รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การเมืองไทยอยู่ตรงไหน ภายใต้วาทกรรม 'อยากให้ประเทศเดินหน้า'
 รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การเมืองไทยอยู่ตรงไหน ภายใต้วาทกรรม 'อยากให้ประเทศเดินหน้า'
  • Explicit
  • Jul 7, 2019
  •   168

​​​​​​สำรวจความเป็นไปของการเมืองไทย ในช่วง 10 ปีหลัง จากม็อบสีเสื้อสู่กิจกรรม Shutdown Bangkok และวาทกรรมประเทศต้องเดินหน้า ถึงตรงนี้ เรากำลังเดินไป ณ จุดใด

  • นอกจากคำว่า คนรุ่นใหม่ และ คนหน้าเดิม ที่แต่ละพรรคการเมืองต่างยึดครองและใช้นิยามผู้คนในแวดวงแล้ว ทุกวันนี้ยังมีวาทกรรม ประเทศต้องเดินหน้า ซึ่งถูกใช้บ่อยๆ และเป็นเหตุผลที่แต่ละฝ่ายเลือกยกมาสนับสนุนตัวเอง

 

  • การจะให้ความหมายกับวาทกรรมที่ว่านี้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกสนับสนุนฝ่ายไหน และต่อจะให้ชอบหรือไม่ก็ตาม การเมืองไทยยามนี้เหมือนจะมีที่ยืนให้กับคนเพียง 2 กลุ่มใหญ่ๆเพียงเท่านั้น นั่นคือสนับสนุน-ไม่สนับสนุน รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา และก่อนหน้านี้ก็เคยมีข้อเสนอการเมืองขั้วที่ 3 หรือฝ่ายค้านอิสระมาแล้ว แต่ก็ถูกปฏิเสธไป
  • ความเห็นต่างและการแสดงออกทางการเมืองถูกวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ นับสิบปี และถึงวันนี้เชื่อว่าคนไทยไม่มีอยากเห็นม็อบชุมนุมต่อต้านรัฐบาล แต่พวกเขาเลือกแสดงออกผ่านโซเชียล สร้างแนวร่วมไว้เลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะผู้มีสิทธิ์ทางการเมืองรุ่นใหม่ๆ ที่มีวิธีการแสดงออกต่างจากเดิม นั่นคือเงียบ ไม่พูด แต่พร้อมจะแสดงจุดยืนผ่านการกระทำ (เช่น กรณีคุณปั่นจั่น – ปรมะ ซึ่งผลงานการแสดงต้องสั่นคลอนเพราะการให้ความเห็นทางการเมือง หรือการแบนสินค้า แบนสื่อ ที่ไม่เป็นกลาง)
  • สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลของการเมืองที่เดินทางมามากกว่า 10ปี และไทม์ไลน์ที่ว่านี้ ผศ.ดร.พิชญ์  พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งคนที่ติดตามความเป็นไปมาตลอด ทั้งในรูปแบบอาจารย์ คอลัมน์นิสต์ สื่อมวลชน
  • ถ้าวันเวลากำลังเดินไป เวลาเดียวกับที่ใครๆก็อยากให้ประเทศเดินหน้า Bottom line ขอใช้เวลาสนทนากับ ผศ.ดร.พิชญ์ ว่าด้วยสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน พลังคนรุ่นใหม่

ถ้าแบ่งคนในสังคมไทยตอนนี้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มไม่เอา คสช. ไม่ชอบทหารที่เข้ามายุ่งกับการเมือง กับอีกกลุ่มหนึ่งที่รับได้ เพราะคิดว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด ดีกว่าขั้วพรรคเพื่อไทย และอยากให้ประเทศเดินหน้า การมีคนทั้ง 2 กลุ่มเช่นนี้จะนำประเทศไปสู่อะไร ?

