่อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ สถานการณ์ปลาทูในทะเลไทยที่กำลังเผชิญทั้งมรสุมจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และอุตสาหกรรมประมงที่ล้นเกิน นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าจาก โป๊ะปลาทูแหล่งสุดท้ายของ จ.เพชรบุรี

ปลาทูเนื้อแน่นสีขาวอมน้ำตาล รสชาติมันปนเค็มเล็กน้อย ย่างบนกระทะร้อนส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ เสียงโขลกสับกระเทียม หอมแดง พริกขี้หนูคั่วดังก้อง ปรุงรสด้วยมะนาวหอม น้ำปลา และน้ำตาลทรายขาว คลุกเคล้ารวมกันเป็นอาหารรสโอชา น้ำพริกปลาทู เมนูยอดนิยมของคนไทย

และปรุงรสได้อีกหลายเมนู ฉู่ฉี่ ต้มยำ ทอดมัน ห่อหมก ซาเตี๊ยะ ทอดขมิ้น ต้มส้ม หรือจะนึ่งธรรมดา วางคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ทั้งยังเป็นปลาท้องถิ่นที่หากินอยู่ในอ่าวไทย เรียกได้ว่า ปลาทูเป็นที่รู้จักของชาวไทยมาช้านาน

นอกจากจะประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูแล้ว การทำประมงปลาทูก็สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบเช่นกัน แต่วิธีที่ขึ้นชื่อว่าจะได้ปลาทูเนื้อดี มีมัน อร่อย ไม่ช้ำ และเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด คงไม่พ้นปลาทูที่ได้มาจากการทำ โป๊ะปลาทู

วงกตปลาทู

ไม้ไผ่ปักเรียงรายอยู่กลางทะเล หลอกล่อฝูงปลาให้ว่ายวนเข้ามา ใต้ผิวน้ำมีอวนตาข่ายดักรออยู่ ฝูงปลาทูไม่รู้ว่าทางไม้ไผ่เหล่านี้ คือ วงกตที่หลอกล่อไม่ให้พวกมันว่ายออกไปได้ รู้ตัวอีกที ชาวประมงก็ยกอวนตักปลาขึ้นเรือไปเสียแล้ว

วงกตไม้ไผ่ขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอลนั้น เรียกกันว่า โป๊ะ เครื่องมือประมงน้ำตื้น คิดค้นขึ้นโดยภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวประมง ยาวนานกว่าศตวรรษ สร้างขึ้นจากไม้ไผ่ขนาดยาว ปักลงไปในทะเลเป็นรูปลูกศร มีเชิงไม้ไผ่ที่ปักเรียงยาวตามทิศที่น้ำทะเลลง เรียกว่า ปีกโป๊ะ ปักเรียงไว้เพื่อหลอกล่อให้ฝูงปลาว่ายเข้ามาตามทาง เมื่อหลงเข้ามา และว่ายตามฝูงเรื่อยๆ จนทางไม้ไผ่เริ่มแคบลง รวมฝูงปลาเข้าสู้ห้องลวง จนกว่าจะหลุดเข้าไปข้างใน ตัวโป๊ะ ที่มีอวนซ่อนอยู่ใต้น้ำ เมื่ออวนถูกเรือลากขึ้นจากน้ำ ปลาทูก็หมดสิทธิกลับไปแหวกว่ายในท้องทะเล

ปลาทูที่ถูกดึงขึ้นมาจากโป๊ะจะไม่ดิ้นหนีหรือถูกลากเหมือนปลาทูจากเรืออวน ทำให้เนื้อปลาทูโป๊ะไม่มีรอยช้ำจากการถูกลาก ทั้งยังเนื้อแน่น มีไขมันหน้าท้อง เพราะหากินอาหารอยู่ในแหล่งขี้เลน ซึ่งมีธาตุอาหารพร้อม และอุดมสมบูรณ์กว่าปลาทูที่กินดินทราย

นอกจากนี้ปลาทูโป๊ะจะสดใหม่กว่าปลาทูที่ได้จากประมงอื่น เพราะการจับปลาทูจากโป๊ะจะทำวันต่อวัน เมื่อได้ปลามาแล้ว ชาวประมงจะน็อคน้ำแข็งปลาทูไว้ แล้วนำเรือเข้าฝั่งทันที ขณะที่ประมงอื่นที่ต้องอยู่ในห้องแช่เย็นบนเรือกว่า 1-2 วันก่อนจะเข้าฝั่ง

