"วาฬหัวทุย" ถึง "หอยมือเสือ" : พลาสติก ดราม่า และทะเลไทยที่แสนเปราะบาง
"วาฬหัวทุย" ถึง "หอยมือเสือ" : พลาสติก ดราม่า และทะเลไทยที่แสนเปราะบาง
"วาฬหัวทุย" ถึง "หอยมือเสือ" : พลาสติก ดราม่า และทะเลไทยที่แสนเปราะบาง
"วาฬหัวทุย" ถึง "หอยมือเสือ" : พลาสติก ดราม่า และทะเลไทยที่แสนเปราะบาง
"วาฬหัวทุย" ถึง "หอยมือเสือ" : พลาสติก ดราม่า และทะเลไทยที่แสนเปราะบาง
"วาฬหัวทุย" ถึง "หอยมือเสือ" : พลาสติก ดราม่า และทะเลไทยที่แสนเปราะบาง
  • Explicit
  • Jul 8, 2019
  •   3106

หมายเหตุ: ภาพบางส่วนในเรื่องอาจดูรุนแรง เพื่อเป็นไปตามเจตนาของช่างภาพที่ต้องการสื่อสารความจริงอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ขออภัยมา ณ ที่นี้

ซากพะยูนเกยตื้น เศษพลาสติกในท้องวาฬ โลมาลอยอืดตรงชายหาด เต่าทะเลกินพลาสติกจนตาย หรือการจับหอยมือเสือ และความเสียหายของทรัพยากรใต้ท้องทะเลทั้งที่เป็นข่าว หรือเสียงกระซิบในวงสนทนา...

ทั้งหมด นำไปสู่คำถามที่ว่า วันนี้ ทะเลไทยเปราะบางขนาดไหน แล้วใครที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ 

ขุมทรัพย์ที่แสนเปราะบาง  

ไม่ว่าจะเป็นข่าวการจับ หอยมือเสือ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในบัญชีสัตว์สงวนและคุ้มครองประเภท 2 ของรายการเกาหลี หรือซากวาฬหัวทุยขนาด 11 เมตรที่เกาะลันตา นอกจากความสูญเสีย อีกมุมนี่ถือเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทยกว่า 3.2 แสนตารางกิโลเมตรได้เป็นอย่างดี 

บนเรือหาปลาของชาวประมงพื้นบ้าน ไปจนถึงหน้ากระดาษรายงานผลประกอบการของโรงงานแปรรูปอาหารทะเลต่างรู้ว่าใต้ท้องน้ำของไทยมีค่าไม่ต่างจาก “ขุมทรัพย์มีชีวิต” แหล่งทรัพยากรสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไม่ต่ำกว่า 24 ล้านล้านบาท

การท่องเที่ยวทางทะเลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท รวมทั้งอุตสาหกรรมประมงถือที่สร้างมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลกว่า 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี ภาพ: จรูญ ทองนวล

ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ นักวิจัยจากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยประเมินผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยเอาไว้ว่า ทะเลไทยมีการใช้ประโยชน์อยู่ 4 ส่วน คือ การพาณิชยนาวี, การประมง, การผลิตพลังงาน และการท่องเที่ยวจังหวัดชายทะเล

ข้อมูลจากหอการค้าไทยระบุว่า อาหารทะเลเมื่อปี 2561 มีปริมาณ 114,817 ตัน มูลค่าการส่งออกที่ 12,908 ล้านบาท ขณะที่ กองทัพเรือได้มีการประเมินยุทธศาสตร์ใน 10 ปีต่อจากนี้ พบว่า ผลประโยชน์ทางท้องทะเลของประเทศไทยจะมีไม่ต่ำกว่า 17.9 ล้านล้านบาทต่อปี

แต่ผลประโยชน์มหาศาลระดับร้อยละ 30 ของจีดีพีของประเทศนั้นกลับต้องแลกด้วยความทรุดโทรมของระบบนิเวศ และสร้างผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำอย่างชัดเจนในช่วง 30 ปีหลัง

สอดคล้องกับรายละเอียดในรายงานเรื่อง “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกำหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล” จากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ระบุไว้ว่า ทะเลมีการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวของ 23 จังหวัดชายฝั่งที่รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 129 ล้านคน การขนส่งทางทะเลจากท่าเรือกว่า 440 ท่าทั่วประเทศ อุตสาหกรรมประมง การขยายตัวของชุมชนชายฝั่ง นิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งกว่า 40 แห่งรวมทั้งการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอีกกว่า 436 แท่น ทั้งหมด ล้วนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อทรัพยากร และสิ่งมีชีวิตในทะเลทั้งสิ้น

หอยมือเสือ สัตว์คุ้มครองในบัญชีที่ 2 ที่ถูกจับขึ้นมาในรายการทีวีเกาหลีที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมจนทีมผู้ผลิตรายการต้องออกมาขอโทษ ภาพ: viu.com

ขณะเดียวกัน รายงาน "การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย" โดยการสนับสนุนจาก สกว. หรือ สกสว. ในปัจจุบันนั้นก็ยังให้รายละเอียดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า... 