ผมไม่สนใจว่ามันจะเดินไปจุดไหน ปัญหาคือเวลาเราใช้ 'วาทกรรมบ้านเมืองต้องเดินหน้า' คุณต้องอย่าลืมว่า บ้านเมืองมันเดินหน้าของมันอยู่แล้ว  คุณต้านการเปลี่ยนแปลง ต้านความก้าวหน้าไม่ได้ตลอดไปหรอก ประเด็นคือตอนนี้มันไม่คิดร่วมกันมากกว่าเราจะเดินกันไปยังไง

ไม่ว่าจะฝ่ายไหน ทุกคนก็อยากเดินกันทั้งนั้นแหละ แต่การเดินไป คุณต้องไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งถูกทุบอยู่ฝ่ายเดียว แล้ววันนี้คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐเขาไม่ใช่แค่พรรคการเมืองตรงข้าม ไม่ใช่คนเสื้อแดง คนจน หรือคนนอก แต่เป็นคนในบ้าน เป็นลูกหลานของคุณ ดูกรณีคุณปั่นจั่น (ปรมะ อิ่มอโนทัย ถูกกระแสแบนภาพยนตร์ที่นำแสดง) นั่นคือการตอบโต้ของคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เห็นด้วยกับที่คุณปั่นจั่นให้ความเห็น เขาแสดงออกโดยที่ไม่ต้องลงถนนให้เสียเวลา ดังนั้นอย่าแปลกใจ ถ้าจะมีคนต่อต้านคสช. เกิดกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับพลังประชารัฐ พร้อมถล่มทุกโพสต์ที่เข้าข้างคสช. เพราะนี่คือราคาที่คุณต้องจ่ายตลอดเวลา 5 ปีที่คุณไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

Generation Gap หรือความแตกต่างของช่วงวัยรึเปล่า ที่ทำให้ความเห็นทางสังคม-การเมือง แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ แบบนี้ ?

มันก็ไม่ผิดหรอกที่จะเชื่อว่ามีมันเรื่องเจเนอเรชั่น (Generation) อยู่ แต่ผมว่าเจเนอเรชั่นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความขัดแย้งแน่ๆ  เรื่องเจเนอเรชั่นมันเป็นความขัดแย้งที่มันอยู่ที่ผิวหน้าเท่านั้น สำหรับผม...ผมไม่ซื้อวิธีอธิบายแบบนี้นะ ผมมันเป็นนักวิชาการรุ่นเก่า ผมเชื่อในเรื่องชนชั้น ผมเชื่อในเรื่องสีผิว อคติ เชื้อชาติ ผมไม่ซื้อในเรื่อง Generation gap เฉยๆ ว่าจะเป็นตัวแปรให้เกิดความขัดแย้งในสังคมจริงๆ

เจเนอเรชั่นมันมีทุกที่ ทุกๆประเทศมีเรื่องนี้อยู่ แต่สำหรับผมมันไม่ได้ร้าวลึกจนเป็นรากฐานการต่อสู้ ต่างจากเรื่องชนชั้น เพศสภาวะ อคติ สีผิว ซึ่งมีหลักฐานในเชิงประวัติศาสตร์หนักแน่กว่าในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม  ความขัดแย้งที่เราเห็นในเรื่องวัย สำหรับผมมันเป็นสิ่งที่ปะทะกันในผิวหน้า แต่มันไม่ใช่ความขัดแย้งในระดับรากฐานในสังคม มิเช่นนั้นมันต้องเห็นประเทศหนึ่งในโลกที่ออกมาต่อต้าน แสดงความต้องการยึดอำนาจจากคนอีกรุ่นหนึ่งเลย…  อีกอย่างหนึ่งมันไม่มีทางที่เด็กจะชนะผู้ใหญ่หรอก มีที่ไหนเด็กชนะผู้ใหญ่ ไม่มีหรอก แต่ในทางกลับกัน ทำไมผู้ใหญ่สังคมนี้ถึงเดือดร้อนกับเด็กกลุ่มนี้นักหนาหรือเดือดร้อนกับคนรุ่นใหม่นักหนา

สิ่งที่ผมพูดวันนี้ และอาจไม่มีใครซื้อ (เห็นด้วย) ก็ได้ คือกระแสคนรุ่นใหม่ที่ถูกจุดขึ้นมาทางการเมือง เป็น Counter Movement (ขบวนการโต้กลับ) ของ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เมื่อพ.ศ.2557 คำนี้ผมไม่ได้เป็นคนพูดคนแรกนะ มีนักวิชาการพูดไว้แล้ว แต่ผมเห็นด้วยว่ามันคือ Counter Movement ซึ่งเกิดขึ้นในแต่ละช่วง เริ่มตั้งแต่ เสื้อเหลืองในปี 49 ก่อน จากนั้นก็เกิดเสื้อแดงซึ่งเป็น Counter Movement ของเสื้อเหลืองช่วงปี 53 มันเป็นกระแสที่สองเกิดขึ้นมาเพื่อต้านกระแสแรก แต่หยิบยืมกลยุทธ์ วิธีการคิด มีความก้าวหน้าในการจัดการมวลชน มีนวัตกรรมเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะก้าวหน้าทางความคิดนะ