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาทูโป๊ะเป็นของขึ้นชื่อลือชาเรื่องความอร่อย และเป็นที่ต้องการในตลาดสูง ด้วยคุณภาพที่คับคั่ง จึงทำให้ราคาปลาทูที่ได้จากโป๊ะสูงตามไปด้วย โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 100 – 120 บาทต่อกิโลกรัม ต่างจากปลาทูอวนที่มีราคาประมาณ 70 – 80 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยราคาค่าตัวที่สูง และรสชาติแสนอร่อย ทำให้ปลาทูโป๊ะเป็นดาวเด่นแห่งวงการปลาทู

เบื้องหลังปลาทูโป๊ะ

ด้วยความอร่อยนี้ ทำให้ปลาทูโป๊ะเป็นที่นิยมในคนหมู่มาก แต่การจะได้มาซึ่งปลาทูโป๊ะนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกรรมวิธีในการสร้างโป๊ะนั้นมีความซับซ้อน ใช้ต้นทุนสูง ทั้งยังต้องอาศัยแรงงานคนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ที่อยู่เบื้องหลังปลาทูโป๊ะ หรือบรรดาเจ้าของโป๊ะทั้งหลาย จำต้องมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว

พิทยา บุญวานิช เจ้าพนักงานประมงปฏิบัติการ สำนักงานประมงบ้านแหลม จ.เพชรบุรี อธิบายว่า ผู้ประกอบการประมงโป๊ะเคยมีอยู่มากมายหลายจังหวัดด้วยกัน แต่ปัจจุบันด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้โป๊ะปลาทูที่เคยรุ่งเรืองเข้าสู่ยุคที่ร่วงโรยเพราะขาดทายาทสืบทอด จนเหลือผู้ทำโป๊ะอยู่เพียง 4 รายในประเทศไทย โดยแบ่งเป็นแม่กลอง 1 ราย และบ้านแหลมอีก 3 ราย

1 ใน 3 ผู้ทำโป๊ะแห่งบ้านแหลมคือ สุนทร บุตรฉุย หรือที่ชาวบ้านแหลมรู้จักกันในชื่อ ลุงใหญ่ ชายผู้อาศัยอยู่กับกลิ่นไอทะเล สนิทชิดเชื้อกับโป๊ะมาตั้งแต่กำเนิด ปัจจุบันเป็นเจ้าของโป๊ะปลาทูที่มีมายาวนานที่สุดในจังหวัดเพชรบุรี โดยสืบทอดการทำโป๊ะต่อจากพ่ออย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2514 มาจนถึงปัจจุบัน แต่หากจะนับช่วงเวลาที่ลุงใหญ่ใช้ชีวิตอยู่รวมกับโป๊ะปลาทูจริง ๆ คงต้องนับตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมากว่า 74 ปี

ลุงใหญ่เล่าว่า แต่เดิมตนใช้ โป๊ะรุก หรือเรียกอีกชื่อว่า โป๊ะเผือก เป็นโป๊ะที่ต้องใช้เผือกตาถี่ซึ่งเป็นอวนจับปลาประเภทหนึ่ง และอวนรุกโป๊ะ เป็นอุปกรณ์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้จับปลาทูที่อยู่ในโป๊ะ ด้านบนมีทุ่นพยุงอวน ด้านล่างมีตะกั่วตะกั่วผูกอยู่ แต่ปัจจุบันลุงใหญ่เลือกใช้โป๊ะยกหรือโป๊ะอวน ซึ่งใช้วิธีติดอวนรูปกล่อง มีอวนปิดด้านล่างแล้วแช่ทิ้งไว้ในโครงสร้างที่เป็นก้นขังแทน เพราะสะดวกและสามารถหาวัสดุได้ง่ายกว่า

ลุงใหญ่เล่าอีกว่า คนทำโป๊ะจะต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ต้องเลี้ยงดูลูกน้องให้ดีเพื่อให้พวกเขามีใจจะอยู่ด้วย เพราะปัจจุบันไม่ค่อยมีคนสนใจมาทำประมงเหมือนแต่ก่อน และยังต้องเป็นคนตรงต่อเวลา เพราะเวลาออกเรือจะมีเพียงสองรอบต่อวัน คือออกจากฝั่งประมาณ 6 โมงเช้า กลับเข้าฝั่งตอนเที่ยงวัน และอีกรอบคือออกจากฝั่งประมาณ 6 โมงเย็น กลับเข้าฝั่งตอนเที่ยงคืน ดังนั้น คนที่จะมาทำโป๊ะจึงควรเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ และมีประสบการณ์ในท้องทะเลสูง

