U Drink I Drive เหรียญสองด้านของสตาร์ทอัพ
  • Biz Life
  • Sep 4, 2019

นักดื่ม นักเที่ยวยามค่ำคืน คงรู้จัก U Drink I Drive บริการพนักงานขับรถที่จะมาช่วยขับรถให้คุณถึงบ้านเพราะ “เมาไม่ขับ” ซึ่งกำลังขยายบริการพนักงานขับรถสู่จุดประสงค์อื่นๆ ในยามกลางวันด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ไอเดียใหม่ เพราะมีบริการแบบนี้เป็นที่นิยมมากมายในต่างประเทศ แต่ก็เป็นบริการแรกในประเทศไทยที่เกิดขึ้นด้วยความพยายามของคนหนุ่มสาวอายุ 24 – 25 ในขณะนั้น

จากผู้ก่อตั้งแรกเริ่มซึ่งต่อยอดจากปริญญานิพนธ์ “แผนธุรกิจบริการคนขับรถ” ของ สิรโสมย์ บริสุทธิ์สุวรรณ์ และ ณิชมน วิริยะลัมภะ สู่ U Drink I Drive ร่วมด้วย อัครพล ประกิตสุวรรณ ตามมาด้วย จิรายุ พิริยะเมธา ซึ่งใช้ความเชี่ยวชาญจากธุรกิจครอบครัวคือ บริษัท ลิมูซีน เอ็กซ์เพรส จำกัด ต่อยอดสู่การอบรมให้บริการลิมูซีน มาดูแลด้านการอบรมพนักงานขับรถให้บริการได้ทุกระดับ แม้กระทั่งขับรถซูเปอร์คาร์

แน่นอน ธุรกิจนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการรับประกันความปลอดภัย อภินรา ศรีกาญจนา ซึ่งทำงานฝ่ายพัฒนาองค์กรของธุรกิจครอบครัว คือ บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) ที่เห็นโอกาสการเติบโตของสตาร์ทอัพรายนี้ เท่ากับว่า U Drink I Drive ได้ผู้ชำนาญการประกันภัยและปกป้องชีวิตของทั้งพนักงานขับรถและลูกค้ามาร่วมด้วย เป็นอันครบทุกแง่มุม

ธุรกิจแห่งความหวังดี

เข้าสู่ปีที่ 6 ของ U Drink I Drive ที่ผู้ก่อตั้งและผู้ก่อตั้งร่วมลงทุนเอง ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว จากจำนวนผู้ใช้ในปีแรกหลัก 10 กว่าทริปต่อเดือน ขยับสู่หลักร้อย และกว่า 2,500 ทริป จนปัจจุบันมีผู้ใช้บริการราว 7,000 ทริปต่อเดือน  กับรายได้กว่า 5 ล้านบาทต่อเดือน และอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 80 % รวมถึงการการประเมินมูลค่าธุรกิจไว้ที่ราว 100 ล้านบาท

แต่เมื่อแนวทางการบริหารธุรกิจไม่ตรงกันสิรโสมย์จึงลาออกจากการเป็น CEO (ประธานบริหาร) ในช่วงต้นปี 2562 โดยอภินรามารับตำแหน่งกรรมการบริหาร ขณะที่สิรโสมย์ยังถือหุ้นอยู่ 40 % อภินรา 30 % และจิรายุ 30 %

และช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มติจากรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ 1/2562 หนึ่งในมตินั้นคือ ให้ขายทรัพย์สินของ U Drink I Drive ให้แก่ บริษัท เอเชียพลัส แอสซิสแต้นซ์ จำกัด ในราคา 3 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินมาก โดยการตัดสินใจจากผู้ถือหุ้นคืออภินราและจิรายุ ซึ่งถือหุ้นคนละ 30 % เท่ากับว่ามีสัดส่วนเสียงมากกว่าผู้ก่อตั้งแรกเริ่มซึ่งถือหุ้นอยู่ 40 %

ราวกลางเดือนสิงหาคม 2562 สิรโสมย์จึงดำเนินการฟ้องอภินรา ศรีกาญจนา จิรายุ พิริยะเมธา และบริษัท เอเชียพลัส แอสซิสแต้นซ์ จำกัด  โดยขอให้ศาลบังคับให้จำเลยเพิกถอนรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2562 ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เฉพาะมติส่วนที่เกี่ยวกับการขายทรัพย์สิน พร้อมให้ระงับการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินหรือกิจการ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความอย่างสูงแทนโจทก์ โดยศาลมีคำสั่งออกหมายให้คุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้จำเลยจำหน่าย จ่าย โอน ทรัพย์สินของบริษัท U Drink I Drive จนกว่าจะมีคำพิพากษาจากศาล

ทั้งนี้ อภินรายืนยันว่าดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายทุกอย่าง