พอมีกฎหมายนิรโทษกรรม ก็เกิด กปปส.ขึ้น และ กปปส. เองก็หยิบยืม วิธีคิด นวัตกรรมบองอย่างของเสื้อแดง แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือ  กปปส. สามารถยึดกุมจิตใจจองคนในเมืองส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะ first time political participant (ผู้สนใจการเมืองครั้งแรก, ผู้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งแรก)  และที่เพิ่มขึ้นมาคือพวกเขาใช้การจัดอีเวนท์ในเมือง มีกิจกรรม Shut-down กรุงเทพฯ ควบคุมโซเชียลมีเดียในความหมายของการสร้างอีเวนท์ และการทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลย เข้ามาสนใจเรื่องการเมือง ในนามของ ‘ความถูกต้อง' และ ‘คนดี’ เพราะรัฐบาลก่อนหน้าเขาก็ผลักดันกฎหมายที่คนไม่น้อยไม่พอใจ

เมื่อ กปปส. ชนะ ในความหมายที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้โดยมีทหารสนับสนุน จากนั้น 5 ปีที่บริหารประเทศ เขาก็เจอขบวนการใหม่ มันคือขบวนการทางการเมืองและสังคม ซึ่งหยิบยืมวิธีและกระบวนการของ กปปส. และสิ่งนี้มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะรัฐประหาร 5 ปีนี่แหละ เพราะรัฐประหารเองได้พรากสิทธิ์ของคนจำนวนนี้ไป

คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือใคร ?

คนที่ถูกพรากสิทธิ์และความเป็นพลเมืองในสังคมเสรีประชาธิปไตยจากการรัฐประหารไง รวมถึงคือคนที่ยังไม่เคยเข้าร่วมการเมืองประมาณ 7 ล้านคน นี่ยังรวมถึงคนที่เบื่อหน่ายการต่อสู้แบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นเบื่อเสื้อแดง เบื่อพรรคเพื่อไทย หรือเบื่อการนำของคุณทักษิณ ชินวัตร เขามีความรู้สึกตรงนี้ร่วมกัน เพียงแต่ว่ามันไม่ได้มีศูนย์กลางในแบบการชุมนุมดั้งเดิม ไม่มีขบวนการจัดตั้งแบบลำดับชั้น ไม่มีแกนนำชัดเจน แต่มีการกระจายตัวของรูปแบบ มีจิตสำนึกแบบใหม่ซึ่งมันขยายตัวออกไปผ่านการเชื่อมโยงของโซเชียลมีเดีย

การต่อสู้ทางการเมืองสมัยใหม่มันไม่ต้องมีหัว ไม่มีแกนนำเหมือนม็อบสมัยก่อน เขากระจายตามโซเชียลฯ เพราะเช่นนั้นวิธีคิดของทหารที่มองว่า มีใครคนใดคนกลุ่มหนึ่งเผยแพร่อุดมการณ์เพื่อต่อต้าน คสช. มันคงไม่ใช่ ทุกวันนี้ขบวนการของคนรุ่นใหม่ที่ต่อต้าน คสช.มีอยู่ทุกที่ และมันเกิดอารมณ์ร่วมหมู่ ไม่ต่างจากตอนที่กระแส กปปส.จุดติด หรอก หรือถึงจะมองว่ามีหัว แต่หัวนั้นอาจไม่ได้ทำหน้าที่มันสมองแบบขบวนการเคลื่อนไหวในสมัยก่อน เพราะทุกคนเป็นผู้ทั้งผู้นำและผู้ตาม หรือที่เรียกว่าต่อให้มีหัวก็ต้องมีกระแส และกระแสก็จุดไม่ติดตลอดเวลา

อาจารย์ไม่เชื่อเรื่องการต่อสู้ระหว่างคนหนุ่มสาวที่ต้องการเปลี่ยนแปลง กับคนอีกวัยที่ต้องการรักษาผลประโยชน์เดิมเหรอ?