ขณะเดียวกัน ภัทรภรณ์ แซ่หอ หรือที่คนท้องถิ่นบ้านแหลมเรียกกันว่า เจ๊ดำ หญิงใจกล้าแห่งวงการโป๊ะบ้านแหลม ใช้ชีวิตอยู่กับท้องทะเล และฟองคลื่นมาตั้งแต่จำความได้ เพราะครอบครัวประกอบอาชีพประมงมาตลอด และเริ่มเข้ามาอยู่ในวงการโป๊ะเมื่อแต่งงานกับสามีที่เป็นคนทำโป๊ะมาแต่เดิม รวมเวลาที่เจ๊ดำทำโป๊ะมาทั้งหมด 30 ปีแล้ว

เจ๊ดำบอกว่า การสร้างโป๊ะ 1 โป๊ะ ใช้เวลานานกว่าสัปดาห์ ต้องอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน และประสบการณ์ที่สั่งสมมาเนิ่นนาน โดยเริ่มมาจากการสั่งไม้จากกาญจนบุรีและปราจีนบุรี ไม้ที่ใช้จะเป็นไม้จากต้นตาลหรือต้นมะพร้าว และไม้ไผ่ แล้วปักเสาไม้ไผ่ 3 ไม้ เพื่อดูทิศทางกระแสน้ำทะเล ซึ่งปีกโป๊ะจะหันเข้าชายฝั่งเพื่อรอรับปลาทูที่ว่ายตามน้ำลงมาเสมอ แล้วจึงใช้ว่าว ซึ่งเป็นไม้ไผ่ไขว้กากบาทยึดโยงด้วยเชือก 4 ด้าน วัดขนาดของเสาโป๊ะทั้งซ้ายขวา เพื่อให้ได้เสาที่มีความยาวเท่ากัน จากนั้นก็ตอกเสาต้นใหญ่ลงในทะเลโดยใช้แรงคนช่วยกันโถมน้ำหนักลงไป

ในการลงทุนทำโป๊ะแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายประมาณหนึ่งล้านบาท โดยโป๊ะหนึ่งโป๊ะสามารถจับปลาได้ตลอดปี และมีรายได้จากปลาครั้งละ 500,000 บาท จากหอยแมลงภู่ที่มาเกาะไม้เองตามธรรมชาติอีกครั้งละ 500,000 บาท ก็ได้ราคาเท่าทุนแล้ว

เจ๊ดำเสริมอีกว่า ปัจจุบัน ยากที่จะหาคนที่พร้อมออกทะเลจริง ๆ ซึ่งต้องเป็นคนที่มีจิตใจกล้าหาญ ต้องกล้าทำ กล้าเสี่ยง เพราะเมื่อออกทะเลไปนั้นจะพบกับความกว้างใหญ่ และความโดดเดี่ยวของทะเล โดยไม่รู้ว่าจะกลับเข้าฝั่งเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่ ดังนั้นหากไม่ใช่คนที่จิตใจกล้าหาญ พร้อมจะเสี่ยง พร้อมจะลุย ก็ไม่ถือว่าเป็น คนทะเล จริงๆ

การทำโป๊ะปลาทู ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครคิดจะทำก็ทำได้ เพราะต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบ ประสบการณ์ และความกล้าหาญพร้อมจะเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่เสมอ

เมื่อ ‘ท้องเล’ ไม่เป็นเช่นเคย

ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้นทุนการทำโป๊ะพุ่งตัวสูงตามไปด้วย สวนทางกับรายได้ที่เคยมีมากมายในอดีต แต่ตอนนี้กลับร่อยหรอลง เพราะสัตว์น้ำที่เคยชุกชุมจางหายไป ฝูงปลาทูเคยว่ายเวียนมาทักทาย ก็ถูกเรืออวนช่วงชิงไปเสียก่อนที่พวกมันจะเดินทางมาถึงโป๊ะ ประกอบกับหอยแมลงภู่ที่เคยเป็นตัวช่วยพยุงรายได้ กลับร่วงลงสู่ท้องทะเล ไม่สามารถเกาะไม้โป๊ะได้เหมือนแต่ก่อน

สถิติการจับสัตว์น้ำในพื้นที่อ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดีย กรมประมง ระบุว่า เคยมีการจับปลาทูในบริเวณอ่าวไทยสูง 147,852 ตัน ในปี 2554 ขณะที่ ปี 2557 ปริมาณการจับปลาทูในบริเวณอ่าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 145,341 ตัน แต่หลังจากปี 2557 จำนวนปลาทูไทยก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 ปริมาณการจับปลาทูในบริเวณอ่าวไทยลดลงเหลือเพียง 20,461 ตัน