การประเมินมูลค่าของธุรกิจสตาร์ทอัพวัดอย่างไร

การประเมินมูลค่าของธุรกิจสตาร์ทอัพต่างจากการประเมินมูลค่าของธุรกิจทั่วไปที่ดูกำไร ขาดทุน การหมุนเวียนของกระแสเงินสด หรือทรัพย์สินที่บริษัทถือครอง

ในขณะที่สตาร์ทอัพมักเริ่มต้นด้วยผู้ก่อตั้งไม่กี่รายทำงานกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซ วิธีประเมินจึงได้ดูที่ “โอกาสและศักยภาพการเติบโต” ของธุรกิจผ่านเทรนด์ และฐานผู้ใช้ โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลผู้ใช้ในแง่มุมต่างๆ ไม่เพียงแค่จำนวนเท่านั้น แต่ “บิ๊กดาต้า” หลากแง่มุม คือบ่อน้ำมันแหล่งใหญ่ที่จะขยายสู่ธุรกิจอื่นได้อีกมากมาย

ตัวอย่างเช่น Line Man นักลงทุนจะพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้ต่อวันว่ามีเท่าไร ต่อคนใช้จ่ายเท่าใด สมมติว่า คนละ 300 บาทต่อครั้ง 1 เดือนอาจมีผู้ใช้สัก 1,000 คน คนละ 4 ครั้ง เท่ากับเดือนหนึ่งจะมีรายได้ราว 1,200,000 บาท นอกจากนั้น Line ยังเก็บดาต้าของลูกค้าซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า มีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ธุรกิจอีกหลากหลาย ทำให้ปัจจุบันการประเมินมูลค่าของ Line อยู่ที่ 50,000 ล้านบาท หรือ Uber ก็มีการตีมูลค่าอยู่ที่ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ฉะนั้น แม้ว่า U Drink I Drive ปัจจุบันจะมีรายได้อยู่ที่ราว 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่การประเมินว่า หากมีการเปิดให้ระดมทุน ก็จะมีศักยภาพไปได้ถึง 100 ล้านบาท

จากสายตานักลงทุนสายสตาร์ทอัพแล้ว ธุรกิจลักษณะนี้มีโอกาสการเติบโตสูงขึ้น เนื่องจาก 2 ปัจจัย คือนโยบายการอนุญาตให้เปิดสถานบันเทิงยามค่ำคืนนานขึ้นถึงตี 4 ในอนาคต และการมีด่านตรวจแอลกอฮอล์มากมายในกรุงเทพฯ

หาก U Drink I Drive สามารถเก็บสถิติผู้ท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่ดื่มแอลกอฮอล์และขับรถไปเองว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เจาะจงลงไปเฉพาะย่านสำคัญ ก็จะยิ่งทำให้เห็นมูลค่าของข้อมูลมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน การขยับตัวของธุรกิจให้บริการคนขับรถจากต่างประเทศนั้นก็กำลังแตกสาขาเพื่อเป็นที่ 1 ในตลาด โดยเฉพาะ Grab ซึ่งกำลังเปิดบริการ Chauffeur ส่งโชเฟอร์มาขับรถของคุณให้คุณ ในราคาเริ่มต้นที่ถูกกว่า ไม่นับสตาร์ทอัพรายอื่นและธุรกิจที่ต่อยอดจากบริการเช่ารถก็กำลังขยายมาสู่บริการนี้เช่นกัน U Drink I Drive จึงต้องเร่งแก้ปัญหาภายใน เพื่อสู้กับแบรนด์อื่นในตลาดให้ได้

การลงทุนในสตาร์ทอัพก็มีความเสี่ยงอยู่หลายอย่าง สำหรับธุรกิจนี้ก็ต้องดูกันต่อไป หากนักลงทุนเห็นศักยภาพของ U Drink I Drive จริง ก็ต้องรอหลังคำพิพากษาของศาล และต้องยอมรับจุดด่างพร้อยนี้ให้ได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เสมอในธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มีไอเดียดีอย่างเดียวไม่พอ ความรู้ธุรกิจ และประสบการณ์ก็ต้องมาพร้อมกันด้วย

.

.

อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ, Springnews, Techsauce, Passiongen

มองต่างมุมจากผู้บริหารที่หวังให้ธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเองเติบโต อาจทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน ทั้งแนวทางและผลประโยชน์ ซึ่งหากสตาร์ทอัพไทยยังติดปัญหานี้อยู่ อย่าลืมว่าสตาร์ทอัพในธุรกิจเดียวกันจากต่างประเทศ ก็กำลังรอที่จะครอบครองตลาดนี้อยู่เช่นกัน

  • เรื่อง : เรียบเรียงโดยอาศิรา พนาราม
  • ภาพ : -
  • กราฟิก : ณัชชา พ่วงพี
  • Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์