ไม่ใช่ว่ามันไม่มี แต่สิ่งที่มันเป็นผลสะท้อนหลักมันไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างวัยที่เราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งจริงแท้ในขั้นรากฐาน การเห็นไม่ตรงกันของแต่ละวัย มันมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพียงแต่เรื่องเหล่านี้มันถูกนำเสนอให้เป็นภาษาทางการเมือง ภาพลักษณ์ทางการเมือง พื้นที่ในการต่อสู้ในแบบการเมืองที่ต่างกันไป ซึ่งมันมีวิวัฒนาการมาจากความขัดแย้งทางสังคมที่มันพัฒนาการต่อมา

คุณก็จะเห็น คนกลุ่มหนึ่งจาก กปปส. ที่ย้ายมาสู่คนกลุ่มนี้ มาเลือกพรรคอนาคตใหม่ มาต่อต้านคสช. เพราะเขามีความรู้สึกว่า ตอนอยู่ใน กปปส. เขาเรียกร้องสิ่งใหม่ เขาต้องการการปฏิรูป แต่ไม่ได้รับการสนอง แล้วก็รู้สึกว่ สิ่งใหม่ที่ถูกนำเสนอเข้ามานั่นคือความหวัง มีภาพชัดเจน เช่น มีคนหน้าใหม่เข้ามา มีแนวทางที่จะปฏิรูปสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นมาก่อน

ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดที่ว่า ‘ความขัดแย้งในอดีตไม่เกี่ยวกับเรา เราต้องการไปข้างหน้า’.. เปล่าเลย คุณก็มีความขัดแย้งแบบใหม่ขึ้นมาอีก ทุกคนมีส่วนร่วมในความขัดแย้งเมื่อ 10 ปีที่แล้วทั้งนั้น ผมพยายามอธิบายว่า วิธีคิดเรื่องคนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่า จริง  ๆ แล้วมันถูกทำให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ถ้ามองในภาพยาว 10-20 ปี มันเป็นขบวนการใหม่ แต่คำว่าขบวนการในสมัยนี้ มันผุดขึ้นมาเองจากธรรมชาติของสื่อแบบใหม่ สื่อแบบใหม่มันทำให้สิ่งเหล่านี้ผุดขึ้นมา

ลองดูวิวัฒนาการของพรรคที่ประกาศตัวว่าเป็นคนรุ่นใหม่ เขาไม่ได้ดังแบบในวันนี้ในตอนแรกนะ เขาผ่านวิกฤตการณ์ ผ่านอุบัติเหตุทางการเมือง ผ่านอะไรมากมากมาย จนเขากลายเป็นทางเลือกในสังคม ถ้าจำกันได้ในวันแรก มีคนสนใจแค่กลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น

นั่นคือสิ่งที่มันเป็นในความเคลื่อนไหวของคนที่คุณเรียกว่าเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ในอำนาจก็สร้างวาทกรรมตลอดเวลาว่า พวกฉันคือคนที่รู้ พวกแกคือเด็ก แล้วเด็กที่ถูกบอกว่าไม่รู้นั้น เขายังยังไม่เคยมีบทบาททางการเมืองใดๆมายาวนาน คิดดูว่าผมสอนเด็กรุ่นหนึ่งในห้องเรียนมา 4 ปี พวกเขายังไม่เคยเลือกตั้งเลย เขารู้สึกว่าสังคมนี้ไม่มีสิ่งใหม่ๆทางการเมืองเลย ลองถามตัวเองดูสิ ถ้าเขายึดอำนาจปีเดียวแล้วเลือกตั้ง มันจะมีสิ่งนี้ไหม มันคงไม่มีสิ่งนี้หรอก ถ้ายึดแล้วคืนภายในปีเดียว แต่สิ่งนี้มันถูกสะสมมายาวนาน

ความขัดแย้ง แตกต่างที่เป็นอยู่มันมีความเป็น Emotion (อารมณ์) ผสมด้วยเยอะ  แต่ไม่ผิดนะ การเมืองมันวางด้วยอะไรก็ได้ เพียงแต่ว่าเรามีความเชื่อว่า การเมืองที่วางด้วยนโยบายมันก้าวหน้ากว่าหน่อย เพราะคนมันตกลงกันเรื่องของอุดมการณ์หลักได้ แล้วค่อยมาเถียงกันในเรื่องนโยบาย แต่สิ่งที่มันเกิดไม่ได้ มันมีเรื่องอารมณ์ มีความไม่พอใจที่ฝ่ายหนึ่งควบคุมทุกอย่าง ควบคุมยุทธศาสตร์ชาติ อีกฝ่ายก็รับนโยบายไม่ได้เลย แต่ก็อาจจะโชคดีหน่อยที่ข้อดีคือมันมีสื่อโซเชียลมีเดียที่เป็นพื้นที่ให้คนแสดงออก  ซึ่งโอเคทางหนึ่งมันอาจจะเป็น Hate speech ก็จริง แต่ถ้าไม่มี ป่านนี้มันคงกระทืบกัน เพราะไม่มีที่ระบาย บางคู่แรงกันในโซเชียลแต่พอออกมาเขาก็คุยกัน ผมเคยเจอนะ ด่าพ่อล่อแม่ในโซเชียลฯ แต่พอถึงเวลาทำงาน ก็ต้องทำงานด้วยกันได้  ดังนั้นผมมองว่าไอ้ความเห็นต่างที่ใส่กันนี้เป็นเรื่องอารมณ์ไม่ใช่น้อย