ไทยมีแนวโน้มของกิจกรรมการใช้ทะเลเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและรูปแบบ แต่ยังไม่มีแผนที่การใช้ประโยชน์ทางทะเลของชาติ ทำให้มองภาพรวมของทะเลไทยไม่ชัดเจน

"วันนี้ต้องสร้างดัชนีชี้วัดที่ยากขึ้น รายงานความสำเร็จฟื้นฟูทะเลไทยต้องไม่ขึ้นกับปริมาณลูกปลาที่ปล่อย ปะการังที่ปลูก วางปะการังเทียมกี่ก้อน ปลูกป่าชายเลนกี่ต้น หรือสร้างเขื่อนกันแนวชายฝั่งความยาวกี่เมตร"

แต่สำหรับ ตัว ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ มองผลลัพธ์ที่ควรจะเป็นก็คือ ระบบนิเวศที่ฟื้นคืนมา สัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น ชาวประมงมีอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ขณะนี้เริ่มพูดถึงดัชนีมหาสมุทรในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ที่ 5 ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วัดตั้งแต่ทะเลกักเก็บคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำที่สะอาด การดูแลชายฝั่ง โอกาสของประมงพื้นบ้าน และมีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยว

ซึ่งจะต้องดูกันต่อไปว่า วาระดังกล่าวจะถูกทำออกมารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร 

บทเรียนจาก “ซาก” สัตว์ทะเลหายาก

ตามรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่า ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมานั้น มีสัตว์ทะเลหายากตายไปทั้งสิ้น 672 ตัว เพิ่มขึ้นจากที่มีการเก็บข้อมูลเมื่อปี 2546 ถึง 6 เท่า โดยแนวโน้มการเกยตื้นนั้นจะมีอยู่ราว 34 ตัวต่อปี 

ภาพ: ThaiWhales

“แนวโน้มเพิ่มจริงครับ แต่ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าเดิม” ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต) หรือ ศวทม. ตั้งข้อสังเกตถึงชุดตัวเลขที่ออกมา 

การสื่อสารที่ถึงกันมากขึ้น ความตระหนักของผู้คน ล้วนส่งผลถึงข้อมูลที่ได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าหากจะต้องวิเคราะห์ผลกระทบจากชุดข้อมูลที่มีอยู่ตัวมองว่าน่าจะใช้เวลาราว 3 ปีถึงจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น 

อย่างกรณี วาฬหัวทุยที่ป่วยตาย หลายความเห็นทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ต่างโยงประเด็นถึงขยะพลาสติกในท้อง ทั้งที่การวินิจฉัยของทีมสัตวแพทย์นั้นคาดว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากอาการป่วยตามธรรมชาติมากกว่า 

“เต่าทะเล และพะยูนส่วนใหญ่ร้อยละ 60-90 การตายมาจากกิจกรรมของมนุษย์ แต่ถ้าเป็นกลุ่มของโลมา และวาฬส่วนใหญ่จะเกิดจากอาการป่วยเสียมากกว่า จึงต้องดูเป็นรายกรณีไป อย่างกลุ่มของโลมาอิรวดีที่ทะเลสาบสงขลา เจอปัญหาของเครื่องมือประมงเป็นหลัก กลุ่มของพะยูน เราก็จะเห็นการเพิ่มจำนวนของพะยูนในเกาะลิบง อะไรแบบนี้ กลุ่มของวาฬบรูด้า เราก็ยังเห็นการเพิ่มจำนวน การเกิดลูก 4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การตาย 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น”

วาฬหัวทุยที่ทีมสัตวแพทย์คาดว่าตายจากอาการป่วยตามธรรมชาติ แต่การพบขยะพลาสติก 4 ชิ้นในกระเพาะทำให้ถูกโยงเหมารวมไปว่า วาฬตายเพราะขยะพลาสติก ภาพ: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

ผอ.ศวทม.คนเดิมยืนยันว่า ไม่สามารถเหมารวมการเสียชีวิต หรือเกยตื้นว่ามาจากมนุษย์หรือกิจกรรมของคนเราได้ทั้งหมด แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมวันนี้ก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบของเรา

ความตระหนักไม่ว่าจะเป็น ลด-ละ-เลิก พฤติกรรมหรือสิ่งที่จะไปกระทบกับธรรมชาติก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถช่วยได้

“การอยู่รอดของพวกเขาเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพประชาธิปไตยของประเทศได้เลยนะ” เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม ThaiWhales คิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาอธิบายถึงความเท่ากันในฐานะ “สิ่งมีชีวิตที่เป็นพลเมืองร่วมของโลกใบนี้”   

แต่ที่มันไม่ก้าวหน้าไปไหนเลยเพราะว่า “นโยบายหลัก” ไม่ได้ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงพอ แต่ไปเสิร์ฟให้กับฐานเสียงที่มีผลต่อคะแนนในสภาผู้แทนฯ ก่อน 

ความตระหนักถึงผลกระทบที่ตามมา โดยเฉพาะกับสิ่งแวดล้อมจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญ

ภาพ: ThaiWhales

แยกดราม่าด้วยข้อมูล

ภาพที่ปรากฏในโซเชียลส่วนใหญ่วันนี้ มักนำไปสู่ข้อถกเถียง และบ่อยครั้งที่เราเห็นว่ามันกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตในสังคมไทย อย่างกรณี การจับหอยมือเสือล่าสุด หรือซากวาฬหัวทุยที่ผู้ร้ายกลายเป็นพลาสติกมากกว่าการป่วยตายตามธรรมชาติ 

สิ่งที่เห็นซึ่งหน้ามักตัดสินง่ายอย่างหลายๆ กรณีที่ปรากฎในข่าว แต่หากเป็นเรื่องกระบวนการชันสูตรซากนั้น ยังมีลำดับขั้นตอนที่หลายคนตั้งคำถามเอาไว้ในใจ

หมออุ๋ย - สพ.ญ.วัชรา ศากรวิมล สัตวแพทย์ประจำศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง หรือ ศวทก. อธิบายเกี่ยวกับการเกยตื้นของสัตว์ทะเลนั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ เกยตื้น “เป็น” และเกยตื้น “ตาย” 

สิ่งที่ทีมสัตวแพทย์ต้องทำหลังจากพบการเกยตื้นตาย หรือ “ซาก” นั้น อันดับแรกต้องเก็บข้อมูลพื้นฐานของสัตว์เหล่านั้น ตั้งแต่ ชนิดอะไร เพศไหน ความยาวเท่าไหร่ น้ำหนัก ช่วงวัย เป็นต้น 

"อีกอย่างที่สำคัญ คือ การประเมินสภาพซาก หมายความว่าถ้าซากเกยมาสดๆ เวลาเราไปเก็บตัวอย่างจะเก็บได้เยอะมาก แต่ถ้าซากที่เกยมามันเน่ามาก เนื้อเยื่อต่างเน่าไปเยอะ เราก็จะมีข้อจำกัดในการเก็บตัวอย่าง"

ภาพ: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

หมออุ๋ยอธิบายต่อว่า สภาพซากสดจะเก็บตัวอย่างผิวหนังเป็นหลัก นอกนั้นก็จะเก็บเนื้อเยื่อ เพื่อตรวจดีเอ็นเอ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ หรือ กล้ามเนื้อตามร่างกาย

ส่วนซากเน่า ผิวหนังหลุดไปหมดแล้ว ก็จะเก็บเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆ แทน

ตัวอย่างผิวหนังสัตว์บอกอะไรได้บ้าง...

“บอกพันธุกรรมของสัตว์ได้ สามารถจำแนกชนิดได้แน่นอน” เธอตอบ

ตามกระบวนการก็จะส่งตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจเพื่อหาว่า เป็นชนิดอะไร หรือแม้กระทั่งมันสามารถบอกกลุ่มประชากรได้ ซึ่งจะมีความสำคัญในแง่ของสัตวืที่มีประชากรน้อยๆ เช่น โลมาอิรวดีที่อ่าวสงขลา เป็นต้น 

หลังจากที่ส่งตัวอย่างไป ประมาณไม่เกิน 1 เดือนก็จะได้ผลตรวจกลับมา ในกรณีนี้จะทำในซากที่สดเท่านั้น

ส่วนการสันนิษฐานสาเหตุการตายที่มีรายละเอียดปรากฏในรายงานของทาง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือ ทช. นั้นจะเป็นการประเมินเบื้องต้นจากลักษณะทางกายภาพ และการผ่าชันสูตร 

ลำดับต่อมาหลังจากตรวจชันสูตรเรียบร้อยก็คือ ขั้นตอน การจัดการซาก 

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การเผา ไม่ต่างจากการฌาปนกิจ แต่ต้นทุนการเผาค่อนข้างสูง เตาเผามีราคาแพงมาก 

ดังนั้นส่วนใหญ่ทีมงานจึงเลือกใช้วิธี การฝัง ซึ่งเวลาฝังจะมีการใส่ปูนขาว ซึ่งเป็นการฆ่าเชื้อ และเร่งให้ซากเน่าสลายได้เร็วขึ้น 

แต่ก็มีบางกรณีที่พื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น การเกยตื้นตรงหาดหิน ทีมงานไม่สามารถที่จะขุดหลุมได้ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีการถ่วงซากแทน ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องคอยประสานกับบริเวณที่กำจัดซากว่า มีการเกยตื้นซ้ำหรือไม่ 

“บางทีเราถ่วงไม่ดีแล้วซากมันลอยขึ้นมาเอง แต่อันนี้ก็จะเป็นวิธีท้ายๆ ที่เลือกทำกัน” เธอบอก

 

เรื่อง: ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

ภาพ: Nation PhotoThaiWhales, ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

ความตระหนักถึงผลกระทบต่อทรัพยากรตลอดพื้นที่กว่า 3.2 แสนตารางกิโลเมตรของทะเลไทย ยังเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันสร้างให้เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคม

  • เรื่อง :
  • ภาพ :
  • กราฟิก :
เกี่ยวกับผู้เขียน
Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์