สำรวจกระเป๋าเด็กจบใหม่ ใช้ยังไงให้อยู่รอด!
  • Explicit
  • Aug 7, 2019
  •   165

ในฐานะ First jobber  ผู้ที่เพิ่งสลัดเสื้อนิสิต กระโปรงนักศึกษา ก้าวเท้าสู่โลกแห่งการทำงานอย่างเต็มตัว นอกจากเรื่องการเรียนรู้งานใหม่ๆ แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ การรับผิดชอบตัวเอง หรือ การจัดการและวางแผนการเงินในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง

เราอยากชวนเหล่า "รุกกี้" ทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องการวางแผนการเงินในสัปดาห์ Money Survivors ในฐานะ First jobber  ผ่านเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของเด็กจบใหม่ทั้ง 3 คนซึ่งกำลังผจญโลกการทำงานจริงอยู่ในวันนี้ 

เส้นบาง ๆ ระหว่างเงินเดือนและเงินทอน

ตามกฎหมายแรงงานแล้ว กำหนดให้ทุกบริษัทต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานขั้นต่ำเริ่มต้นวันละประมาณ 325 บาท หรือถ้าคิดง่าย ๆ วุฒิปริญญาตรี ที่เป็นแรงงานใหม่ส่วนใหญ่นั้นจะได้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท

ตุลยา สวนสันต์ หรือ อิ๊ก ที่เริ่มต้นชีวิต First jobber ย่านเอกมัย กล่าวติดตลกว่า “ที่ได้ทุกวันนี้มากกว่าหมื่นห้า ยังไม่พอ”  ถึงแม้ว่าเธอจะอยู่บ้านกับครอบครัว แต่ค่าใช้จ่ายและเงินเดือนที่ได้รับ ยังเข้าข่ายลักษณะ ชักหน้าไม่ถึงหลัง 

เงินหนึ่งก้อนของอิ๊ก ถูกจัดสรรเป็น 4 ส่วนใหญ่ คือ ค่าใช่จ่ายจิปาถะ ค่าการเดินทาง ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และเงินเก็บ   โดยเงินที่ใช้มากที่สุดจะเป็นเงินส่วนค่าเดินทางเพราะว่าต้องนั่งรถ 2 ต่อ จากบ้านกว่าจะถึงที่ทำงาน

“คิดว่าค่าใช้จ่ายเราน้อยกว่าคนอื่น เพราะเราอยู่บ้าน ค่าข้าวก็เสียแค่ตอนกลางวันและเย็น แต่บางครั้งเงินที่จะเอาไว้เก็บเฉพาะก็ไม่พอ และ ที่เคยเก็บมาก็ต้องเบิกเอามาใช้บางส่วนในกรณีฉุกเฉินเช่นซื้ออุปกรณ์ทำงาน”

รายได้และรายจ่ายเมื่อหักลบกลบหนี้ไปแล้วถือว่าเหลือน้อย ซึ่งคิดว่าเธอเลือกเก็บเอาส่วนนั้นมาสร้างความสบายใจในตัวเอง

“เคยคิดเหมือนกันว่าอยากซื้อกองทุน ที่เห็นพี่ในออฟฟิศพูดถึงกัน แต่เงินที่เราใช้ทุกเดือนมันพอดีแบบเป๊ะๆ แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ ขนาดข้าวเราจ่ายแค่ 2 มื้อจำกัดมื้อหนึ่งไม่เกิน 70 บาท รายจ่ายก็ยังเยอะอยู่”

ข้อมูลของ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ NCB ได้รวบรวมสถิติสินเชื่อส่วนบุคคลของเครดิตบูโร จากสถาบันการเงิน 90 แห่งพบว่า คนวัยเริ่มทำงานที่เพิ่งจบการศึกษาได้ไม่กี่ปีและมีอายุน้อย กลับเป็นวัยที่มีหนี้เสียมากที่สุด ซึ่ง 1 ใน 2 ของคนวัยนี้จะมีสินเชื่อส่วนบุคคลมากที่สุดถึงร้อยละ 30 เปรียบเทียบกับสัดส่วนร้อยละ 17 ของประชากรทั้งประเทศ และเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสียสูงที่สุดถึงร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนร้อยละ 15 ของผู้กู้ทั้งประเทศ

ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีบัตรเครดิตมากที่สุดถึงร้อยละ 20 ขณะเดียวกันก็มีสัดส่วนหนี้เสียจากสินเชื่อบัตรเครดิตสูงสุดอีกด้วย

นอกจากหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตแล้ว คนวัยนี้ยังติดอันดับมีสินเชื่อรถยนต์มากที่สุด และมีสัดส่วนหนี้เสียจากสินเชื่อนี้สูงเกือบร้อยละ 20  เช่นเดียวกับสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ที่มีหนี้เสียสูงสุดถึงร้อยละ 37.2  

#ไม่ไหวบอกไหว

“ตอนเรียนใช้เงินอย่างบ้าคลั่ง ตอนทำงานคิดเรื่องการใช้เงินเยอะมาก”

นั่นเป็นสิ่งที่ ฟลุ๊ค หรือ สิทธิชัย ศรีม่วง เปรียบเทียบให้เห็นความต่างระหว่างรั้วมหาวิทยาลัยกับวัยทำงาน 

เจ้าตัวเริ่มต้นเก็บเลเวล First jobber แถวปิ่นเกล้า ด้วยพื้นเพเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนและทำงานในกรุงเทพทันทีหลังเรียนจบ  จึงทำให้รายจ่ายอยู่ในความรับผิดชอบของตัวเองเต็ม 100 % ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร 3 มื้อ ค่ารถ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ฟลุ๊คเล่าว่าถึงจะเริ่มทำงานและได้รับเงินเดือนมา 3 เดือนแล้ว แต่การวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายและรายจ่ายเขาคิดมาก่อนสมัครงานเสียอีก

“เราประมาณการว่าเดือนหนึ่งต้องใช้เท่าไหร เราต้องเสียค่าอะไรบ้าง แล้วตอนบริษัทเรียกไปสัมภาษณ์ มีหัวข้อเรื่องเงินเดือนเราก็เลยเสนอไป เพราะมันเป็นเรื่องจริง” ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายหมดไปกับค่าที่พักและค่ากิน ส่วนเรื่องค่ารถเป็นส่วนน้อยเพราะที่บริษัทมีรถรับส่ง เสียแต่ค่ารถไฟฟ้าใต้ดินไปที่จุดรับส่งแค่นั้น

“เราไม่ได้วางแผนอย่างจริงจัง แต่ต้องวางแผน ไม่งั้นใช้ชีวิตทั้งเดือนไม่ได้ แต่นับค่าห้องออก ส่วนที่เหลือก็หารเฉลี่ยตกวันต่อวันว่าสามารถใช้ได้เท่าไหร ถ้าช่วงไหนอยากซื้อเสื้อผ้า เราก็จะซื้อแล้วมาดูเงินที่เหลือแล้วหารเหมือนเดิม” 

วิธีสำหรับการประหยัดคือเขาจำกัดงบการกินต่อมื้อ ไม่เกิน 50-60 บาท สำหรับแถวลาดพร้าวที่ตนเองพัก

“เงินเหลือ แต่เหลือพอใช้ ฟุมเฟือยได้แต่ไม่เต็มที่ เอาที่เราต้องการจริง ๆ ซึ่งปกติอย่างที่บอกไปว่าเราใช้เงินเยอะมาก จริง  ๆเรื่องเงินพอไม่พอ คิดว่ามันขึ้นอยู่กับบริบทรอบข้าง ถ้าทำงานแถวสีลม เงินเดือนเรา 20000 อาจจะไม่พอ ”

ผลสำรวจ numbeo.com เว็บไซต์ฐานข้อมูลด้านค่าครองชีพ คำนวณจากค่าสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ อาทิ ค่าอาหารในร้านอาหาร ค่าเช่าที่พักอาศัย และกำลังซื้อของประชากรเมือง พบว่า กรุงเทพมหานคร ถูกจัดให้เป็น เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุด เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

ขณะที่อัตราค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารของคนไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 56.4 ของค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศค่าครองชีพสูงอย่างออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร โดยประเทศดังกล่าวมีอัตราค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารขั้นพื้นฐานเฉลี่ยร้อยละ 7.7 ของค่าแรงขั้นต่ำ

แสดงให้เห็นว่า คนไทยอาจจะเข้าข่ายจ่ายเงินค่าดำรงชีพแพงเกินค่าแรงหรือไม่

ไปต่อหรือพอแค่นี้ 

นิ้ง ธัญญลักษณ์ ยอดใจ กราฟิกดีไซเนอร์ First jobber ในบริษัทแห่งหนึ่ง เล่าว่า “ค่าใช้จ่ายสำหรับตัวเอง น้อยมาก เพราะไม่มีค่าบ้าน เพราะอยู่คอนโด แต่ค่าใช้จ่ายทางบ้านสนับสนุน รวมถึงค่ารถที่ขับรถมาทำงานเอง ทางบ้านก็สนับสนุนเหมือนกัน”