แล้วการเมืองที่เริ่มจากอารมณ์ สามารถพัฒนาตัวเองไปเป็นการเมืองอุดมการณ์ได้ไหม ?

อุดมการณ์อย่าไปพูดถึงมันเลย มันตายไปนานแล้ว อีกอย่างคือเวลาพูดถึงอุดมการณ์จะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือ เราชอบไปวัดว่าอีกฝ่ายมันไม่มีอุดมการณ์ที่แท้จริง หรือแม้แต่ฝ่ายเดียวกันก็ยังโดน

เอาเป็นว่าสิ่งที่ควรจะกลับมาคือการเมืองในเรื่องนโยบาย ซึ่งปัจจุบันเราก็ไม่เห็นจะซัดกันเท่าไร พูดกันแต่ว่าใครถูกต้องกว่ากัน ใครมีเจตนาที่บริสุทธิ์กว่ากัน แต่มันไม่ผิดหรอกที่จะมีอารมณ์เจือปน เพียงแต่ว่าเราขาดคนที่พยายามที่จะแม่นยำกับนโยบาย  แต่มันก็เป็นไปได้ยากเพราะสังคมปัจจุบันมันร้าวฉานมาก  แล้วไม่ได้ร้าวฉานในเรื่องอุดมการณ์นะ ผมว่าร้าวฉานในเรื่องอารมณ์มากกว่า

เรายังไม่ได้ตกลงกันด้วยซ้ำว่าเราจะเอานโยบายการเมืองแบบใดในรอบนี้ การเลือกตั้งที่ผ่านมานอกจากอารมณ์ คือชอบ-ไม่ชอบแล้ว และเรายังเห็นคนจำนวนหนึ่งที่เลือกด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น เลือกพลังประชารัฐ เพราะเขามั่นใจว่านโยบายมันทำได้ แต่มันไม่ใช่มาจากนโยบายจริง ๆ แต่เป็นเพราะเขารู้ว่าพวกนี้อยู่อำนาจ ยังไงก็ทำ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยเสนอนโยบาย ยังไงมันก็โดนแกล้งแน่ ๆ

สิ่งที่เราขาดแคลนตอนนี้คือการพยายามที่จะดึงทุกประเด็นมาเล่นในเกมนโยบาย เรายังไม่เห็นเรื่องนโยบายในตอนนี้เท่าไร แม้กระทั่งพรรคที่บอกมีนโยบายที่ก้าวหน้า สุดท้ายที่เล่นเปิดเกมออกมา ก็คือเกมเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองมากกว่า

วาทกรรมคนรุ่นใหม่ไม่เคยตอบเรื่องนี้ คนรุ่นใหม่ก็ยังไม่เคยแสดงออกชัดเจนถึงความสามารถในการแก้ปัญหารากหญ้า วาทกรรมของคนรุ่นใหม่ทั้งหมดก็คือการท้าทายกับอำนาจรัฐ ซึ่งเคยปิดกั้นการแสดงออกของพวกเขา แต่ถามว่าความฝันของพวกเขามีความฝันของคนรากหญ้าหรือเปล่า มีความฝันของคนจำนวนมากที่เดือดร้อนจริง ๆ แค่ไหน ในช่วงนี้เราไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้ ผมถึงพยายามบอกคุณว่า มันไม่ใช่ไม่มีจริง  แต่มันเป็นแค่ผิวหน้า ของความขัดแย้งที่ร้าวลึกกว่านั้น

การแก้ที่โครงสร้างก่อน เพราะคือนั่นต้นตอของปัญหาของทั้งหมด ไม่ใช่เหรอ ?