เมธี แก้วเนิน หัวหน้าทีมวิจัยโครงการการศึกษาสถานภาพของทรัพยากรปลาทูที่สัมพันธ์กับสภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นผิวทะเลในบริเวณอ่าวไทย ให้ข้อมูลว่า ทีมวิจัยสำรวจแหล่งอาหารของปลาทู การเก็บตัวอย่างปลาทู และการสอบถามจากชาวประมง ทำให้ทราบว่านอกจากการทำประมงเกินขนาดจะเป็นสาเหตุหลักทำให้ปลาทูมีจำนวนลดลงแล้ว ยังมีเรื่องอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปลาทูซึ่งเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณผิวน้ำทะเล ณ อุณหภูมิ 29 – 30 องศาเซลเซียส เคลื่อนตัวหลบลงไปในระดับน้ำทะเลที่ลึกกว่าเดิม

“ปี 2558 เกิดภัยแล้งทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่าน้ำทะเลอ่าวไทยสูงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 4 – 5 องศาเซลเซียส ชาวประมงทั่วไปที่ใช้เครื่องมือประมงจับปลาผิวน้ำก็จับปลาทูซึ่งเป็นสัตว์ผิวน้ำได้น้อยลง แต่กลับพบปลาทูจากเรือประมงที่ใช้เครื่องมือจับปลาน้ำลึก เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าปลาทูไม่ได้หายไปไหน แต่ย้ายลงไปอยู่ในระดับน้ำที่ลึกกว่าเดิม” นายเมธีกล่าว

สอดคล้องกับคำบอกเล่าของลุงใหญ่ว่า อาจเป็นเพราะน้ำทะเลเปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมไม่เหมือนเดิม ทำให้ธรรมชาติไม่เต็มใจมอบทรัพยากรอันแสนมีค่าให้มนุษย์อีกต่อไป

“มันร้อน มันแล้งยังไง ก็ไม่แน่ใจ แต่จากที่คิดน่าจะเป็นเพราะอากาศมันร้อนขึ้น น้ำทะเลร้อน ปลามันก็หนีร้อน ปลาทูมันชอบน้ำเย็น” ลุงใหญ่คาดการณ์ตามประสบการณ์

ทางด้านเจ๊ดำ พูดถึงการเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤตของผู้ทำประมงหอยแมลงภู่ ที่ใช้การปักไม้ไผ่เรียงเป็นแนวยาวในท้องทะเลเช่นเดียวกับโป๊ะว่า มีการใช้ยางรถยนต์ปักอยู่ในทะเลแทนไม้ เพราะมีราคาถูก สะดวกต่อการใช้งาน และมีความทนทานสูงมาก แต่เนื่องจากยางรถยนต์เหล่านี้มีส่วนผสมของสารเคมี การนำไปไว้กลางทะเลย่อมมีผลต่อสภาพแวดล้อมในระยะยาว กรมประมงจึงออกมาตรการยกเลิกการใช้ยางรถยนต์ เพราะจะส่งผลให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง

“เราจะไม่เอาเด็ดขาด อะไรที่มันผิด ที่มันส่งผลเสียต่อผู้อื่น เราจะไม่ทำเด็ดขาด การใช้ยางมันทำร้ายสิ่งแวดล้อม เราต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อม เราจะไม่ทำ” เจ๊ดำยืนยันอย่างหนักแน่น

คำว่า ‘สู้’ เท่านั้น

ยืนหยัดสู้ต่อไป จนกว่าจะหมดหนทางจริงๆ คงเป็นจิตใต้สำนึกเบื้องลึกของทั้งลุงใหญ่และเจ๊ดำ เพราะแม้ปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติทั้งหลายจะเป็นอุปสรรคถาโถมเข้ามา แต่ทั้งสองก็ยังคงยืดหยัดทำโป๊ะต่อไป

เจ๊ดำเล่าว่า หากทางกรมประมงไม่ยกเลิกการใช้เรืออวนลุนเมื่อปี 2558 ก็อาจจะเลิกทำโป๊ะไปแล้ว เพราะเรืออวนลุนมักเข้ามากวาดปลาทูไปจนหมด ทำให้ปลาทูมาไม่ถึงโป๊ะ ซึ่งการประกาศของกรมประมงครั้งนั้น ช่วยต่อลมหายใจให้เจ๊ดำสามารถทำโป๊ะปลาทูต่อมาได้