การจัดการเงินของนิ้งเน้นเงินเก็บแค่ 30 % ส่วนที่เหลือก็เป็นค่าจิปาถะ

“เงินไม่พอทุกเดือน บางเดือนก็ฟลุ๊คใช้เงินเก็บที่กันเอาไว้แต่แรก หรือบางครั้งต้องไปดีลกับที่บ้าน”

เธอบอกว่า ความแตกต่างระหว่างตอนเรียนกับตอนทำงานนั้น เธอเกรงใจทางบ้านตอนเรียนมากกว่าตอนทำงาน เพราะเงินเป็นของตัวเองแล้วอยากทำอะไรก็ได้

 “เราอยากซื้อกองทุน แต่ตอนนี้ยังซื้อไม่ได้ เพราะเงินที่ใชัยังจะไม่พอ ต้องรอขยับขยายมากกว่านี้ ถ้าเราเอาเงินไปซื้อตอนนี้ ถ้าทำอย่างนั้น ชีวิตจะไม่แฮปปี้ ชีวิตไม่ได้ไร้สาระเลย”

ถ้าอย่างนั้นเงินเดือนเด็กจบใหม่ซึ่งเริ่มต้นที่ 15,000 บาท จะเพียงพอไหมการทำงานในมหานครอย่าง "กรุงเทพ" 

ทุกคนต่างต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่พอ! 

เมื่อย้อนดูผลสำรวจ Financial Literacy ของแบงค์ชาตินั้นจะพบว่า คนไทยยังอ่อนด้านความรู้ทางการเงิน มีทัศนคติใช้เงินมากกว่าออม โดยเฉพาะคน  GenY ส่วนใหญ่ยังไม่มีเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว และขาดการบริหารจัดการเงินที่ดี เช่น จัดสรรเงินก่อนใช้ ออมเงินในวิธีที่เหมาะสม หรือไม่กู้เงินเมื่อเงินไม่พอใช้ รวมทั้งขาดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนซื้อสินค้า และมีการใช้จ่ายเกินตัวสำหรับด้านทัศนคติ ควรส่งเสริมทัศนคติด้านการออม

ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจของ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สำรวจความสุขคนทำงานในปี 2558 พบว่ากลุ่ม Gen Y (ค.ศ. 1981 – 2000) คือกลุ่มที่ได้ชื่อว่า “พฤติกรรมทางการเงินพัง” นั่นก็เพราะ พวกเขามักจะใช้จ่ายกันอย่างเต็มที่ เป็นหนี้เร็วขึ้น ไม่คิดเรื่องการเก็บเงิน ชอบเที่ยว ชอบช้อป เปย์หนัก พวกเขาจะใช้เงิน 80% ที่ได้รับเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเอง และยังเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน

ด้วยสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงลิ่วสำหรับการทำงานในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพมหานคร และ พฤติกรรมการเงินที่ใช้ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ทำให้เกิดสภาวะคนเริ่มทำงานใหม่เป็นหนี้มากที่สุดในยุคนี้

เหตุการณ์แบบนี้ก็เหมือนหนังแอ๊คชั่นพล๊อตหนึ่งที่ปลุกให้เหล่า First jobber ทั้งหลายเป็นนักสู้ รวมถึงการจัดการด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อดิ้นรนกับเงินที่เหลืออยู่  จนต้องชู #ไม่ไหวบอกไหว หรือ #ใต้เลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่ ให้กันและกัน

เพราะสำหรับ first jobber แล้ว ไม่ต้องถามว่า วันนี้คุณออมหรือยัง?

แต่ควรถามว่า เดือนนี้เงินพอใช้หรือไม่จะดีกว่า

กลุ่ม Gen Y (ค.ศ. 1981 – 2000) คือกลุ่มที่ได้ชื่อว่า “พฤติกรรมทางการเงินพัง” นั่นก็เพราะ พวกเขามักจะใช้จ่ายกันอย่างเต็มที่ เป็นหนี้เร็วขึ้น ไม่คิดเรื่องการเก็บเงิน ชอบเที่ยว ชอบช้อป เปย์หนัก พวกเขาจะใช้เงิน 80% ที่ได้รับเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

  • เรื่อง : Mayra.Y
  • ภาพ :
  • กราฟิก : Wichai.N
เกี่ยวกับผู้เขียน
ออกตัวว่าชอบเที่ยว แต่สามารถถกประเด็นสังคมได้อย่างฉะฉาน หลงใหลในรสชาติ และการเดินทาง มักมีอารมณ์ขันเด็ดๆ มาสร้างความเฮฮาให้กับเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