ใช่ แต่ปัญหาคือมันแก้โครงสร้างไม่ได้หรอก เขาเขียนกติกาแบบนี้มันจะไปแก้โครงสร้างยังไง คนที่เขากุมอำนาจอยู่เขาไม่ต้องการให้แก้ เพราะเขาวางโครงสร้างซับซ้อนขนาดนี้ แต่คุณก็ไปดื้อดึงจะแก้ให้ได้ ทางหนึ่งมันก็เป็นความกล้าหาญ แต่อีกทางหนึ่งคือในปัจจุบันปัญหาใหญ่มันไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่ปัญหาใหญ่คือคุณยังไม่มีความพร้อมที่จะมีความขัดแย้งในแบบที่คุณเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง

หมายความว่า คุณมักคิดว่าคุณมีความถูกต้องอยู่ฝ่ายเดียว คุณอยู่ในครอบครัวของคุณ หรือกับคนรัก คุณไม่ได้ถูกทุกเรื่อง มันต้องมีการเรียนรู้ ความเข้าใจ แต่สังคมเราไม่ได้เป็นแบบนั้นในช่วงนี้ มันมีฝ่ายหนึ่งที่จะเอาก็เอา อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมเหมือนกัน มันไม่มีความรู้สึกที่ต่อให้ขัดแย้งเราก็ต้องยอมมันไปบ้าง สมมติเรามองนักการเมือง เราไม่ได้มองลบหมด นักการเมืองบางคนยอมไปอยู่ในเกม แต่จริง ๆ ลึก ๆ ถ้าคุณไปคุยกับเขาลับหลังเขาก็ด่าเหมือนกัน แต่เขาจำเป็นต้องไปร่วม เพื่อทำอะไรบางอย่าง

ถ้าวันนี้ ไปจนถึง 5 ปี 10 ปีข้างหน้า ยังมี 2 กลุ่มที่ต่างกันสุดขั้ว ต่างคนต่างโต้กลับกัน มันจะเป็นอย่างไร ?

สังคมมันเป็นแบบนี้มาโดยตลอด มันอยู่ที่วิวัฒนาการ เราเชื่อว่ามันมียุคสมัย มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าเรายอมให้ทุกอย่างมันเป็นไปโดยตลอด มันอยู่ที่ว่าเราทำให้อีกฝ่ายมีความเข้าใจในตัวอีกฝ่ายมากน้อยแค่ไหน เราไม่เชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายในสังคมคือความผสมกลมกลืน คำถามคือเราจะลิมิตความขัดแย้งนี้ให้มันอารยะได้ยังไง  คงต้องดูว่าคนที่รักษาอำนาจเขาเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายมากแค่ไหน และการเจรจาต่อรองมันเกิดไม่ได้หรอก ถ้าฝ่ายหนึ่งไม่เห็นพลังของอีกฝ่ายหนึ่ง  มันอุดมคติมากเลยนะที่บอกคนเราต้องหันหน้าเข้าหากัน แต่คุณคงคุยกันไม่ได้หรอกถ้าคุณไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณมีพลังพอ ถ้าคุณไม่มีเครดิต ไม่มีจำนวน ใครเขาจะคุยกับคุณล่ะ ? 

ที่บอกว่าเวลาจะอยู่ข้างเรา ผมว่ามันไม่จริง เวลาไม่อยู่ข้างใครเลย เวลาอยู่ข้างคนที่มีอำนาจและทรัพยากร ที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ต้องใจเย็น มันก็ไม่จริง ฝ่ายที่มีอำนาจเขาก็สร้างทายาทของเขา ถ้าคุณไม่เปลี่ยนไปตามที่ต้องการ คุณก็อยู่กับมันไป