“แต่ถ้าหมดรุ่นเราแล้ว ก็คงไม่มีใครมาทำโป๊ะต่อแล้ว เพราะลูกหลานก็ไปเรียนต่อด้านอื่นหมด ไม่มีใครสนใจทำทะเลแล้ว เรายังทำอยู่เพราะเรายังต้องดูแลลูกน้อง แล้วยังมีทุนเก่าพอช่วยอยู่บ้าง แต่ถ้าสถานการณ์ยังแย่ลงเรื่อย ๆ ก็คงต้อเลิกทำจริง ๆ” เจ๊ดำเล่า

ทางด้านลุงใหญ่เผยว่า ตนเคยมีความคิดที่จะเลิกทำโป๊ะปลาทู จึงเปลี่ยนไปซื้อเรือประมงมาทำแทน เพราะเห็นว่าจับปลาได้เยอะมาก น่าจะคุ้มกว่าการทำโป๊ะ แต่ออกเรือไปได้ไม่กี่ครั้ง ก็โดนพายุไต้ฝุ่นเกย์ในปี 2532 ถล่ม ทำให้เรือที่เพิ่งซื้อมาเสียหาย เงินสาบสูญไปในทะเลเป็นล้าน จึงล้มเลิกการออกเรือประมง แล้วหันกลับมาทำโป๊ะต่อเหมือนเคย เพราะมีความคุ้นชิน และพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นกับโป๊ะมากกว่า

ลุงใหญ่เสริมต่อว่า ถึงปัจจุบันการทำโป๊ะจะไม่คุ้ม ยิ่งตอนนี้สุขภาพร่างกายตนไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน ยิ่งทำให้ท้อแท้หนักกว่าเก่า แต่ยังยืนหยัดที่จะทำต่อไป

อนันต์ สุนทร ประมงอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า โป๊ะ เป็นเครื่องมือประมงที่เก่าแก่และมีมาช้านานแล้ว การใช้โป๊ะจับปลาในปัจจุบัน ไม่สามารถสู้เครื่องมือประมงประเภทอื่นที่สามารถจับปลาในปริมาณที่มากกว่าได้ และถึงแม้การทำโป๊ะจะมีมานานกว่าร้อยปีแล้วก็จริง แต่จนถึงตอนนี้รัฐก็ยังไม่ได้อนุญาตให้ใช้อย่างเป็นทางการ

“ตอนนี้โป๊ะยังพอทำผลกำไรอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่าอยู่ยากเหมือนกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว เรายังไม่ได้มีการอนุญาตให้ทำโป๊ะอย่างจริงๆ จังๆ แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร การที่โป๊ะจะหายไปนี้ รัฐเองก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าใครยังพอสู้ได้ ยังพอมีกำไร ไม่ขาดทุนจนรับมือไม่ไหว ก็ทำต่อไปได้ แต่ถ้าไม่สามารถรับมือได้ ก็ต้องล้มเลิก ไปทำกิจการอื่นเลี้ยงชีพแทน” อนันต์กล่าว

เพราะสภาพเศรษฐกิจและสภาวะทางสังคมที่แปรเปลี่ยนทำให้โป๊ะที่เคยตั้งตระหง่านกลางท้องทะเล พากันล้มหายไป แรงกดดันนี้สร้างเส้นแบ่งกลุ่มคนออกเป็นสองจำพวก คือกลุ่มที่ทนรับชะตากรรมต่อไม่ไหว ต้องถอนตัวจากไป กับอีกกลุ่มหนึ่งที่พร้อมจะเผชิญหน้าต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงนี้

เจ๊ดำและลุงใหญ่ คือกลุ่มคนที่กำลังเผชิญหน้าสู้กับภาวการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปของสังคม ทั้งสองต่างยืนหยัดกัดฟันสู้ต่อไป

ด้วยความหวังว่า อย่างน้อยคำว่า ‘โป๊ะ’ จะไม่เลือนหายไป

โป๊ะ เป็นเครื่องมือประมงที่เก่าแก่และมีมาช้านานแล้ว การใช้โป๊ะจับปลาในปัจจุบัน ไม่สามารถสู้เครื่องมือประมงประเภทอื่นที่สามารถจับปลาในปริมาณที่มากกว่าได้ และรัฐก็ยังไม่ได้อนุญาตให้ใช้อย่างเป็นทางการ

  • เรื่อง : ศศิประภา เตชะมา, ณภัทรวดี ทินกูล, ธฤต อังคณาพาณิช, พิมพ์แพร หาญผดุงกิจ, จิรัชญา ชัยชุมขุน
  • ภาพ : -
  • กราฟิก : -
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์