ที่คุยกันว่าการเมืองมันเป็น Emotion มันกลายเป็นดูถูกเขา แต่เรื่องนี้มันไม่แปลก การเมืองมันขับเคลื่อนด้วย Emotion อยู่แล้ว มันเป็นมิติของการเมืองที่เราไม่ได้เผชิญกันมานาน  และผมก็ไม่ได้บอกว่า Emotion มันต่ำต้อยกว่าอุดมการณ์และนโยบาย เพียงแค่เป็นอีกมิติหนึ่ง  แล้วผมก็ไม่ซื้อว่ามันจะมีการลงถนน เพราะปัจจุบันทุกปริมณฑลมันเป็นถนนหมดแล้ว ซัดกันใน Facebook  ซัดกันในโรงหนัง ซัดกันทุกพื้นที่  มันเห็นอำนาจกันเองโดยไม่ต้องลงถนน เพราะอินเทอร์เน็ตมันเป็นถนน มันเป็นอีกโลกหนึ่ง มันไม่จำเป็นต้องมีม็อบเหมือนเก่า  คำถามคือ คุณมีลิมิตของการสู้แค่ไหน ถึงกับต้องทำลายข้าวของหรือเปล่า มันก็ปะทะกันไปในทางความคิด ปะทะกันไปทางอารมณ์ ในทุกๆ เวทีที่คุณปะทะกันได้ ในสภาก็ด่ากัน ออกมาก็อยู่กันปกติ ผมคิดว่าสักพักหนึ่งทั้ง 2 ฝ่ายจะรู้ลิมิตของตนเอง เรียนรู้กันทั้งสองฝ่าย

จากนี้ไปรัฐบาลที่มีคสช.หนุนหลังอยู่จะเป็นอย่างไร ?

ผมไม่รู้ ผมไม่ใช่นักทำนายอนาคต ถ้าคุยกับผม ผมไม่มีทางออกให้คุณ ผมไม่ใช่ศาสดา  หรือจะฟันธุงว่าใครจะอยู่ยาวหรือไม่

ทุกวันนี้ทหารเขาเองก็ต้องปรับตัว มันมีราคาที่ต้องจ่าย ถ้าเราเชื่อในกลไกตลาด การเมืองมันก็มีกลไกของมันเหมือนกัน มันเอาไม่อยู่หรอก แล้วอีกอย่างหนึ่งนะ เผด็จการมีการปรับตัว เพราะหัวใจสำคัญของเผด็จการคือ การที่ควบคุมผู้คนผ่านการยอมรับ การเมืองทุกประเภทมันต้องผ่านการยอมรับ ต่อให้เป็นเผด็จการเขาก็ต้องการให้คนสนับสนุนเขา เขาปกครองโดยใช้ปืนจ่อหัวคุณตลอดไม่ได้หรอก เพราะปืนมันไม่พอ เขาไม่ได้คิดว่าเขาจะปราบทุกคน เขาแค่คิดว่าเขาจะอยู่ยังไงโดยมีอำนาจสูงสุด เพราะงั้นเวลาเขาอยู่ เขาต้องมีการปรับรูปแบบของการควบคุม เขาไม่เชื่อในการปราบปรามตลอดเวลา เขาไม่ได้อยู่ในอำนาจ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามคนอื่นเป็นเป้าหมายสุดท้าย เขาอยู่ในอำนาจ เพราะเขาต้องการอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด และทำที่เข้าต้องการตามเป้าหมาย และ ลงให้ได้อย่างสง่างาม

ถามว่าพอมีสภาแล้วบิ๊กตู่กล้าพูดอะไรแบบ 5 ปีที่แล้วมากน้อยแค่ไหน โดนแต่ละดอก อ่านคอมเมนท์แล้วโกรธ แล้วทำอะไรได้ ? เขาไม่สามารถหยุดยั้งความคิดของคนได้ การปรับตัวอย่างแรกของ คสช.คือการเลือกตั้ง การมีพรรคการเมือง แล้วที่บอกว่า 'ร่างกายต้องการปะทะ' ผมว่ามันไม่ใช่  อย่าไปคิดเรื่องลงถนน ไอ้คนที่พร้อมเขาลงถนน เขาอยู่ในสภาหมดแล้ว เขาเล่นตามเกมในสภาเลย พวกที่บอกร่างกายต้องการปะทะ ก็รอแล้วกัน คนที่เขาถูกปะทะ วันนี้เขาเข้าสภา เข้าไปเถียงในนั้น เขาเรียนรู้ว่ามันด่ากันได้  ถ้ามีคดีความ เขาก็ไปฟ้องกัน เขาจะได้รู้ว่าต่อไปมันได้แค่ไหน นั่นคือเหตุผลการของมีกฎหมาย เพื่อทำให้ทุกคนมันอยู่ในอารยะ ทุกประเทศก็ซัดกันแบบนี้แหละ คุณพูดไม่ดีมา ก็ซัดกัน เขาไม่ห้ามคุณชี้แจง คุณก็ชี้แจงไป อยากขอโทษ ก็ขอโทษไป แต่สำหรับผู้มีอำนาจที่ไม่เคยรับฟังความแตกต่าง คุณต้องดีลกับอารมณ์คนอื่นบ้าง ไม่ใช่ซัดคนอื่นฝ่ายเดียวแบบในอดีต

Counter movement รัฐบาล คสช.จะรุนแรงไปกว่านี้ไหม หรือแค่ในโลกโซเชียล แล้วรอเลือกตั้งใหม่?

ผมคิดว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้ง มันก็จะพากันขยับไปสู่จุดที่พูดคุยกันได้ แต่ถ้ามองเรื่องการจะมีม็อบ ผมยังไม่เห็นเงื่อนไขของการมีม็อบนะ ผมว่าปัจจุบันสังคมมันไปไกลเกินกว่าการมีม็อบขนาดใหญ่แล้ว ต่อให้คุณออกแถลงการณ์วิจารณ์อีกฝ่าย คุณก็ทำได้ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้นำไปสู่การมีม๊อบ หรือ โค่นรัฐบาลได้ในวันสองวัน

ถ้าเป็นม็อบในความหมายของผู้ประท้วง เพราะไม่พอใจต่อการแก้ไขปัญหานะมีแน่นอน  เพราะต้องการให้คนสนใจในประเด็นของเขา ไม่ว่าจะเป็นม็อบเขื่อน ม็อบโรงไฟฟ้า การเดินเท้า การขอความเป็นธรรม มันจะเป็นม็อบอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ม็อบที่ยืดเยื้อยาวนาน  คนพวกนี้คุณจะรอให้นักข่าวเทวดาที่ไหนไปค้นหาพวกเขา มันไม่มี พวกเขาต้องเดินมาอยู่ในสายตาสาธารณะ ให้พวกคุณเห็น ม็อบคือเรื่องเหล่านั้น

ประเด็นทางการเมืองมันไม่ต้องม็อบแล้ว เพราะมันซัดกันนัวเนียในทุกที่แล้ว แต่สำหรับผมม็อบในอนาคตมันน่าสนใจ เพราะมันเป็นเรื่องของคนตัวเล็กที่ถูกเพิกเฉยในระบอบ แม้กระทั่งระบอบรัฐสภา เขาต้องมาพูดถึงความทุกข์ยากของพวกเขา นั่นแหละม็อบ

แต่ทั้งหมดมันก็ไม่ง่ายหรอก เอาให้พ้นปีแรกก่อนเถอะ กติกามันเอื้อเฉพาะตอนตั้งนายกฯ ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความจะอยู่ได้ง่ายๆ สถานการณ์ทุกวันนี้มันไม่ได้เอื้อไปทั้งหมดหรอก ผมไม่ใช่หมอดูที่จะทำนายว่าเขาจะอยู่ยาว หรือไม่ยาว ประเด็นคือราคาที่เขาต้องจ่ายเมื่อเขาจะอยู่  และเขาจะอยู่ได้ด้วยเงื่อนไขอะไร ? อะไรคือสิ่งที่เขาต้องเจอ ? ทุกวันนี้เงื่อนไขที่อยู่อยู่ได้ คือเขามี ส.ว. แต่สิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ทั้งหมดคือกระแสสังคม

สำคัญที่สุดอยู่ที่ Economic Performance ซึ่งรัฐบาลต้องทำให้ได้ แล้วมันไม่ได้หมายถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเดียวนะ แต่มันรวมไปถึงอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนที่ไม่ได้ส่วนแบ่งจากความมั่งคั่ง ทุกวันนี้คุณลองไปเดินห้าง พ่อค้าแม่ค้าเขาขายของได้ไหม สิ่งนี้สิน่ากลัวกว่าเรื่องการเมืองของการสืบทอดอำนาจเท่านั้น

ตอนนี้ชาวบ้านเขายังรับได้ เพราะมันมีบัตรคนจน แต่มันมีกลุ่มหนึ่งที่พร้อมแตกหัก กูไม่ต้องการบัตรคนจน กูต้องการอนาคตที่ดีกว่านี้  ต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะแค่บัตรคนจนมันไม่พอ ผมคิดว่าชาวบ้านต้องการนโยบายทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และมีความหวัง ถ้าคุณขายตรงนั้นได้เมื่อไร คุณก็ได้ไปต่อ

เรื่อง: อรรถภูมิ อองกุลนะ

ภาพ : ธนาชัย ประมาณพาณิชย์

  • เรื่อง :
  • ภาพ :
  • กราฟิก :
เกี่ยวกับผู้เขียน
Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์